สองเสียงในหัวเรา

20151021_TwoVoices

ตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูน เรามักจะเห็นว่าเวลาตัวละครกำลังครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ มักจะมี “ตัวจิ๋ว” สองตัวโผล่มาตรงหัวไหล่

จิ๋วตัวแรกเป็นนางฟ้า (Angel) ที่คอยเตือนใจว่าให้เลือกทางสว่าง ยอมเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จิ๋วตัวที่สองเป็นนางมารร้าย (Devil) ที่บอกให้ทำตามใจไปเลย ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเดือดร้อน

ผมว่าเสียงกระซิบของเจ้าจิ๋วสองตัวนี้สามารถแทนที่ได้ด้วย “เสียงจากร่างกาย” และ “เสียงจากกิเลส”

เวลาเราเจอสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ ถ้าลองส่องความคิดของเราดีๆ จะเห็นว่า “ร่างกาย” กับ “กิเลส” มักจะพูดสิ่งที่ตรงข้ามกัน

เช่นเวลาเรานั่งทำงานอยู่ เกิดอาการปวดปัสสาวะขึ้นมา ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราแล้วว่าควรจะไปเข้าห้องน้ำนะ แต่เรากำลังติดพันงานอยู่ กิเลสที่ชื่อว่าโลภะก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ ทำงานให้เสร็จก่อน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้หญิงทำงานออฟฟิศเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกันเยอะแยะ

เวลาเราเจอใครด่า หน้าเราจะรู้สึกร้อนขึ้น ใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มตึงเครียด เพื่อบอกให้เรารับรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายและใจทำงานผิดปกติแล้วนะ ควรเดินออกจากสถานการณ์นี้ให้พ้นๆ แต่โทสะจะบอกเราว่า จะยอมได้ไง ต้องด่ากลับ

ตอนดึกๆ เรานั่งเล่น Facebook จนเพลิน พอเล่นนานๆ เข้า ตาเริ่มจะปวด หัวเริ่มตื้อๆ พลังงานก็ตกแล้ว ร่างกายบอกให้เราปิดคอม/วางมือถือและไปนอนได้แล้ว แต่โมหะก็จะบอกเราว่า “ดูต่ออีกหน่อยเหอะ”

ดังนั้นถ้าเราเจอสถานการณ์ที่ร่างกายกับกิเลสขัดแย้งกัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส” เพราะการเชื่อร่างกายของเรานั้นย่อมให้ผลดีกว่าการทำตามกิเลสแน่ๆ

กระนั้นก็ตาม มีบางครั้งที่ร่างกายกับกิเลสอาจจะพูดตรงกัน

เช่นเราอยากให้บ้านของเราสะอาด แต่บางทีกลับมาจากทำงานตอนค่ำ เห็นจานที่ยังไม่ได้ล้างกองอยู่ในซิงค์สามสี่ใบ ร่างกายเราเพลียอยู่แล้ว และกิเลสก็จะยิ่งเสริมเข้าไปอีกว่า “กลับจากทำงานมาเหนื่อยจะแย่แล้ว พักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยล้าง”

หรือเราตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกวัน แต่พอถึงเวลาดันง่วงนอน กิเลสก็จะบอกเราอีกว่า “นี่ไง ง่วงแล้ว ร่างกายต้องการพักผ่อน ไปนอนเหอะ หยุดนั่งซักวันไม่เป็นไรหรอก”

ในสถานการณ์อย่างนี้ ย่อมยากนิดหนึ่งที่จะฝืนทั้งเสียงของร่างกายและเสียงของกิเลส

วิธีแก้ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือใช้กฎสองนาทีให้เป็นประโยชน์ คือถ้าจานมีอยู่แค่ไม่กี่ใบ ล้างสองนาทีก็เสร็จแล้ว ก็ล้างไปเลยอย่ามัวแต่ร่ำไร

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือหลักการ No More Zero Days นั่นคือถ้าเราตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่างเช่นการนั่งสมาธิทุกวัน เราก็จะทำทุกวันโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเราจะไม่ยอมให้วันไหนผ่านไปโดยสูญเปล่าอีกแล้ว ถ้าเพลียเกินกว่าจะนั่งได้ 15 นาที อย่างน้อยนั่งซัก 1 นาทีก็ยังดี

ถึงเราจะเหนื่อยจากที่ทำงานหรือง่วงนอนก็ตามที ร่างกายของเราก็ยังมีแรงพอที่จะยังล้างจานหรือนั่งสมาธิได้อยู่แล้ว แต่เพราะกิเลสของเราต่างหากที่ไป “ขยาย” ความอ่อนล้าหรือความง่วงซะจนเว่อร์ เพื่อสร้างข้ออ้างไม่ให้เราทำสิ่งที่ควรทำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกแยะระหว่างเสียงนางฟ้ากับเสียงนางมารร้าย แต่ถ้าเราลองฝึกฟังเสียงในหัวเราบ่อยๆ ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มแยกแยะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าอันไหนเป็นเสียงของร่างกาย อันไหนเป็นเสียงของกิเลส

และวันหนึ่งเราก็จะ “เฉลียว” พอที่จะไม่โดนกิเลสหลอกซ้ำซากเหมือนอย่างที่แล้วมาครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อโรคยา

20151017_Arokaya

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

พระพุทธภาษิต

——

วันนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

นอนตื่นสาย ทานข้าวกับแม่ พาแฟนไปตรวจครรภ์ กลับมานอนดู The Voice เข้าไปดูบ้านใหม่ตอนเย็น พอแฟนไปหาหมอเพราะแฟนบ่นเจ็บหู แล้วจึงทานข้าวเย็น กลับมาก็นอนต่ออีกหน่อย ก่อนต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนบล็อก แต่กว่าจะทำได้ก็มัวแต่เถลไถลดูโน่นดูนี่จนหมดไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง

สาเหตุหลักของการใช้ชีวิตสะเปะสะปะอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย

จริงๆ ผมไม่สบายมาสามวันแล้ว คืนวันพุธนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันพฤหัสฯ จึงลางานนอนอยู่กับบ้านแล้วดีขึ้นมาก แต่พอวันศุกร์กลับไปทำงานก็อาการแย่ลงหน่อย ส่วนวันนี้อาการทรงๆ จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

นี่แค่ป่วยแบบเป็นหวัดเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ ความสามารถยังลดลงไปมากกว่า 50%

ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ความสามารถอาจจะลดลงเป็น 0% หรือติดลบก็ได้ (ติดลบเพราะคนอื่นต้องสละเวลามาดูแลเราด้วย)

มาลองคิดดู การที่เราทำอะไรในแต่ละวันได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของเราสั้นลงไปครึ่งวัน

เพราะแทนที่จะทำสิบเรื่องได้ในวันเดียว เรากลับทำได้แค่ห้าเรื่อง ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการนอนซมหรือท่องเน็ตเพราะหัวสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดทำเรื่องที่มีประโยชน์

ผมได้ยินพระพุทธภาษิต อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สมัยยังอยู่ชั้นประถม

เวลาผ่านไป 25 ปี ร่างกายถึงเริ่มออกแววชำรุด และผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึก “อิน” กับประโยคนี้

ความเจ็บป่วย จะว่าไปก็เป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่มากระซิบบอกเราว่า “จะใช้ชีวิตเหมือนสมัยวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ” แม้ว่าความรู้สึกของเราจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม

คงต้องกินให้ดีกว่านี้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกว่านี้ และพักผ่อนให้เพียงพอกว่านี้

Take care of your body and your healthy body will take care of the rest.

ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีคลายกังวล

20151007_Worrying

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

การกังวลก็เหมือนกับการเอาหัวโขกกำแพงนั่นแหละ จะรู้สึกดีก็ต่อเมื่อคุณหยุดเท่านั้น

– John Powers

—–

จริงๆ วันนี้ผมก็กังวลนิดๆ นะว่าจะเขียนบล็อกไม่ทัน

เพราะตอนเย็นต้องไปร่วมงานแต่งงานของรุ่นน้องที่โรงแรมเรอเนสซองส์ จากนั้นก็ย้อนกลับไปรับแฟนที่รออยู่ที่ออฟฟิศ ก่อนจะกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าๆ

แถมในหัวผมไม่รู้ด้วยว่าจะเขียนเรื่องอะไร!

กลับมาถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มาพลิกหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ แต่ก็ยังหาอะไรมาจุดประกายไม่เจอ

ผมมีลิสต์หัวข้อเรื่องที่ “น่าจะ” เขียนได้ไว้ประมาณสี่สิบกว่าหัวข้อ แต่เรื่องส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเขียน คงต้อง “หมัก” และ “บ่ม” มันไว้อีกสักพักถึงจะ “สุกงอม” พอที่จะเอามานำเสนอ

กวาดสายตาไปเจอเรื่อง Weekly Focus เลยคิดว่าเออ เรื่องนี้แหละ เขียนได้เลย

แต่พอเปิดไฟที่ผมเคยเก็บเทมเพลตของ Weekly Focus ก็เจอรายการคำคมดีๆ ที่เคยจดเก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัย 5 ปีที่แล้วจนนึกขอบคุณตัวเองในอดีตไม่ได้

คำคมที่โดนใจมากและนำมาเขียนบล็อกในวันนี้ก็คือ

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

คนเราชอบกังวลเพราะว่ากลัวมันจะออกมาไม่ดี

เรื่องที่เรากังวลนั้นมีสองประเภท

คือเรื่องที่เราทำอะไรกับมันได้ และเรื่องที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ (Things which are inside your circle of influence and things which are outside of it).

ถ้าเรื่องที่เรากังวลอยู่ในขอบเขตที่เราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็ควรหยุดกังวลและลงมือทำอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป

แต่ถ้าเรื่องนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ควรหยุดกังวลเพราะถึงกังวลให้หัวแตกก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แน่นอน การ “หยุดกังวล” นั้นพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด

วิธีที่ผมเคยใช้เพื่อคลายกังวลและเห็นว่าได้ผล ก็มีดังต่อไปนี้

– กลับมาดูลมหายใจ
– ระลึกว่า ณ ชั่วขณะนี้ ทุกอย่างมันยัง “โอเค” อยู่
– ส่วนความ “ไม่โอเค” ในอนาคตนั้น เป็นภาพลวงตาที่เรามโนขึ้นมาเอง
– ดูความกังวลในใจเรา เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่แวะเวียนเข้ามา ซักพักมันก็จะไปเอง
– เตือนตัวเองว่า In the end, everything will be OK. If it’s not OK, then it’s not the end.

เมื่อเราคลายความกังวลลง สมองเราก็จะเบาสบายขึ้น

เมื่อเราหยุดเอาหัวโขกกำแพง เราอาจจะมองเห็นประตูครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เงินเป็นเพียงผลข้างเคียง

20151004_MoneyIsASideEffect

“Don’t do something just for the money. Money is a side effect of persistence. You persist in things you are interested in. Explore your interests. Then persist. Then enjoy all the side effects.”

“อย่าทำอะไรเพียงเพื่อให้ได้เงิน เงินเป็นเพียงผลข้างเคียงของความยืนหยัด และคุณจะยืนหยัดได้ก็เฉพาะในเรื่องที่คุณสนใจเท่านั้น จงค้นหาตัวเองว่าสนใจเรื่องอะไร ยืนหยัดกับมัน แล้วจึงค่อยเพลิดเพลินกับผลข้างเคียง”

– James Altucher

—–

นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ตอนนี้ผมเขียนบล็อกติดต่อกันมาร่วมเก้าเดือน รวมจำนวนบทความทั้งหมดก็ใกล้ๆ จะ 300 ตอนแล้ว ถือเป็นเรื่องภูมิใจพอดู

แต่ “ความสำเร็จ” ของผมถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ Seth Godin ซึ่งเขียนบล็อกทุกวันจนครบ 6,000 ตอนเมื่อวันพุธฯ ที่ผ่านมา

ผมเองเป็นคนเห็นอะไรใหม่ๆ ก็ตาลุกวาวไปหมด สิ่งที่เคยสนใจและหมกมุ่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็เช่นเรื่องการลงทุนและการทำแอพมือถือ ถึงขนาดซื้อหนังสือเป็นตั้งๆ และสมัครสมาชิกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เสียเงินไปไม่ใช่น้อย

แต่มาในวันนี้ผมแทบไม่ได้แตะสองเรื่องนี้เลย ใจนึงก็คิดว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่มีความพยายามมากพอ หรือไม่มีวินัยมากพอ

แต่เหตุผลอาจเป็นเพียงเพราะว่า ผมไม่ได้สนใจมันจริงๆ ก็ได้

การเขียนบล็อกน่าจะเป็นกิจกรรมอย่างแรกที่ผมมีความสนใจเพียงพอที่จะลงแรงกับมันมายาวนานขนาดนี้ แถมเขียนไปก็ไม่ได้ตังค์ซักกะบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขเวลาที่เจอใครแล้วเขาเอ่ยปากว่า ตามอ่านบล็อกอยู่นะ (และส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมมักนึกไม่ถึงด้วย!)

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมว่าการค้นหาว่าเราสนใจเรื่องอะไรจริงๆ ก็ดูไม่ยากนะ

นั่นคือ อะไรก็ได้ที่เราพร้อมจะทำมันทุกวันแม้ไม่ได้ตังค์

อารมณ์เดียวกับบทความเรื่อง “คำถามหนึ่งล้านเหรียญ” ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ว่าถ้าคุณมีเงินสดหนึ่งล้านเหรียญ (คือเงินไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป) คุณจะทำอะไร? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จงลงมือทำไปเลย

ตอนที่แชร์บล็อกนี้ลงเฟซบุ๊ค มีน้องคนนึงมาคุยด้วยบอกว่า “ผมอยากเตะบอลครับ แต่ไม่มีใครจ้าง เลยต้องจ้างตัวเอง”

ซึ่งก็จริงนะครับ เราหลายคนรู้อยู่แล้วว่ามี passion อะไร

คนบางคนสามารถนั่งเล่นเกมได้ทั้งวัน คนบางคนสามารถอดหลับอดนอนดูบอลคู่ดึกๆ แต่ก็จนปัญญาที่จะเปลี่ยน “ความสนใจ” เหล่านี้มาเป็นสิ่งที่จะช่วยหาเลี้ยงชีพ

เค้าว่ากันว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเกิดจากการทำสิ่งที่วงกลมสามวงตัดกัน

วงกลมแรก คือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก
วงกลมที่สอง คือเป็นสิ่งที่ตัวเองมีความถนัดหรือมีพรสวรรค์
วงกลมที่สาม สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

น้องคนที่มาคุยด้วย ถึงจะชอบเตะบอลและเตะบอลเก่ง ก็ยังเป็นเพียงการ “ตัดกัน” ของวงกลมสองวงแรก แต่พอมันไม่ได้สร้างประโยชน์กับคนอื่น มันก็เลยยังใช้หาเงินไม่ได้

ยิ่งกลับมาดูตัวเองยิ่งเห็นชัด เพราะสำหรับผม การลงทุนหรือการทำแอพมันไม่ได้ตกอยู่ในวงกลมไหนซักวงเลย (อาจจะอยู่ในวงแรกแค่ชั่วคราว) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผมบ้าได้แค่เพียงซักพักแล้วก็เลิกเห่อ

ตอนนี้มีแต่การเขียนบล็อกนี่แหละ ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ยิ่งเขียนยิ่งถนัดมือขึ้นเรื่อยๆ และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

ก็ได้แต่รอดูต่อไปว่าเจ้าตัว side effects ที่คุณเจมส์พูดถึงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ประโยชน์ของการไปโรงเรียน

20151003_Education

“Education is what remains after one has forgotten what one has learned in school.”

การศึกษาคืออะไรก็ตามที่เหลืออยู่หลังจากที่คุณลืมเรื่องที่คุณเรียนไปหมดแล้ว

– Albert Einstein

—–

สมัยป.ตรีผมเรียนวิศวะไฟฟ้า และวิชาที่ชอบน้อยที่สุดคือวิชา Electromagnetics ที่ว่าด้วยเรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

จำได้ว่าเรียนไปอมทุกข์ไป ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกห่างไกลขึ้นทุกที

วันก่อนผมเคลียร์เอกสารเก่าๆ ด้วยวิธีคอนมาริ ก็เผอิญเจอเล็คเชอร์โน๊ตและการบ้านของวิชานี้

ผมนั่งมองสิ่งที่เขียนด้วยลายมือตัวเองอย่างฉงนสนเท่ห์ เพราะอ่านแทบไม่รู้เรื่องเลย ราวกับว่าสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นภาษาจากมนุษย์ต่างดาว

นี่เราเรียนอะไรไปวะเนี่ย?

—–

จริงหรือไม่ที่ว่าสิ่งที่เราเรียนที่โรงเรียน แทบจะไม่ได้เอามาใช้ในชีวิตจริง?

วิชาสังคมบอกว่าบรรพบุรุษไทยมาจากเทือกเขาอัลไต แล้วไงต่อ?

วิชาฟิสิกส์สอนให้เราคำนวณแรงของรอกเดี่ยวตายตัว เพื่อ!?

วิชาลูกเสือสอนเราผูกเงื่อนไม่รู้กี่ชนิด ตอนนี้ผูกเป็นแต่เงื่อนพิรอด (แต่ส่วนใหญ่เราก็ผูกเหมือนผูกเชือกรองเท้าอยู่ดี)

แน่นอน พื้นฐานของบางวิชาก็สามารถนำไปต่อยอดได้ (เช่นการคำนวณแรง ซึ่งจำเป็นต่อวิชาชีพวิศวกร)

แต่ใช่หรือไม่ว่า วิชาต่างๆ ที่เราเคี่ยวเข็ญกันอยู่นั้น สุดท้ายแล้วก็เพียงเพื่อที่จะให้ได้ใบปริญญา ที่จะช่วยการันตีว่าเราคือ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เหมาะสมต่อการนำไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรแห่งทุนนิยม

—–

สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรมีประโยชน์น้อยมากก็จริง

แต่ทักษะที่ “แถม” มากับชีวิตในโรงเรียนกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล

  • การทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า (ที่จะกลายเป็นเพื่อนเราไปอีกหลายสิบปี)
  • การทำตามหน้าที่ของตน (เรียนหนังสือ ทำเวร สอบ)
  • ประชาธิปไตย (เลือกหัวหน้าชั้น)
  • ความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ (สวัสดีครับคุณครู!)
  • วิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Learning how to learn)
  • วิธีการวางตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเพศตรงข้าม (ปั๊ปปี้เลิฟ)
  • การบริหารเงิน (โดยเฉพาะเด็กที่ค่าขนมเป็นรายสัปดาห์)
  • ความอดทน (ตื่นเช้า ทำการบ้าน)
  • ความขยันหมั่นเพียร (โดยเฉพาะพวกที่อยู่ห้องคิง)
  • ความมีน้ำใจ (ให้เพื่อนยืมยางลบ)

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่มี “ออกสอบ” เลยสักนิด

ดังนั้น ผมคงไม่ห่วงเท่าไหร่ถ้าลูกไม่ได้เกรด 4 ทุกวิชา

แต่คงจะให้ความสำคัญกับ “ของแถม” ข้างบนนี้มากกว่า ว่าลูกเราซึบซัมทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

เพราะนั่นต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการไปโรงเรียน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่