รวยจริง

20151212_NotReallyRich

เวลาอยู่ในสโมสร นักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ทำไมเมื่อมาอยู่ด้วยกันในทีมชาติ มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยดี หรือทำผลงานไม่ค่อยดี

ผมว่าก่อนอื่น เมื่อมาเล่นด้วยกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน สำหรับคนเก่ง ถ้าคุณเก่งแล้ว คุณต้องสนับสนุนคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าคุณเก่งแล้วทำตัวเหนือคนอื่น ผมไม่ถือว่าเป็นคนเก่งหรอก คนเก่งมันต้องจับมือช่วยคนอื่น เหมือนในสังคมที่คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก เพราะจิตใจคุณแย่ รวยแต่เงินแต่จิตใจย่ำแย่ ถ้าคุณเก่งเรื่องความรู้ก็ควรถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว อย่างเราเป็นโค้ช เรามีความรู้อะไร เราต้องถ่ายทอดให้เด็กทั้งหมด ต้องไม่กั๊ก อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

– เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

—–

พี่ซิโก้คือฮีโร่คนหนึ่งของผม

ผมติดตามพี่เขามาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และคอยติดตามข่าวคราวของพี่เขาตอนที่ไปทดสอบแข้งกับมิดเดิ้ลสโบรห์และฮัดเดอร์สฟิลด์

หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวพี่เขาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มาคุมทีมชาติแล้ว แถมยังทำผลงานได้ดีเสียจนคนไทยกลับมาเห่อฟุตบอลทีมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกแบบนี้ไปนาน

เมื่อสามปีที่แล้ว พี่ซิโก้ยังได้ก่อตั้ง Zico Foundation เพื่อส่งเสริมเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เล่นกีฬาอีกด้วย ดูรูปกิจกรรมได้ที่นี่

—–

คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก

อ่านประโยคนี้ของพี่ซิโก้แล้วผมก็สะอึกเล็กน้อย

เพราะรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนจนเท่าไหร่

ถามว่าตัวเองรวยรึยัง ก็ตอบได้เลยว่ายังห่างไกลนัก

แต่ถ้าดูจากรายได้คนไทยที่เสียภาษีที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความเรื่อง MLM ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ต่อเดือนของผมนั้นมากกว่าคนไทยอีก 90%

และเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน

เรามีรายได้เยอะก็จริง แต่เราก็มีรายจ่ายไม่น้อย  เรื่องที่คิดเอาเงินที่เราหามาได้ไปให้คนที่จนกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหัวข้อท้ายๆ ในสมอง

—–

ถึงผมจะยังไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่า “มีอะไรดีๆ ควรเอามาแบ่งปัน”

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings – เพื่อแบ่งปันมุมมองที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์

การแชร์ความรู้มันเจ๋งกว่าการให้เงินตรงที่คนให้ไม่ได้เสียอะไรไป เผลอๆ จะมีความรู้มากกว่าเดิมด้วย เพราะก่อนจะเขียนก็ต้องศึกษาค้นคว้า และพอเขียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้อ่าน

พี่ซิโก้ยังกล่าวอีกว่า

อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

ผมว่านี่เป็นความคิดที่หล่อมาก เรียนรู้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้รู้สึกว่ากูเก่งหรืออยู่เหนือใคร แต่เพื่อที่จะช่วยให้คนอื่นๆ เก่งขึ้น เพื่อมาช่วยสร้างสังคมนี้ให้ดีขึ้น

ผมเคยเขียนไว้ตอนที่ชีวิตผ่านมาครึ่งทางว่า ครึ่งแรกผมเป็นฝ่ายรับมาเยอะแล้ว ครึ่งหลังคือช่วงที่ผมตั้งใจจะเป็นฝ่ายให้บ้าง

มีแรง ให้แรง
มีเงิน ให้เงิน
มีเวลา ให้เวลา
มีความรู้ ให้ความรู้
มีความสามารถ ก็ใช้ความสามารถนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าเราทุกคนผลัดกันให้ตามแต่กำลังและสติปัญญาที่เรามี

บ้านเราก็จะมีคนเก่งจริง – รวยจริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

คนตรง

20151206_TaoSomchai

คุณคิดว่า ความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

ทำอะไรก็ตามให้เป็นธรรมชาติครับ คุณคิดอะไรคุณก็ทำอย่างนั้น ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก ผมก็จะตรงแบบมีหลักการ บางทีตรงเกินไป พูดไม่เข้าหูคนอื่นก็ไม่ดี

– สมชาย เข็มกลัด

In Talk, We Trust

—–

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยแกรมมี่กับอาร์เอสแข่งกันเป็นใหญ่ เราก็จะได้เห็น “มวยถูกคู่” ที่แต่ละฝ่ายต่างส่งออกมาประมือกัน

เจ เจตริน ปะทะ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
เต๋า สมชาย ปะทะ มอส ปฏิภาณ
UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองเชียร์แกรมมี่มากกว่า แต่สุดท้ายก็ซื้อเทปของทั้งสองค่ายนั่นแหละ

เป็นช่วงเวลาที่คลาสสิคดีนะครับผมว่า

—–

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเต๋า สมชายเป็นข่าวเรื่องทะเลาะวิวาท

ได้มาอ่านสัมภาษณ์ในหนังสือ In Talk We Trust (รวบรวมจาก a day bulletin) ถึงได้รู้ที่มาที่ไป

อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจไปคุยกับจิตแพทย์

จริงๆ จุดเริ่มต้นที่คิด คือวันหนึ่งผมไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เข้ามากอดผม แล้วเขาพูดว่า “พี่เป็นแบดไอดอลของผมเลย” ผมอึ้งนะ ไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกกลัว…คิดว่ามันเป็นเรื่องอันตรายกับคนอื่นนะ…มันทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องแคร์คนอื่นบ้าง เลยคิดว่าก่อนกลับมาทำงานอีกครั้งต้องไปคุยกับจิตแพทย์…จิตแพทย์เขาบอกว่าสมองผมมีสารเคมีตัวหนึ่งที่หลั่งออกมา ทำให้สมองสั่งการผิด เวลามีคนพูดกับผมไม่ถูกหูหน่อยก็จะมีเรื่องเลย แทนที่สมองจะสั่งการให้ค่อยๆ ฟัง อย่าเดินเข้าไป แต่ของผมมันสั่งให้มีเรื่องไปเลย…หมอเรียกผมว่าพวกระเบิดชนวนสั้น คือจุดแล้วระเบิดเลย…ผมเริ่มปรับตัวด้วยการคุยกับจิตแพทย์ เริ่มกินวิตามินบำรุงสมอง งดกินเหล้าด้วย 6 เดือน ค่อยๆ ปรับโน่นนี่นั่น พอผมบอกหมอว่าจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว ปรากฎว่าหมอก็เปิดไวน์ฉลองเลย บอกว่ากินได้แล้วนะครับ (หัวเราะ)

ดาราแต่ละคนมีภาพลักษณ์ไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่าคุณเต๋าเป็นนักเลง อารมณ์ร้อน

แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าหลายคนเชื่อว่าคุณเต๋าเป็นคนจริงใจไม่มีมารยาเยอะ

“บางทีมีคนมาคุยกับผม ผมก็จะมีหน้าเดียว หมายความว่าเดินออกไปจากตรงนี้ ผมก็จะไม่นินทาใครหรือเอามีดมาแทงข้างหลังใคร คุณเห็นผมหน้านี้ ผมเดินออกไปผมก็เป็นหน้านี้ หันกลับมาผมก็เป็นหน้านี้”

ประโยคสัมภาษณ์ที่กระทบใจผมที่สุดคือ

“ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก”

นั่นแสดงว่า คุณเต๋า สมชายน่าจะเรียนรู้ที่จะพูดจาให้ฉลาดขึ้น โดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นคนตรงไปตรงมาของตัวเองไป

ตัวผมเองก็เป็นคนพูดตรง จนบางทีก็ตรงเกินไป

ครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมประชุมกับรุ่นพี่ พอเห็นว่าการคุยกันเริ่มออกทะเล ผมเลยโพล่งขึ้นมากลางที่ประชุมเพื่อชี้ให้เห็นว่าเขากำลังเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ จนรุ่นพี่คนหนึ่งหน้าเสียแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปเลย

แฟน: รุ่นพี่คนนั้นเขาเคืองเธอแน่ๆ
ผม : ก็เราพูดเรื่องจริงนี่
แฟน: ถึงจะพูดเรื่องจริง แต่ก็มีวิธีพูดให้ดีกว่านี้ได้ไม่ใช่เหรอ

ซึ่งก็ถูกของแฟนผม

บางทีเราเองก็ยึดติดกับนิยามของการเป็น “คนตรง” เกินไป

และต่อให้เรามีเจตนาดีหรือบริสุทธิ์แค่ไหน ถ้าสิ่งที่เราเปล่งออกไปเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ใช้วาทศิลป์เพื่อถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเลย คำพูดและเจตนาของเราก็อาจถูกตีความอย่างผิดๆ

ซึ่งนั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทุกฝ่ายเลยทีเดียว

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

20151029_ChurchInside

วันนี้มีเรื่องมาสารภาพครับ

เขียนบล็อกไม่ทันครับ

เลยต้องขอเอาบทความตอนหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้ว มาลงแก้ขัด

พรุ่งนี้จะมาแก้ตัวครับ!

—–

เมื่อพูดถึงชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนที่ยังเป็นวัยรุ่น อาจจะคุ้นๆ ว่านามสกุลนี้พ้องกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ดาราที่เป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และพิธีกรขวัญใจวัยทีน

แต่สำหรับคนที่เกิดก่อนปี 2500 ย่อมจะรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะผู้นำในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยกว่า 5 แสนคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

จบจากเหตุการณ์นั้น คุณเสกสรรค์ต้องหนี “เข้าป่า” เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาในฐานะ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อเอกที่ต่างประเทศและกลับมาสอนหนังสือทื่ธรรมศาสตร์

ในบรรดาหนังสือสิบกว่าเล่มของคุณเสกสรรค์ที่ผมมีไว้ครอบครองนั้น หนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาหรือชั้นเชิงทางวรรณศิลป์

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณเสกสรรค์ได้พูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัดหรือโบสถ์ สถานที่เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวช่วย” หรือ “สะพาน” ที่เชื่อมเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาตน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่า วัดวาอารามหลายแห่งในบ้านเมืองเราตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว

“…เช่นนี้แล้ว สถานที่อันควรเป็นประตูเปิดสู่สะพานฟ้า ทำไปทำมาจึงกลับกลายเป็นแค่โรงเตี๊ยมที่มุ่งประกอบกิจการ และผู้ทรงศีลที่ควรช่วยผู้คนให้ข้ามสู่นิรันดร ก็กลายเป็นเพียงคนในเครื่องแบบนักบวชที่คอยเก็บค่าผ่านทาง…ธูปสามดอกแลกกับเลขสามตัว เทียนสองเล่มช่วยอวยชัยเรื่องหุ้นหวย ดอกไม้หนึ่งกำมีไว้ช่วยอธิษฐานเรื่องมรดกที่กำลังแย่งชิงกัน สิบนิ้วประนมก้มกราบขอให้พ้นโทษที่ไปโกงเขามา” 

แล้วหากโบสถ์วิหารเสื่อมแล้วซึ่งความ “ศักดิ์สิทธิ์” เราจะยังมีที่พึ่งอยู่รึเปล่า?

 “…อย่าลืม ศาสดาไม่ได้ตรัสรู้ในมหาอาคารวิจิตรตระการ หากตระหนักในความจริงของชีวิตที่โคนไม้ใหญ่ แล้วในวันนี้ใครเล่าจะกล้าเถียงว่า ลานรอบพญาโพธิ์ต้นนั้น ไม่ใช่วิหารแห่งสัจจะ?…เช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่เดินตามรอยศาสดา โบสถ์อาจอยู่ในบ้าน และวิหารอาจอยู่ในใจ… อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะคนเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งเดียวกันอาจถูกเห็นคนละอย่างก็ได้

“…คนบางคนมองพระจันทร์เป็นเพียงก้อนหินที่ลอยได้ แต่บางท่านกลับมองเห็นบุตรหลานของดวงตะวัน คนจำนวนหนึ่งรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อหามุมปลูกสร้างรีสอร์ตโรงแรม แต่อีกจำนวนหนึ่งรอรุ่งอรุณเพื่อสบตากับเอกภพ”

เมื่อทุกคนย่อมมีเส้นทางแสวงหาของตัวเอง คุณเสกสรรค์จึงได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“…ที่สำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ของตนเอง จงผนึกตัวเองเข้ากับห้วงยามแห่งสัจจะ…มิใช่เพียงเพื่อหลีกลี้จากความร้อนรุ่มของชีวิต หากยังเป็นการค้นหาความสงบที่แผ่คลุมมาจากใจกลางของจักรวาล และ ณ ที่นั้น อย่าได้อาศัยความเงียบห่อร่างคุ้มกันภัย หากจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเย็นที่ปลอบประโลมทุกชีวิต…แล้วท่านจะพาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง เนื่องเพราะตัวท่านเองคือสถานที่ดังกล่าว”

สำหรับคนกรุงเทพที่ชีวิตไม่ค่อยได้ไปวัด การค้นหา โบสถ์ในบ้าน และวิหารในใจของเราให้พบ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หากมีเวลาบ่น

20151024_Whine

“If you have time to whine and complain about something then you have the time to do something about it.”

“ถ้าคุณมีเวลามานั่งคร่ำครวญกับเรื่องอะไรก็ตาม แสดงว่าคุณก็มีเวลาจัดการเรื่องนั้น”

– Anthony J. D’Angelo

ในภาษาไทย “ขี้บ่น” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

แม่ยายขี้บ่น คุณลุงขี้บ่น เมียขี้บ่น หัวหน้าขี้บ่น เพื่อนขี้บ่น ฯลฯ

แสดงว่าคนไทยนี่ต้องขี้บ่นระดับนึงเลยนะ

การบ่นนั้นคล้ายกับการกังวลตรงที่ไม่ได้ก่อเกิดอะไรที่เป็นประโยชน์

แต่คนขี้กังวลก็ยังน่ารักกว่าคนขี้บ่น เพราะคนขี้กังวลมักจะเก็บความกังวลไว้กับตัวเอง แต่คนขี้บ่นมักจะพาคนอื่นเสียเวลาไปด้วย

โอเคล่ะ บางทีคนเราก็ต้องบ่นเพื่อระบายกันบ้าง

เมื่อตอนเย็นผมก็บ่นกับแฟนที่ร้านอาหารว่า ทำไมข้าวเหนียวมะม่วงที่สั่งไว้มาช้าจัง

แต่พอบ่นเสร็จแล้วก็เดินไปที่ซุ้มข้าวเหนียวมะม่วงเพื่อบอกเขาว่ารออยู่นะ ซักแป๊บเขาก็เอามาส่งให้

บ่นได้ไม่เป็นไร แต่ควรทำอะไรซักอย่างกับมันด้วย

แน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรื่องที่เราบ่นมันไม่ได้แก้กันง่ายๆ เหมือนข้าวเหนียวมะม่วงมาช้า

แต่ยิ่งแก้ยากนี่แหละ ยิ่งไม่ควรจะบ่นเยอะ สู้เอาเวลาที่เรามีอยู่จำกัดไปคิดเรื่องการแก้ปัญหาจะดีกว่า

แม้จะแก้ไม่ได้ในวันนี้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรที่เข้าใกล้ทางออกขึ้นอีกนิดก็ยังดี

ลงมือทำแล้ว ปัญหาอาจจะจบหรือไม่จบก็ได้

แต่ถ้าเอาแต่บ่น ปัญหามันไม่จบแน่ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่