เปลือกหรือแก่น

20150531_WannasingHealthy

คนไทยรักสุขภาพมาก เพราะว่าเราเซนเซอร์คนดูดบุหรี่ในทีวี แต่ยอมให้ผู้หญิงมาตบแย่งผัวกันหลังข่าวทุกคืน

– วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

—–

วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนที่เอเชี่ยนยู เลยได้เจอเพื่อนเก่าๆ ซึ่งรวมถึงเพื่อนที่เรียนวิศวะมาด้วยกันคือไก่ เต้อ โอ

มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งสมัยผมเรียนอยู่ปีสามที่ผมเคยตวาดใส่โอ

ที่ยังจำได้เพราะธรรมดาผมไม่ค่อยว่าใครแรงๆ แต่ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่หนที่พูดออกไป และก็ยังแอบรู้สึกผิด (ระคนภูมิใจ) มาจนถึงวันนี้

ก่อนจะไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผมขอพูดถึงบริบทก่อน

พวกเราเป็นรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยู ตอนนั้นมีเด็กปริญญาตรีเพียง 13 คน แบ่งเป็นเด็กวิศวะ 6 คน เด็กบริหารธุรกิจ 7 คน (ตอนแรกมี 20 คนแต่พอจบปีสองแล้วเราเหลือกันแค่นี้)

ค่าเทอมของ Asian U ในตอนนั้นแพงมาก อาจจะแพงที่สุดในเมืองไทยด้วยซ้ำ คือเทอมละ 150,000 บาท หรือปีละ 300,000 ถ้ารวมค่าหอพักอีกปีละ 60,000 และค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็แสดงว่าต้องใช้เงินถึงปีละ 400,000 บาทเลยทีเดียว

ข้อดีอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีมอบทุนการศึกษาแบบไม่มีข้อผูกมัด โดยสมัยนั้นจะมีทุนสามระดับคือ 400,000 บาท 200,000 บาท และ 100,000 บาทต่อปี

คณะวิศวะของเราที่มี 6 คนนั้น แบ่งเป็นนักเรียนทุนกับนักเรียนที่(พ่อแม่)จ่ายตังค์เองอย่างละครึ่ง

นักเรียนที่จ่ายตังค์เองก็มีไก่ โอ และ เจ (เจคือผู้หญิงคนเดียวของรุ่น)

ส่วนนักเรียนทุนก็คือฮิม เต้อ และ-อะแฮ่ม-ผมเอง (สองคนแรกทุนเต็ม ส่วนผมทุนสองแสน)

ผู้อ่านอาจจะพอนึกภาพออกว่าเด็กทุนจะเป็นกลุ่มที่ขยันกว่า เพราะเราต้องรักษาเกรดเฉลี่ยให้ได้เกิน 3.0 เจก็ขยันบ้างเวลาที่มีกำลังใจ ส่วนโอกับไก่จะออกรักสนุกนิดนึง ชอบเล่นเกมดึกๆ จนบางวันก็ตื่นไปเรียนไม่ไหว

พอจะสอบกันทีก็ต้องปิดห้องติวกัน หรือถ้าใครสอบตกก็ต้องมาช่วยนั่งทำงานเสริม แต่ผมก็ชอบบรรยากาศอย่างนี้นะ อบอุ่นดี เพราะพวกเราต่างก็หวังว่ารุ่นแรกจะจบพร้อมกันทุกคน มีอะไรก็เลยช่วยเหลือกันเต็มที่

ด้วยความที่เอเชี่ยนยูเด็กยังน้อยมาก แจกทุนก็เยอะ แถมเจ้าของยังเป็นคนมัธยัสถ์ด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เช่นห้องน้ำไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น อุปกรณ์ในห้องแล็บมีน้อยเกินไป สปอร์ตคลับไม่ติดแอร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จึงตกเป็นเป้าให้นักศึกษาได้ตำหนิเป็นประจำ โดยเฉพาะนักศึกษาที่พ่อแม่ต้องจ่ายตังค์มาเรียนเอง

อยู่มาวันหนึ่ง ที่ห้องทานข้าวชั้นหนึ่งหอพักชาย ไก่กับโอก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์มหาวิทยาลัยกันอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยหัวข้อเดิมๆ ว่าด้วยสิ่งต่างๆ ที่เอชียนยูควรจะมีให้สมฐานะมหาวิทยาลัยค่าเทอมสี่แสน

ผมเองก็เบื่อที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนบ่นอยู่เหมือนกัน เพราะบ่นเสร็จแล้วก็ไม่เห็นทำอะไร แต่ก็ทนฟังไปโดยไม่ได้โต้เถียงอะไรมากนัก…

จนถึงประโยคหนึ่งที่โอพูดออกมาว่า “ที่กูบ่นอย่างนี้ เพราะเสียดายเงินพ่อแม่เว้ย”

ผมเลยสวนกลับทันทีว่า “ถ้าเสียดายเงินพ่อแม่ ก็ตั้งใจเรียนสิวะ”

โอหยุดชะงัก

ผมพูดต่ออีกว่า “แยกให้ออกสิว่าอันไหนแก่น อันไหนเปลือก”

ผมจำเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ไม่ชัด แต่ที่แน่ๆ โอกับไก่หยุดวิจารณ์มหาลัย เพราะแม้สิ่งที่ผมพูดมันจะดูแรง แต่มันก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง

เพราะคาบแรกเมื่อเช้านี้มันก็ไม่ได้ไปเรียน

—–

หากมองไปรอบๆ ตัว เราจะเห็นการแก้ปัญหาที่เปลือกอยู่ไม่น้อย

เราเซ็นเซอร์ปืนในทีวี แต่เราไม่เคยเห็นละครเรื่องไหนที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วจะโดนตำรวจจับด้วยข้อหากระทำชำเรา

เราเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่เราก็ยังยอมจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือใช้เส้นสายเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่เราหมายมั่นปั้นมือ

เราอยากจะใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่า แต่พอว่างเมื่อไหร่เราก็ก้มดูมือถือ

คนเราชอบแก้ปัญหาที่เปลือกเพราะว่ามัน “ง่ายดี” และ “ไม่ต้องคิดเยอะ”

ไม่ผิดครับ อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ผมห่วงแค่เพียงอย่างเดียว

ว่าถ้าเรามัวใส่ใจแต่เรื่องเปลือก จนไปสำคัญผิดว่ามันเป็นแก่นแล้วล่ะก็

เราอาจจะไม่มีวันได้สิ่งที่เราต้องการเลยก็ได้

—–
ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia 

เป็นตัวของตัวเองเถอะ

20150510_SeksanEnemy

อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป

– เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

—–

สมัยผมเรียนม.ปลายอยู่ที่นิวซีแลนด์ เวลาจะไปไหนก็มักจะเดินหรือไม่ก็ใช้จักรยาน ซึ่งเพียงพอสำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเทมูก้า (Temuka) ที่มีประชากรเพียง 4,000 คน (น้อยกว่าจำนวนคนในตึกอื้อจื่อเหลียงที่ผมทำงานซะอีก)

และการปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนในวันหนึ่ง ก็ได้ให้บทสรุปกับผมที่คล้ายคลึงกับประโยคของคุณเสกสรรค์ข้างต้น

ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นผมน่าจะปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนชื่อสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาปั่นไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง

วันนั้นแดดไม่ออก เห็นได้ชัดว่ามีลมพอสมควร ผมถามตัวเองว่าจะใส่เสื้อไปกี่ชั้นดี และจะใส่ถุงมือกับหมวกไหมพรมไปดีมั้ย

ผมตัดสินใจใส่เสื้อแค่สองชั้น ได้แก่เสื้อยืดและเสื้อไหมพรม cotton wool และไม่ได้ใส่ถุงมือหรือหมวกไป

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ตอนนั้นมันยังไม่เข้าหน้าหนาว ถ้าผมใส่เสื้อผ้าไปสามสี่ชั้น แล้วใส่หมวกไหมพรม ใส่ถุงมือซะ “เต็มยศ” มันจะดูไม่อ่อนแอ ไม่ cool สุดๆ

ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมกำลังปั่นได้ครึ่งทางอยู่บนถนน Richard Pearse Drive ลมเย็นพัดมาทีก็หนาวเข้ากระดูกเพราะเสื้อมันไม่ได้กันลม แถมมือกับหูก็เย็นจนเจ็บจนชาไปหมด ผมปั่นจักรยานสั่นงั่กๆ มองมือที่กำแฮนด์จักรยานไว้แน่น แล้วก็บ่นกับตัวเองซ้ำๆ ว่า “กูไม่น่าเลย”

แล้วผมก็คิดได้ว่า มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่ต้องมาทรมานกับความหนาว เพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองเราอย่างดูถูก

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมถือคติเลยว่า ไม่เท่ไม่เป็นไร ขอให้อุ่นไว้ก่อน

เพราะเอาเข้าจริง ใครจะไปสนใจว่าเราใส่เสื้อผ้าอะไรบ้าง ขนาดเราเองยังจำคนอื่นไม่ได้เลย

—–

“โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น”

อาจจะด้วยประโยคนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยจะเถียงหรือสู้รบปรบมือกับใคร รวมถึงขี้เกียจที่จะแก้ต่างเรื่องบางเรื่องที่คนเข้าใจผิดด้วย เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น คนที่เขามองเราในแง่ลบ ต่อให้เรายกเหตุผลหรือหลักฐานอะไรมา เขาก็ยังพร้อมจะมองเราในแง่ลบอยู่ดี

แล้วเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดหรือพูด ก็แทบไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไรกับเราเลย

ยิ่งสมัยนี้ที่ทุกอย่างมาไวไปไว พรุ่งนี้มะรืนนี้เขาก็ลืมเรื่องของเราและไปเมาธ์เรื่องคนอื่นแล้ว

ถ้าเราสามารถจะปล่อยวางความต้องการที่จะดูดีในสายตาคนอื่น และสนใจความรู้สึก-ความต้องการของตัวเองและคนใกล้ชิดให้มากขึ้น

ผมว่าชีวิตเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้

สิ่งที่ควรทำเมื่อเหงา

20150506_Lonely

“The time you feel lonely is the time you most need to be by yourself.”

“เวลาที่คุณเหงาคือเวลาที่คุณจำเป็นต้องอยู่กับตัวเองมากที่สุด”

– Douglas Coupland

—–

ผมลองนึกย้อนไปถึงประสบการณ์ที่ “เหงาที่สุดในชีวิต”

ปรากฎว่าไม่ใช่ตอนที่ผมอยู่บ้านคนเดียว หรือเที่ยวคนเดียว

แต่เป็นตอนอยู่ในงานปาร์ตี้ครับ!

18 ปีที่แล้ว (ทำไมนานอย่างนี้ฟระ) ผมยังเรียนอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ที่นิวซีแลนด์เขาจะมีปาร์ตี้กันทุกคืนวันเสาร์

แต่เขาไม่ได้ไปจัดตามร้านอาหารหรือในผับครับ เพราะมันเปลือง แถมเมือง Temuka ที่ผมอยู่ (ประชากรสี่พันกว่าคน) ก็มีผับอยู่แค่ผับเดียวเท่านั้น

วิธีการจัดปาร์ตี้ที่นิยมกัน คือใครซักคนอาสาเป็น Host ให้

ใครเป็น Host คนนั้นก็ต้องเปิดบ้านให้เพื่อนๆ เข้าไปถล่ม!

เจ้าของแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะทุกคนจะขนเบียร์กันมาเอง อย่างมากก็อาจจะซื้อขนมเตรียมไว้นิดหน่อย

แถมปาร์ตี้ที่นั่นเขาก็ไม่ได้เชิญเฉพาะเพื่อนสนิท แต่เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ก็ยังชวนกันมา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกินกว่าครึ่งของคนที่ไปปาร์ตี้ที่นั่นจะเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อนในชีวิต

ตอนนั้นมีเพื่อนคนนึงชวนไปงานปาร์ตี้ ผมก็ลังเลนิดหน่อยเพราะต้นสัปดา์จะมีสอบ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไป

พอไปถึงแล้วเพื่อนฝรั่งคนที่ชวนเรามาเขาก็แค่ทักเรานิดหน่อยแล้วก็ไปสรวลเสเฮฮากับเพื่อนของเขาซึ่งผมไม่รู้จัก ผมเองก็ได้แต่ถือเบียร์หนึ่งกระป๋อง แกร่วไปแกร่วมา เจอใครที่เขารู้จักเราอยู่บ้างเขาก็ทักเราสองสามประโยคแล้วเขาก็ผละจากเราไป

—–
(คำอธิบายประกอบ)

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากฝรั่งคือ เค้าหัวเราะคนละเรื่องกับเรา

สิ่งที่เค้าคุยๆ กันแล้วขำจนแทบลงไปกองกับพื้น ผมได้แต่หัวเราะเหะๆ แล้วคิดในใจว่ามันขำขนาดนั้นเลยเหรอ (วะ)

โอเค อาจจะเป็นกำแพงทางด้านภาษาก็ได้ แต่ตอนนั้นผมก็อยู่มาเกือบสามปีแล้ว คิดว่าเข้าใจ 90% ของสิ่งที่เค้าพูดนะ

ผิดกับคนเอเชียอย่างฮ่องกงหรือญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าเขา “เก็ท” มุขเดียวกับเรา

เวลาคุยกับเพื่อนนักเรียนชาวเอเชียเลยรู้สึกสนิทใจมากกว่าเพราะเรากับเขาหัวเราะเรื่องเดียวกันได้

—–

(ตัดกลับมาที่งานปาร์ตี้)

เมื่อผมเองไม่สามารถเข้ากลุ่มไหนหรือยืนคุยกับใครได้นานๆ อารมณ์ “เหงา” ก็เริ่มเข้ามาครอบคลุม

ซักพัก Creep – หนึ่งในเพลงโปรดของผมก็ลอยเข้ามาในหัว

But I’m a creep. I’m a weirdo. What the hell am I doing here. I don’t belong here.

ตอนนั้นผมจำได้เลยว่าผมคิดถึงพ่อ แม่ และน้องชาย

พ่อกับแม่ทำงานหาเงินส่งเรามาเรียน ส่วนน้องชายที่อยู่เมืองไทยก็คงกำลังตั้งใจเรียนหนังสืออยู่เช่นกัน

ผมเลยรู้สึกละอายที่มาทำอะไม่รู้อยู่ในปาร์ตี้นี้ เลยตัดสินใจเดินกลับบ้านคนเดียว และถ้าจำไม่ผิดผมกลับถึงห้องแล้วก็อ่านหนังสือวิชาที่จะต้องสอบสัปดาห์ถัดไปเพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นมา

—–

“The time you feel lonely is the time you most need to be by yourself.”

ทำไมคนเราถึงควรอยู่คนเดียวเวลาเหงา

เพราะความเหงาเกิดจากความคิด

และถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ “ไม่ได้ดั่งใจ” เหมือนอย่างที่ผมเจอในงานปาร์ตี้ เราก็จะยิ่งคิดมาก

เวลาอยู่กับคนอื่น เราย่อมมีความคาดหวังว่าเขาจะคุยกับเรา แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบังคับกะเกณฑ์คนอื่นได้ โอกาสผิดหวังจึงมีสูง

แต่ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว เราย่อมไม่มีความคาดหวังว่าจะต้องมีใครมาคุยด้วย

เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง และใจเราก็มีความสงบมากขึ้น

เมื่อสงบ ความคิดลบๆ ก็จะน้อยลง มีเวลาสำรวจใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น

แล้วความเหงาก็จะจางไปครับ

เด็กเค้ามีภูมิคุ้มกัน

20150429_BirdThongchai

“เราจนมาก แต่เป็นช่วงชีวิตที่อบอุ่นที่สุดและมีความสุขที่สุด เป็นการมีชีวิตที่จริงที่สุด”

– ธงไชย แมคอินไตย์ (พูดถึงวัยเด็ก)

a day เล่ม 176 April 2015

—–

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ ก่อนขึ้นลิฟต์เดินผ่านร้านนายอินทร์เลยเหลือบไปเห็นปก a day เล่มใหม่แล้วก็ตรงปรี่เข้าไปคว้าทันที

ผมรอเล่มนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่ตอนได้อ่านบทบรรณาธิการ a day ฉบับที่แล้วที่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขันเล่าว่า เล่มถัดไปจะเป็นเรื่องของธงไชย แมคอินไตย์

ผมเพิ่งพลิกอ่าน a day เล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า แต่ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเป็นเล่มที่ทุกคนควรซื้อมาเก็บเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันได้ร้อยเรียงชีวิตซุปเปอร์สตาร์คนเดียวของเมืองไทยไว้อย่างละเอียดละออละมุนละไมราวกับวรรณกรรมชั้นดี

—–

ชีวิตของพี่เบิร์ด ธงไชยนี่จะว่าไปโคตรเหมือนละครเลย มีพี่น้องสิบคน โตมาในสลัม ที่บ้านไม่มีไฟใช้ ต้องจุดตะเกียงพายุ ต้องหาเงินด้วยการพับถุงขาย ขายเรียงเบอร์ หรือแม้กระทั่งเย็บงอบ

แต่พี่เบิร์ดกลับบอกว่าชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมาก

“เวลาผ่านมาก็พบว่าการที่เราหมกมุ่นวุ่นวายอยู่ในความคิดบวกๆ ของตัวเองได้มาจากป๋ากับแม่ เขาไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเราจนเลย บ้านเราไม่มีทีวี ป๋ากับแม่จูงเราไปที่อื่น ทางโน้นมีดนตรี มีลิเกลำตัด บ้านเรามีกีต้าร์เก่าๆ มาเล่นดนตรีร้องเพลงกัน ป๋ากับแม่เล่าเรื่องราวให้ฟังว่าตอนเขารักกันเป็นยังไง ตอนสงครามเป็นยังไง เราก็นั่งฟังกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารวยที่สุดเลยนะ เราไม่เห็นคุณค่าของเงินเลย รวยมาก”

—–

สมัยเด็กๆ ผมอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถ.กรุงเทพกรีฑา อยู่ซอย 23 ซึ่งเป็นซอยท้ายสุดของโครงการ

ทาวน์เฮาส์สองชั้น แต่อยู่กันเก้าคน มีพ่อ แม่ ผม รอง น้าแดง หญิง ชาย ยายปุก และน้าหวาน

ผมจำได้ว่าอาหารสุดโปรดของผมคือคอหมูย่าง ซึ่งนานน๊านนน จะได้กินซะที เพราะราคาก็แพงอยู่สำหรับฐานะครอบครัวในตอนนั้น น้าแดงจะซื้อมาจากมอเตอร์ไซค์รถเข็นในตลาดตรงอู่รถเมล์สาย 93 เสร็จแล้วก็เอามาเทใส่จาน นั่งล้อมวงกันกินบนพื้นครัว

มีแค่ข้าวเปล่า คอหมูย่าง และน้ำจิ้มแจ่ว แค่นี้ก็โคตรฟินแล้ว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมกินคอหมูย่างมาไม่รู้กี่ร้อยจาน ก็ยังไม่เคยเจอจานไหนที่อร่อยสู้คอหมูย่างเจ้านั้นได้เลย

—–

ถึงเด็กชายธงไชยจะมีความสุขมาก แต่ผมเดาว่าพ่อแม่ของเด็กชายธงไชยก็คงเครียดและทุกข์พอสมควรกับสภาพชีวิตที่กระเบียดกระเสียร เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกให้ลูกๆ เห็นเท่านั้นเอง

คนในวัยผมที่กำลังจะเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คงกำลังขยันทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ ครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก ลูกๆ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กันอย่างมีกินมีใช้

แต่เรากำลังคิดมากเกินไปรึเปล่า?

เรื่องราวหรือสภาพต่างๆ ที่เราคิดว่า “แย่” สำหรับเรานั้น เด็กๆ เขาอาจจะบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะมองว่ามันเป็นเรื่องแย่ก็ได้

ครับ ผมกำลังจะบอกว่า เด็กๆ อาจจะมี “ภูมิคุ้มกันความทุกข์” สูงกว่าผู้ใหญ่

เพราะเด็กๆ ยังไม่รู้อะไร

ส่วนผู้ใหญ่ก็รู้เยอะเกินไป

ผมยังสงสัยอยู่ว่า พี่เบิร์ดจะรู้สึกว่าชีวิตวัยเด็กของเขาจะสมบูรณ์กว่านี้รึเปล่า ถ้าเด็กชายธงไชยได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังโตๆ มีทีวี มีตู้เย็น

ผมว่าไม่

เผลอๆ ถ้าพ่อแม่พี่เบิร์ดเขารวยกว่านี้ เมืองไทยอาจจะไม่มีซุปเปอร์สตาร์ชื่อธงไชย แมคอินไตย์เลยก็ได้

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!

—–

ผมว่าความต้องการพื้นฐานของเด็กมันมีไม่มากนักหรอก

แค่ท้องอิ่ม ได้เล่น และได้ใช้เวลากับคนที่เขารัก แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บเงินเพื่อสร้างมันอยู่ อาจจะเป็นแค่ nice to have

ถ้าให้เด็กเลือกระหว่างกินอาหารไฮโซคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ กับนั่งล้อมวงกินคอหมูย่างจิ้มแจ่วที่ท้ายครัว

ผมว่าเด็กส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลังนะครับ

—–

Credits: นิตยสาร a day เล่ม 176 ปกเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์  เมษายน 2558