แรงขับเคลื่อนของเราในวันนี้

20160927_momentum

บางอย่างมันหมดอายุไปแล้วหรือยัง?

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แฟนบ่นกับผมว่าอยากกินข้าวหน้าปลาไหล ผมก็เลยบอกกับเธอว่าไว้วันอาทิตย์กลับจากพัทยาถ้ามีจังหวะเราไปกินกันมั้ย

แต่สุดท้ายวันอาทิตย์เราก็ไม่ได้ไปกิน แฟนเองก็ไม่ได้เอ่ยถึง ไม่แน่ใจว่าเพราะลืม เพราะเหนื่อย หรือเพราะว่าไม่ได้รู้สึกอยากกินแล้ว

ผมว่าหลายคนก็น่าจะเคยเจออารมณ์นี้นะ อารมณ์ที่อยากกินอะไรบางอย่างมากๆ แต่พอผ่านไปซักสองสามวันกลับรู้สึกเฉยๆ แล้ว

ความอยากก็เหมือนขนมปังปอนด์ ทุกก้อนมีวันหมดอายุของมัน

ความอยากบางชนิดก็อายุสั้น ความอยากบางชนิดก็อยู่ได้ยาวหน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องหมดอายุอยู่ดี

ปัญหาก็คือ บางทีเราก็เผลอคิดไปว่าเรายังอยากอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้อยากแล้ว

ผู้หญิงที่เราตามจีบมาแรมปี จริงๆ แล้วเรายังชอบเขาอยู่ หรือเราทำไปเพราะความเคยชินและไม่อยากยอมแพ้?

รถคันนั้นที่เก็บตังค์ซื้อมาหลายเดือน ตอนนี้เรายังอยากได้มันจริงๆ หรือเปล่า?

ความฝันบางอย่างที่บอกว่าอยากทำมานาน ตอนนี้มันยังเป็นความฝันของเราอยู่หรือไม่?

ผมไม่ได้จะมาบอกให้ล้มเลิกความฝันหรือยอมแพ้อะไรง่ายๆ นะครับ

เพียงแต่คิดว่าเราควรคอยสำรวจตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าไอ้ความอยากที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้มันยังสอดคล้องกับตัวตนของเราในวันนี้รึเปล่า

เพราะความอยากมันเป็นก้อนเดิม แต่ตัวเราเองโตขึ้นทุกวัน

การทำให้สมอยากนั้นต้องใช้แรงและเวลา จึงไม่ควรเสียมันไปกับเรื่องที่เราไม่ได้อยากทำจริงๆ ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คนเดียวที่เราควรแข่งด้วย

20160920_competitor

คือตัวเราเมื่อวานนี้

เมื่อเทียบเมื่อวานนี้แล้ว

เราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้างรึเปล่า

เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นหรือไม่

เรามีเพื่อนมากกว่าเดิมมั้ย

เราเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเดิมรึเปล่า

นอกจากตัวเราเองเมื่อวานนี้แล้ว ก็ไม่มีใครที่เราควรจะแข่งด้วยอีกแล้ว

หนึ่ง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจริงๆ แล้วคนอื่นเป็นอย่างไร อย่างมากก็รู้เฉพาะสิ่งที่เขาอยากให้เรารู้เท่านั้น

สอง เพราะการเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น มักจะก่อให้เกิดพลังงานลบ

ถ้าเราคิดว่าเราเหนือกว่าเขา เราก็จะหยิ่งผยอง

ถ้าเราคิดว่าเราต่ำกว่าเขา เราก็จะอิจฉา

แต่เราจะไม่มีวันรู้สึกอย่างนี้เลย

ถ้าคนที่เราเปรียบเทียบด้วยนั้นคือตัวเราเองครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จุดไฟเผาฟ้า

20160907_sky

หนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ได้สอนเอาไว้น่าฟังว่า “การนินทาเหมือนการจุดไฟเผาฟ้า กองไฟจะใหญ่มหึมาเพียงใดก็ตามแต่ฟ้านั้นว่างเปล่า ไม่มีเชื้อที่จะติดไฟได้ กองไฟจะลุกโชติช่วงสักเพียงใดก็จะไหม้และมอดไปข้างเดียว”

– ประสาร มฤคพิทักษ์, หนังสือคำบันดาลใจ


ไม่มีใครชอบถูกนินทา

และไม่มีใครไม่ถูกนินทา

พอรู้ตัวว่าเราถูกนินทา เราก็มักจะโกรธ

ถ้าเป็นเรื่องโกหก เราจะโกรธเพราะเขากุเรื่องขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องจริง เราก็ยิ่งโกรธเพราะเขาทำให้เราอับอาย

แต่ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่าไม่มีใครไม่ถูกนินทา

ทุกครั้งที่เราโดนตำหนิลับหลัง ถ้าเรื่องที่เขาพูดเป็นความจริง ก็ควรจะถือเป็นของขวัญสำหรับการปรับปรุงตัวเอง

และถ้าเรื่องที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็ควรระลึกถึงคำว่า “จุดไฟเผาฟ้า” ที่กล่าวมาข้างต้น

ต่อให้คนจุดจะโหมไฟแรงแค่ไหน สุดท้ายไฟนั้นก็ต้องมอดดับเพราะมันไม่เหลืออะไรให้เผา และคนจุดไฟก็จะหมดแรงและหนีไปจุดไฟที่อื่น

แทนที่จะเอาเวลาไปหัวเสียกับคนจุดไฟ

สู้เอาเวลามาใส่ใจการกระทำของตัวเองให้เหมือนท้องฟ้ากันดีกว่าครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

20160905_Kryptonite

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนรู้จักซูเปอร์แมน

ขณะที่ยังแบเบาะ พ่อแม่ของซูปเปอร์แมนได้ส่งเขามายังโลกมนุษย์ก่อนที่ “คริปตัน” ดาวบ้านเกิดของตัวเองจะระเบิด

ว่ากันว่าเพราะดาวคริปตันนั้นมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกหลายเท่า ซูเปอร์แมนจึงมีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ทำให้วิ่งเร็วกว่ารถไฟ แรงเยอะกว่าช้างสาร และหูดียิ่งกว่าค้างคาว ช่วยโลกได้หลายครั้งหลายครา

แต่มนุษย์เหนือมนุษย์ผู้นี้กลับแพ้ธาตุเรืองแสงสีเขียวนาม “คริปโตไนต์” ที่มาจากดาวบ้านเกิด (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ร้ายไปหามาจากไหน)


ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนกลัวการฉีดยามาก

จำได้ว่าตอนประมาณป.4 ต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีถึงสามครั้ง และแต่ละครั้งก็ร้องไห้จ้าทุกที

มาช่วงป.6 นี่แหละ ที่พบว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้และต้องไปฉีดยาทุกสัปดาห์ อาการกลัวเข็มฉีดยาจึงค่อยๆ ทุเลาลง (โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แม่ตัดสินใจส่งผมไปเรียนนิวซีแลนด์)

พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้พบจุดอ่อนตัวเองอีกอย่างหนึ่ง คือแพ้การเจาะเลือด

ผมโดนเจาะเลือดแค่ปลายนิ้ว แต่พอลุกขึ้นเดินกลับเห็นทุกอย่างรอบๆ ตัวค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำหมดเลย (นั่นเป็นอาการหน้ามืดครั้งแรกในชีวิตด้วยเลยจำได้แม่น) โชคดีที่ไก่ เพื่อนที่ไปด้วยกันพยุงตัวไว้ทันก่อนที่ผมจะหัวฟาดพื้น

ผมยังมีจุดอ่อนอีกหลายข้อ

ไม่ชอบเสียงดังๆ อย่างเสียงประทัดหรือเสียงฟ้าผ่า

ไม่ชอบขับหรือนั่งรถเร็ว จนแฟนแซวว่าขับรถเหมือนคุณลุง

ไม่ชอบเดินเข้าใกล้หมา โดยเฉพาะตัวที่ดูท่าทางว่าอาจทำร้ายเราได้

อะไรก็ตามที่จะทำให้ “ร่างกายบาดเจ็บ” ได้ ผมจะหลีกเลี่ยงเกือบทั้งนั้น

แต่ถึงผมจะกลัวสิ่งที่ทำให้เกิดความบาดแผลทางร่างกาย แต่ผมกลับไม่กลัวสิ่งที่อาจทำให้เกิดบาดแผลทางอารมณ์

ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีพูดหรือร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นพันคน

หรือจะพรีเซ็นต์หน้าห้องให้ผู้บริหารฟัง

หรือจะนั่งเขียนบล็อกเล่าจุดอ่อนและความผิดพลาดของตัวเองให้คนที่เราไม่รู้จักได้อ่านและรับรู้


ที่บ้านผมเคยมีพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งชื่อตุ้ม

ตุ้มเป็นคนต่างจังหวัด ตัวเล็กและผอมแห้งจนเหมือนคนขาดสารอาหาร

เวลาให้ตุ้มอุ้มปรายฝน ลูกสาววัย 6 เดือนในขณะนั้น ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อยแทน เพราะปรายฝนกินเก่งและตัวใหญ่เกือบเท่าน้าตุ้มแล้ว

ค่ำวันหนึ่งเราเจอจิ้งจกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ใต้บันได ไม่ไกลจากตู้เสื้อผ้าและเครื่องนึ่งขวดนมของปรายฝน

แฟนผมเป็นคนกลัวจิ้งจกมากจนไม่กล้าเข้าไปบริเวณนั้น ส่วนผมกับพี่ชายแฟนถึงไม่ได้กลัวเท่า แต่ก็ขยะแขยงเกินกว่าจะกล้าทำอะไรกับมัน

ปรากฎว่าตุ้ม ผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในบ้านกลับอาสาจับจิ้งจกด้วยมือเปล่าเพื่อไปปล่อยนอกบ้านด้วยตัวเอง และทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราถึงกลัวมันนักหนา


สมัยเด็กๆ ผมดูหนังซูเปอร์แมนแล้วก็หงุดหงิด ที่ผู้เป็นหนึ่งในโลกหล้ากลับแพ้ก้อนหินเรืองแสงที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าไม่แพ้กัน

แต่โตมาถึงพอเข้าใจว่า เพราะซูเปอร์แมนแพ้คริปโตไนต์นี่แหละ ที่ทำให้ซูเปอร์แมนจับต้องได้ และทำให้มนุษย์เดินดินอย่างเรา “เชื่อมโยง” กับซูเปอร์แมนได้

ถ้าหากซูเปอร์แมนไม่แพ้คริปโตไนต์และไม่มีจุดอ่อนใดๆ เลย หนังเรื่องนี้ก็คงไม่สนุก

เพราะถ้าสู้กับใครก็ชนะหมด แล้วคนดูจะเหลืออะไรให้ลุ้นอีก?

มนุษย์เราทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

แต่มนุษย์เราทุกคนก็มีซูเปอร์พาวเวอร์ด้วยเช่นกัน

คริปโตไนต์ของผมอาจจะเป็นเข็มฉีดยา แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีซูเปอร์พาวเวอร์ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก

คริปโตไนต์ของตุ้มอาจจะเป็นปรายฝนตัวใหญ่ แต่ซูเปอร์พาวเวอร์ของตุ้มคือการจับจิ้งจกที่ชายอกสามศอกหลายคนไม่กล้าทำกัน

คริปโตไนต์ของคุณคืออะไร?

และซูเปอร์พาวเวอร์ของคุณคืออะไร?

อย่าไปกังวลหรืออับอายกับคริปโตไนต์ เพราะจริงๆ แล้วจุดอ่อนของเรานี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีรสชาติ และทำให้ “หนังเรื่องนี้” น่าติดตาม

ที่สำคัญกว่า คือเราจะใช้ซูเปอร์พาวเวอร์ที่เรามีช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไรต่างหาก


ขอบคุณภาพจาก Flickr: Gúnna

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ตัดสิน

20160903_judge

Q: หลายคนบอกว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เหนื่อย แล้วคุณคิดว่าความเหนื่อยของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร

A: ผมว่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งเล่นโทรศัพท์นี่แหละ เหนื่อยที่ต้องมารับรู้อะไรที่มันตื้นๆ แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองรับรู้อะไรได้เยอะและเร็ว ผมรู้สึกว่าความง่ายของการรับรู้ข่าวสารมันเป็นปัญหามากเลยนะครับ เพราะพอมันง่ายปุ๊ป ความยากที่ตามมาก็คือ เราจะแยกความจริงออกจากของปลอมที่มีอยู่มากมายได้ยังไง อย่างเมื่อก่อนเราอ่านหนังสือพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ มีข่าวสารประมาณนี้ แต่ค่อนข้างถูกกรองมาแล้ว แต่ทุกวันนี้มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อ่านกันเข้าไป อ่านไปพันหัวข้อ แต่มีเรื่องจริงถึง 10 หัวข้อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งตัวเองผมเองก็จะไม่ค่อยเล่นเลย ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้ก็คงสุดโต่งไปในด้านที่ไม่ถูกต้อง เพราะผมคิดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางน่าจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้คือการไม่รู้ แล้วไปตัดสินสิ่งที่ตัวเองไม่รู้นั่นแหละ

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงไปมาก

โดยเฉพาะกับเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคราวครึกโครม

พระธัมมชโยผิดจริงรึเปล่า? รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง? ใครจะเป็นนายกคนต่อไป?

เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยประกาศจุดยืน แถมบางเรื่องไม่มีจุดยืนเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ติดตามข่าวเพียงพอ ข้อมูลที่มีจึงเป็นข้อมูลที่ตื้นเขินเกินกว่าจะฟันธงเรื่องใดๆ

แต่ก่อนผมก็ชอบตามข่าวดาราและข่าวการเมือง เพราะว่ามันสนุกดีที่ได้ตัดสินและวิจารณ์คนนั้นคนนี้ว่าเป็นยังไง

แต่ผมก็ได้พบว่าข่าวกว่า 99% ที่ผมตามอยู่นั้น ไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตผมเลย

ส่วนอีก 1% ที่เหลือ ที่มีผลกระทบกับชีวิตผมอย่างมีนัยสำคัญ ยังไงผมก็จะรู้มันได้จากคนรอบข้างอยู่ดี

ดังนั้น การตามข่าว (และคอยตัดสิน) คนอื่นนั้นจึงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

ผมเชื่อว่าข่าวสารต่างๆ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเอามันมาช่วยตัดสินการกระทำของตัวเอง

พระธัมมชโยจะผิดไหม จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมเองได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึยัง

รัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาอะไรบ้าง จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะออกไปใช้สิทธิ์ประชามติรึเปล่า

และใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะช่วยสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง (หนึ่งในคำตอบคือการเขียนบล็อกนี้)

เขาถึงมีคำพูดว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ถ้ามัวแต่ดูคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นโดยไม่หันมาวิพากษ์ตัวเองบ้างเลย

ก็นับได้ว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com