พรปีใหม่จากปรายฝน

20170101_newyear

เช้านี้มีโอกาสได้อยู่กับลูกสาวตามลำพัง เพราะพี่เลี้ยงลากลับบ้าน ส่วนภรรยาก็ออกไปจ่ายตลาด ผมเลยมีเวลาได้นั่งสังเกตปรายฝนอย่างใกล้ชิดและคิดได้ว่าจริงๆ เด็กวัยนี้ก็สอนอะไรเราได้เยอะเหมือนกันนะ

ปี 2560 นี้ จึงขอพรให้ตัวเอง

มองโลกด้วยความกระตือรือล้น เด็กๆ เวลาเห็นอะไรก็จะตื่นเต้นไปหมด เห็นเครื่องบินบินผ่านก็ชี้ เห็นกระรอกก็ชี้ เห็นไส้เดือนยังชี้ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับเขา แต่ความกระตือรือล้นของเราดูจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น หลายครั้งที่สิ่งมหัศจรรย์อยู่ตรงหน้าเราแท้ๆ เรายังมัวแต่เล่นมือถืออยู่ได้

ไม่กลัวที่จะลองสิ่งใหม่ๆ ลูกสาวผมให้ลองกินอะไรก็กินหมด เห็นบันไดก็จะปีน เห็นจักรยานก็จะขี่ คำว่ากลัวกับคำว่าอันตรายยังไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา ส่วนผู้ใหญ่อย่างเราแม้จะไม่ได้ใช้คำว่า “อันตราย” อยู่บ่อยๆ แต่เราก็มักจะมีคำที่เป็นญาติกันอย่าง “กังวล” “คิดดีๆ” “แน่ใจแล้วเหรอ” เวลาที่เจอโอกาสใหม่ๆ แล้วส่วนใหญ่เราก็จะปล่อยให้ความกังวลหรือความรอบคอบของเราทำหน้าที่มากเกินไปจนเราพลาดโอกาสดีๆ ไป

ทำสิ่งเดิมๆ ให้ดีกว่าเดิม เด็กเล็กๆ นั้นสามารถมีความสุขกับเรื่องเดิมๆ ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจ๊ะเอ๋หรือเล่นของเล่นชิ้นเดิม แต่ผู้ใหญ่นั้นเบื่อง่าย เพียงแค่ต้องคิดว่าต้องทำงานเดิมๆ เราก็เบื่อแล้ว แต่งานเกือบทุกชิ้นนั้นมีแง่มุมที่เราจะสามารถหามุมสนุกกับมันได้เสมอ ขอเพียงแต่เราเติมความสร้างสรรค์เข้าไป หรือมองเสียว่ามันคือโอกาสสำหรับการฝึกปรือทักษะบางอย่างให้เก่งยิ่งขึ้น

อยู่กับปัจจุบัน เวลาปรายฝนเล่นอะไรหรือกำลังสนใจอะไรบางอย่าง ความจดจ่อของเขาทั้งหมดจะพุ่งตรงไปยังสิ่งนั้น กลับมามองตัวผมเองที่เตลิดไปทางความคิดและการกระทำทุกๆ สองสามนาที ซึ่งต้นเหตุอาจจะมาจากความเบื่อในการทำสิ่งเดิมๆ นั่นเอง (ต้องกลับไปอ่านข้อก่อนหน้านี้ใหม่)

เข้าใจว่าหกล้มเป็นเรื่องธรรมดา ปรายฝนยังเดินไม่ค่อยคล่อง แต่ก็ยังซ่าชอบเดินเร็วๆ และพอเดินเร็วเกินไปก็มักจะเสียการทรงตัวจนล้มลงหลายครั้ง แต่ล้มเสร็จแล้วก็ยิ้มหวานแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ผู้ใหญ่อย่างเราก็น่าจะหัดยิ้มหวานและลุกขึ้นมาเดินใหม่ให้บ่อยขึ้นเช่นกัน

ไม่หยุดอยู่กับที่ ถ้าเด็กนั้น “ซนอย่างกับลิง” ผู้ใหญ่ก็อาจจะ “นิ่งอย่างกับทาก” ไม่ค่อยมีความกระฉับกระเฉงเท่าไหร่ ยิ่งเราทำงานออฟฟิศด้วยแล้ว เรามักจะนั่งอยู่กับที่ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราควรจะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งถ้าคำนึงถึงความจริงที่ว่าร่างกายของคนเราไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อการการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์

ขอความช่วยเหลือเมื่อเจอเรื่องที่ทำไม่ได้ เวลาปรายฝนอยากได้ของที่ไกลเกินเอื้อม เขามักจะจับมือผม (หรือมือแฟนผม) แล้วชี้ไปตรงทิศทางนั้นเพื่อให้เราหยิบให้ แต่ผู้ใหญ่เราเองเวลาทำอะไรไม่ได้มักจะไม่บอก เพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่เก่งหรือไม่พยายาม หรือบางทีเราก็อีโก้เกินไปที่จะยอมรับว่าคนอื่นเก่งกว่าเรา ไอ้ความปากหนักตรงนี้เองที่บางทีก็ทำให้เสียงานและทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย

อย่าทำให้มันซับซ้อน ถ้าหิวก็กิน ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าชอบก็แสดงออก ถ้าไม่ชอบก็ไม่ฝืนทำ เด็กเขาไม่มีจริตจะก้าน คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ผู้ใหญ่อย่างเรานี่แหละที่มักทำให้เรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าเหตุ

สร้างความสุขให้ผู้อื่น เมื่อวานนี้ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่เพิ่งผ่าตัด พาเจ้าปรายฝนไปด้วย ปรากฎว่าตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงที่อยู่ในห้องพักคนไข้ ปรายฝนทำตัวโก๊ะๆ ทักคนนั้นที อ้อนคนนี้ที เต้นระบำ ออกท่าออกทาง จนสร้างรอยยิ้มให้ผู้ใหญ่ 10 กว่าคนในห้องได้อย่างถ้วนทั่ว คนวัยเราอาจจะไม่สามารถทำตัวน่ารักน่าชังได้เหมือนเด็กหนึ่งขวบ แต่ความสามารถในการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับคนอื่นนั้นมีอยู่ในทุกคน แค่วางฟอร์มให้น้อยหน่อย เป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น และให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เท่านี้ก็น่าจะช่วยให้ชีวิตของเราและคนรอบข้างรื่นรมย์ขึ้นได้ไม่น้อย

การเรียนรู้จากเด็กหนึ่งขวบในวันขึ้นปีใหม่ 2560 ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตลอดปี 2560 นี้

เรามาเติบโตไปด้วยกันนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ผู้ใหญ่ขี้แย

20161108_cyring_adult

ตอนที่ปรายฝนอายุหนึ่งเดือน เจ้าตัวจ้อยจะร้องไห้ด้วยสี่สาเหตุหลักๆ คือ หนาว อึ หิว และง่วง

ตอนนี้เจ้าตัวจ้อยอายุหนึ่งขวบนิดๆ แล้ว

ความหนาวทำอะไรปรายฝนไม่ได้แล้ว เพราะปรายฝนเป็นเด็กขี้ร้อน

ส่วนอึก็ทำอะไรปรายฝนไม่ได้เช่นกัน สามารถนั่งเล่นต่อได้หน้าตาเฉย ผมกับแฟนเองนี่แหละที่ทนกลิ่นไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้

แต่ก็ยังเหลือเรื่องหิวและง่วงอยู่

และที่เพิ่มขึ้นมาคือจะร้องตอนที่แม่จะไปทำงาน (เพราะเริ่มรู้เรื่องแล้วว่าแม่จะไม่อยู่ทั้งวัน)

หิวเมื่อไหร่ก็ร้องจ้า ง่วงเมื่อไหร่ก็จะงอแง แม่ไปไหนก็จะร้องตาม

เราทุกคนก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ เพราะทุกคนเคยเป็นเด็กด้วยกันทั้งนั้น

และผมกำลังสงสัยว่าเรายังติดนิสัยเหล่านี้มาจนโต

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราหิว เราก็จะต้องรีบหาอาหารเข้าปาก หรือถ้าไม่ได้กินข้าวก็จะหงุดหงิดฉุนเฉียว

และเป็นเหตุผลที่ แม้จะถึงเวลาที่ต้องลุกจากเตียงแล้ว แต่ถ้าเรายังง่วงอยู่ เราก็จะงอแงและขอนอนต่ออีกห้านาที

และอาจเป็นเหตุผลที่เราเรียกร้องอยากให้คนอื่นมาสนใจเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่ถ้าลองมาสังเกตความรู้สึกจริงๆ เราจะรู้ได้เลยว่า อาการหิว อาการง่วง หรืออาการเหงา มันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดหรอก

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี ของนายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ ก็จะรู้ว่า การปล่อยให้ร่างกายหิวบ้าง คือเรื่องดี

และถ้าคุณลองสังเกตร่างกายอย่างเป็นกลางจริงๆ ว่าเวลาหิวนั้นมีอาการอย่างไรบ้าง โดยไม่ต้องเอาอารมณ์โมโหหิวลงไปเจือปน คุณอาจจะได้ข้อสรุปเหมือนผมว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อยก ก็แค่รู้สึกอะไรในท้องนิดหน่อย

อาการง่วงก็เหมือนกัน

เวลาผมง่วง ผมก็มักจะปล่อยตัวเองให้เคลิ้มๆ สติจะผลุบๆ โผล่ๆ ขาดๆ หายๆ เพราะผมเคยชินกับสภาวะนี้มาแต่ไหนแต่ไร

แต่พอลองสังเกตตัวเองดีๆ ว่า จริงๆ แล้ว “ความง่วง” คืออะไร ก็ได้พบว่า มันคือความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากดอยู่กลางศีรษะให้หน่วงๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

อาการเหงา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เราคาดหวังให้คนอื่นมาสนใจ แต่เขาไม่ได้มาสนใจ

ถ้าเราอยู่คนเดียวอยู่แล้วเรามักจะไม่ค่อยเหงา เพราะเราไม่ได้คาดหวังให้ใครมาสนใจ แต่พอเริ่มมีคนรายล้อม (ทั้งทางกายภาพหรือทางโลกไซเบอร์ก็แล้วแต่) เราก็จะเริ่มเหงาขึ้นมาทันที

เด็กเล็กหนึ่งขวบจะร้องไห้ทุกคร้้งเวลา หิว ง่วง หรืออยากให้คนสนใจ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่พวกเราก็ยังตอบสนองสามอาการนี้ด้วยความงอแง ไม่ต่างอะไรกับเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนการแสดงออกจากร้องไห้ไปเป็นวิธีอื่น

อาจจะต้องกลับมาสังเกตอาการเหล่านี้ด้วยความเป็นกลางมากขึ้น

จะได้เลิกงอแง

และโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ได้ซักที


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

12 บทเรียนของคุณพ่อหนึ่งขวบ

20161030_pryfon

สัปดาห์ที่ผ่านมา “ปรายฝน“ลูกสาวของผมอายุครบ 1 ขวบครับ

ดังนั้น ความเป็นพ่อของผมก็อายุครบ 1 ขวบด้วยเช่นกัน

เลยขอฉลองครบรอบขวบปีแห่งความเป็นพ่อด้วยการมาเล่าสู่กันฟังว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาครับ

ช่วงที่เหนื่อยที่สุด
คือช่วงสามเดือนแรก เหตุผลหลักก็เพราะลูกตื่นบ่อยมาก แม้ว่าแฟนจะลาคลอดได้สามเดือนก็แล้วแต่ แต่ช่วงกลางวันแฟนผมก็จะดูลูกเองเกือบตลอด ตอนกลางคืนผมก็เลยต้องคอยตื่นมาช่วยกล่อมลูกอีกแรง เลยกลายเป็นว่าแต่ละคืนผมจะได้นอนแค่สามถึงสี่ชั่วโมงเท่านั้น ช่วงนั้นก็ทำใจไว้เลยว่าสติอาจจะหลุดบ่อยหน่อย หน้าจะโทรมสุดๆ แต่ก็มีแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ว่าพอพ้นสามเดือนไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

เหนื่อยเลี้ยงลูกนั้นต่างกับเหนื่อยทำงาน
แม้การเลี้ยงลูกจะเหนื่อยมาก แต่ก็เหนื่อยไม่เหมือนกับการทำงาน ที่ทำงานนั้นเรามักจะโดนดูดพลังและได้รับก้อนความเครียดมา แต่เวลาเลี้ยงลูก ผมรู้สึกว่าผมได้รับพลังอะไรบางอย่างจากเขา แถมความเครียดก็ค่อยคลายลง เปรียบเหมือนลูกเป็นต้นไม้ที่ปล่อยอ๊อกซิเจนมาให้เรา แถมคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ตกค้างจากที่ทำงานก็ถูกดูดหายไปด้วย ดังนั้น แม้จะนอนไม่ค่อยพอ แต่ก็ยังมีเรี่ยวแรงทำงานในวันต่อไปได้

เมื่อสองแม่เห็นไม่ตรงกัน
นั่นคือเมื่อแม่ของลูกกับแม่ของเราเห็นไม่ตรงกันว่าจะให้นอนคว่ำหรือจะให้นอนหงาย จะให้กินน้ำส้มได้หรือเปล่า จะให้ใส่แพมเพิร์สหรือผ้าอ้อม ฯลฯ สุดท้ายแล้วมันก็คือความรู้และความเชื่อของคนสองเจนเนอเรชั่น ซึ่งก็ต่างอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก สิ่งที่เราทำได้คือรับฟังความเห็นของทั้งสองฝ่าย แต่คนที่เป็นแม่ของลูกควรจะเป็นคนตัดสินใจ เพราะเขาเป็นคนที่จะแบกรับมากที่สุดหากลูกมีปัญหา

วิธีทำให้ลูกหยุดร้องไห้
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเบี่ยงเบนความสนใจของเขาด้วยเสียงแปลกๆ กรณีปรายฝนนั้น ถ้าเขาได้ยินเสียงถุงก๊อปแก๊ปถูกขยำ เขาจะหยุดร้องแทบจะทันที หรือถ้าไม่มีถุงก๊อปแก๊ปอยู่แถวนั้น การตบมือก็ช่วยได้เช่นกัน ทั้งนี้ผมเชื่อว่าเด็กแต่ละคนจะสนใจเสียงไม่เหมือนกัน เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องค้นให้พบว่าเสียงไหนที่จะโดนใจลูก

พ่อกับแม่จะรักลูกต่างกัน

แฟนผมนั้นจะใส่ใจทุกรายละเอียดของลูก และอยากใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากที่สุด ส่วนตัวผมกลับรู้สึกรักแบบที่ถอยห่างออกมาหนึ่งสเต็ป คือไม่ต้องอยู่กับลูกมากก็ได้ แต่จะมามองเรื่องภาพใหญ่เช่นความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมมากกว่า อย่างตัวผมเองจะคอยเช็คตลอดว่าเครื่องนึ่งขวดนมของลูกนั้นมีตะกรันขึ้นหรือยัง กล้องวงจรปิดทำงานยังไง เวลานอนได้กางมุ้งให้เขาหรือเปล่า คาร์ซีททำงานยังไง ฯลฯ นอกจากนั้นก็คอยเสริมในสิ่งที่แฟนขาด เช่นผมจะกล่อมลูกเข้านอนเก่งกว่า และตอนกลางดึกผมจะตื่นมาดูลูกได้ดีกว่าเพราะแฟนเป็นคนหลับลึก

ไดนามิกส์ระหว่างเรากับภรรยาจะเปลี่ยนไป
เมื่อภรรยาของเรามีลูก ลูกจะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะสัญชาติญาณของความเป็นแม่นั้นเข้มข้นกว่าสิ่งใดอยู่แล้ว เราเองจึงไม่ควรน้อยใจถ้าเขาจะนึกถึงเราน้อยลง เพราะแค่ทำงานและเลี้ยงลูกก็แทบจะไม่เหลือแรงหรือเวลาไปคิด ไปทำอย่างอื่นแล้ว

ที่น่าแปลกก็คือ มันกลับทำให้ผมรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น

การมีลูกคนหนึ่ง คนเป็นแม่นั้นต้องเสียสละมากมายกว่าคนเป็นพ่อหลายเท่านัก สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้คือสนับสนุนให้เขาได้ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ให้ดีที่สุด

ลูกจะทำให้เรายิ้มเก่งขึ้น
ทุกครั้งที่ผมกลับถึงบ้าน ลูกจะดีใจจนเนื้อเต้น คือทำตัวกระตุกๆ เพื่อเรียกให้เรารีบเข้าไปกอดเขา และรอยยิ้มที่ลูกมีให้ก็เป็น “ยิ้มสุดทาง” แบบไม่มีเงื่อนไข ผมเองจึงต้องตอบแทนลูกด้วยการยิ้มสุดทางอยู่บ่อยๆ เช่นกัน

ลูกจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัว
เพราะความไร้เดียงสาของเด็กและอารมณ์ที่สดใส (เกือบ) ตลอดเวลา ปรายฝนจึงกลายมาเป็นศูนย์กลางของความสนใจ และกระตุ้นให้คนในครอบครัวได้มาเจอกันบ่อยขึ้น ได้พูดคุยกันมากขึ้น ได้มีรอยยิ้มด้วยกันมากขึ้น นี่คือคุณูปการของการมีลูกซึ่งผมคิดไม่ถึง

แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด
คือเพื่อนที่มีลูกในวัยไล่เลี่ยกัน

เวลาเราเกิดคำถามอะไร เรามักจะพึ่งกูเกิ้ลเป็นอย่างแรก แต่ถ้าเราได้คุยกับเพื่อนที่มีลูกเหมือนกันนั้น เขาจะให้คำตอบที่หลากหลายมิติกว่าคำตอบที่กูเกิ้ลจะให้ได้ ผมเองก็ได้คำแนะนำดีๆ จาก “คุณรัช” ตั้งแต่วันที่ลูกผมเกิดจนถึงตอนนี้ ส่วนแฟนผมเองก็จะปรึกษาเพื่อนที่ออฟฟิศที่มีลูกวัยใกล้เคียงกัน ทำให้เราตัดสินใจอะไรไม่ค่อยจะพลาด

ของใช้ที่จำเป็น
จริงๆ การเตรียมของเพื่อการเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างเคยกลัว

ของที่ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาวเลยก็มีอยู่ 9 อย่าง คือเสื้อผ้าเด็ก เครื่องปั๊มนม ขวดนม ที่ล้างขวดนม มุ้ง เปล กาละมังอาบน้ำ รถเข็น และคาร์ซีท

ส่วนของที่ต้องซื้อบ่อยๆ ก็มีแค่ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทิชชู่เปียก และถุงเก็บนม

ส่วนที่เกินไปกว่านั้นมีก็ดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนอะไร

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมกับแฟนไม่เคยไปเดินงานมหกรรมเพื่อลูกรักเลย เพราะของใช้ที่จำเป็นก็มีหมดแล้ว ส่วนที่ต้องซื้อประจำก็หาซื้อได้ตามร้านค้าแถวบ้าน

พี่เลี้ยงเด็ก
พอพ้นสามเดือนและแฟนต้องกลับมาทำงาน เราก็หาพี่เลี้ยงมาช่วยดูปรายฝน คนแรกอยู่ได้ประมาณเดือนกว่าๆ แล้วมีเหตุต้องกลับบ้านเลยลาออกไป อีกคนหนึ่งอยู่ได้สองเดือนครึ่งแล้วเจอแฟนดุไปครั้งหนึ่งเลยน้อยใจขอลาออก อีกคนอยู่ได้สองสัปดาห์แล้วหายตัวไปจัดการเรื่องที่บ้านโดยไม่ขออนุญาต คนที่สี่อยู่ได้สี่เดือนกว่าก่อนที่แฟนจะมารับเพื่อไปทำงานด้วยกันที่ต่างประเทศ ตอนนี้คนที่ห้าเพิ่งมาทำงานได้สัปดาห์กว่าๆ

ช่วงแรกๆ ที่ต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยๆ พวกเราก็แอบเครียดเหมือนกัน แต่พอผ่านไปซักพักก็เริ่มชิน และคิดซะว่าพี่เลี้ยงแต่ละคนก็คงมี “หน้าที่” ต่างกัน เมื่อหมดหน้าที่เขาก็ต้องไปเพื่อเปิดทางให้คนที่เหมาะสมกว่ามารับช่วงต่อ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือปฏิบัติต่อพี่เลี้ยงให้ดี ซึ่งก็จะทำให้เขาปฏิบัติต่อลูกเราดีเช่นกัน

ความคาดหวังที่มีต่อลูก
ตั้งแต่ตอนที่แฟนตั้งท้องแล้ว สิ่งเดียวที่ผมขอให้ลูกคือขอให้เขามีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งก็ได้ดั่งใจมาก ช่วงที่ปรายฝนอายุประมาณสี่เดือนเราพาเขาไปเดินเล่นซีคอนแล้วพบว่าคนเยอะมากจนเราตั้งใจเลยว่าจะไม่พาลูกไปเดินซีคอนอีกกลับมาถึงบ้านแฟนผมถึงกับไข้ขึ้น ส่วนผมก็มึนจนต้องนอนพัก มีแต่ปรายฝนคนเดียวที่ไม่เป็นอะไรซักนิด

ตอนนี้ปรายฝนอายุหนึ่งขวบแล้ว ผมก็ยังขออย่างเดียวคือให้ปรายฝนสุขภาพแข็งแรง ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมเชื่อว่าเราค่อยๆ สร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตใจ ภาษา และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผมเชื่อว่าการเลี้ยงลูกแบบสบายๆ ไปตามแบบที่เขาเป็น ไม่เร่งรัดหรือบังคับจนเกินไป จะทำให้ลูกเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จะพัฒนาการช้าหรือเร็วกว่าลูกคนอื่นก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะนี่ไม่ใช่เวลาจะมาเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับใคร

ก่อนจะจบบทความชิ้นนี้ ผมขอยก Status ที่แฟนผมเขียนเอาไว้ ในวันที่ปรายฝนอายุครบหนึ่งขวบมาให้อ่านกันนะครับ

26.10.16 : ปรายฝนครบ 1 ขวบละ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

ปรายฝนยังติดแม่มากเหมือนเดิม
แต่พ่อเป็นคนกล่อมปรายฝนได้เก่งกว่าแม่

ปรายฝนดูจะเป็นเด็กรักเสียงดนตรี

เพราะทุกครั้งที่ได้ยินจะเต้นประกอบเพลงเสมอ

เดินไม่ได้ ไม่มีฟัน

พูดหม่ำๆ ไปๆ

ชอบเต้น คลานหาแม่ตลอดเวลา

สวัสดี ธุจ้า บายบาย วาวา โหลๆ

……

1 ปีกับการเป็นแม่ ….?

รู้สึกได้เลยว่าเสถียรขึ้น เพราะต้องรู้สึกอารมณ์โกรธ หรืออะไรต่างๆได้ดีขึ้น ไม่ว่าจากเรื่องใดๆก็ตาม เพราะตัวเองรู้จะต้องรู้สึกตัวก่อนและจะไม่ทำอารมณ์หงุดหงิดใส่ลูก ซึ่งนี้ก็ถือเป็นข้อดีเพราะเหมือนได้ปฏิบัติธรรมไปในตัว “โกรธก็รู้ว่าโกรธ”

รักสวยรักงามน้อยลง

รู้ว่าชีวิตต่อไปต้องทำอะไร… เมื่อก่อนอาจจะแค่ทำงาน เที่ยว เล่นโยคะ กินอะไรอร่อยๆ… แต่เดี๋ยวนี้คือ เพื่อลูก ต้องขับรถระวังๆ ทำอะไรระมัดระวัง มีคนเคยบอกว่า “การมีลูกทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น เพราะอยากจะอยู่กับเค้าไปนานๆ”

คิดถึง “แม่” บ่อยมาก คิดว่าถ้ามาอยู่ด้วยคงดี คิดว่าตอนเราเป็นเด็ก แม่เราก็รู้สึกแบบนี้น่ะเหรอ

……

ฝันอยากให้เค้าเป็นอะไร?

ณ.ตอนท้อง…อยากให้อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ผิวสวย ฯลฯ

ณ.ตอนคลอด…ทุกอย่างโอเค ร่างกายแข็งแรงพอแล้ว

ณ.ตอนนี้…อย่าป่วยเลยนะลูก

อนาคต…อยากเป็นอะไรก็เลือกเอาเลยนะ แม่ support เต็มที่

……..

สิ่งที่ภูมิใจและดีใจ?ปรายฝนยิ้มง่าย ไม่เคยป่วย

ชอบเวลาปรายฝนหอมแก้มแม่
ชอบเวลาปรายฝนหัวเราะ
ชอบเวลาพ่ออยู่กับลูก
พ่อช่วยเลี้ยงปรายฝนทุกคืน
ให้นมแม่ล้วนจน 11.5 เดือน ไม่ง่ายเลยสำหรับเรา

……..

สำหรับคนที่ลังเลที่จะมีลูก?

แน่นอน ข้อเสียคือ เวลาส่วนตัวหายไป

พุงใหญ่ขึ้น

ข้อดีคือ รู้จักวางแผนเวลา การเงิน (การงาน?)ดีขึ้น

รู้ว่าให้ได้แบบไม่สิ้นสุดคือยังไง

ห่วงแบบไม่สิ้นสุดคือยังไง

รักแบบไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนมันคือยังไง

เป็นความรักที่มัน “นวล” มาก

………..

ขอบใจนะปรายฝนสำหรับรอยยิ้มสวยๆ สำหรับเสียงหัวเราะ สำหรับความขี้อ้อนและแสนรู้ สำหรับมือเล็กๆที่เข้ามากอดแม่

Happy Birthday #pryfon #1yearold

หนึ่งขวบปีของการเป็นพ่อและการเป็นแม่ ยังได้เรียนรู้อะไรมากมายขนาดนี้

แค่คิดถึงปีถัดๆ ไปก็สนุกแล้ว


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สอนปลาให้ปีนต้นไม้

20160112_FishClimbATree

“Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.”

ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูว่ามันปีนต้นไม้เก่งแค่ไหน มันก็คงจะเข้าใจว่าตัวเองโง่ไปตลอดชีวิต

– Anonymous***

—–

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร

ขึ้นต้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อจะยกหางตัวเอง แต่เพื่อจะเปิดประเด็นคุยเรื่องการศึกษา

ความหมายของเด็กเรียนดี คือเด็กที่สอบได้เกรด 4 หลายๆ วิชา

และเกรด 4 ของแต่ละวิชาก็มีชื่อชั้นไม่เท่ากันซะด้วย

ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี

แต่ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาพละศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาศิลปะ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดีรึเปล่า

ผมเองโชคดีที่เก่งวิชาในกลุ่มแรก ก็เลยถูกจับให้อยู่ห้องคิง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีหลายวิชาที่ผมไม่ถนัด โดยเฉพาะวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว

ผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวิชานี้ เพราะอาจารย์มักจะให้งานมาเป็นโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหรืองานประดิดประดอยของใช้จากของเหลือในบ้าน ซึ่งแน่นอน ผมผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย พอถึงวันต้องส่งงาน ผมก็จะไปมือเปล่าและใส่กางเกงสามชั้นเพื่อลดอาการเจ็บตูดตอนโดนครูตี

นี่ถ้าไม่ได้น้าสาวหรือเพื่อนยื่นมาเข้ามาช่วยทำงานส่ง ผมอาจจะได้เกรด 0 วิชานี้และอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นก็ได้

ถ้าผมอยู่ในโลกที่วิชากพอ.เป็นวิชากระแสหลัก ส่วนเลขเป็นวิชากระแสรอง ผมคงโดนตีตราว่าเป็นเด็กหัวทึบหรือเด็กมีปัญหาไปแล้ว

—–

เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่ ว่าสิ่งเดียวที่คะแนนสอบบอกเรา คือความเก่งเรื่องการทำข้อสอบ (The only thing that the exam score measures is how good you are at answering exam questions)

ถ้าให้ขยายความก็คือ ต่อให้คุณทำข้อสอบวิชาหนึ่งเก่ง ก็ใช่ว่าคุณจะเก่งวิชานั้นจริงๆ ซะหน่อย

ผมเองก็ตกอยู่ในจำพวกทำข้อสอบเก่งอีก ไม่ว่าจะ TOEFL หรือวิชาฟิสิกส์ ผมมักจะได้คะแนนดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นเสมอ

แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยกับฝรั่ง ผมกลับรู้สึกว่าเพื่อนที่สอบ TOEFL ได้คะแนนเพียงกลางๆ กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับฝรั่งได้เป็นธรรมชาติกว่าผม

ส่วนเพื่อนที่เรียนจบวิศวะมาด้วยกัน แม้จะได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรมมากกว่าผมอย่างเทียบไม่ติด

และเพราะว่าการทำข้อสอบเก่งไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเก่งจริงนี่เอง นักเรียน “หัวดี” มากมายที่เรียนจบไปแล้ว จึงมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกน้องของคนที่เคยเป็นนักเรียน “หัวทึบ” มาก่อน

สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนต้นตำรับพ่อรวยสอนลูกอย่างคุณโรเบิร์ต คิโยซากิหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Why “A” Students Work for “C” Students

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ผมเคยเขียนลงบล็อกตอนสิ้นปีว่า หรือโรงเรียนจะเป็นเพียงโรงงานฝึกทาส?

ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่งเป็นทาสที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

—–

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมกำลังโจมตีการศึกษาไทยอีกแล้ว

จริงๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของการเขียนบทความนี้ครับ

เจตนาของผมคือเขียนเอาไว้เตือนตัวเอง

ว่าการวัดผลทางการศึกษายังขาดประสิทธิผล แถมแต่ละวิชายังถูกให้คุณค่าไม่เท่ากันอีก

ดังนั้นการเป็น “เด็กเก่ง” ที่โรงเรียนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำว่าเขาจะโตมาเป็น “ผู้ใหญ่เก่ง”

การที่ลูกสอบไม่ได้เกรดสี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลให้มากจนเกินเหตุ

และยังมีทักษะและนิสัยอีกมากมายที่สำคัญ แต่ไม่เคยถูกสอนและวัดผลกันแบบจริงจัง

ความมีน้ำใจ
การทำงานกันเป็นทีม
ความเสียสละ
ความมีระเบียบวินัย
ความคิดสร้างสรรค์
ความกล้าลงมือทำ
ความใฝ่รู้
ความมีสติ
จริยธรรม

เราผ่านยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานานแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ทำตามใบสั่งหนึ่งสองสามสี่

คนที่จะประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และที่สำคัญที่สุดคือกล้าริเริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาถนัดและมีคุณค่ากับคนอื่น

ในฐานะพ่อแม่/ผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่เผลอคาดหวังให้ปลาปีนต้นไม้

เราต้องรู้ว่าลูกเราถนัดด้านไหน และอะไรที่ถูกจริตเขา

ถ้าเขาเป็นปลาที่เก่งว่ายน้ำ ก็ควรจะสนับสนุนให้เขาว่ายน้ำให้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บังคับให้เขาไปปีนต้นไม้เพียงเพราะว่าสังคมกระแสหลักบอกว่าต้องปีนต้นไม้ถึงจะดี

ถ้าลูกของเราได้พัฒนาจุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข และจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล

ก็ได้แต่หวังเหลือเกินว่า เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมจะไม่ลืมสิ่งที่เขียนในวันนี้

—–

*** แต่ก่อนผมนึกว่านี่เป็นคำพูดของ Einstein แต่เมื่อลองดูที่ Quote Investigator แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เจริญภาวนาระหว่างเลี้ยงลูก

20151226_BhavanaWithBaby

 

วันนี้ปรายฝนอายุครบสองเดือนแล้วครับ!

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการมีลูกคือผมสวดมนต์-นั่งสมาธิน้อยลงไปมาก

จากที่เคยทำเกือบทุกคืน ตอนนี้แทบไม่ได้ทำเลย

หนึ่งเพราะถ้าสวดมนต์เสียงจะดัง อาจจะไปปลุกลูกที่กำลังหลับอยู่

หรือถ้าลูกไม่หลับ เขาก็กำลังร้องไห้อยู่ จะให้ผมมานั่งสวดมนต์ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะควรต้องไปช่วยอุ้มลูกก่อน

แต่เหตุผลสำคัญกว่าเรื่องเสียงดัง คือกว่าจะได้เข้านอนผมก็แทบไม่มีแรงเหลือให้นั่งสมาธิ-สวดมนต์แล้ว

พูดก็พูดเถอะ แค่จะเขียนบล็อกให้ได้ซักตอนบางทีต้องรอถึงตีหนึ่งตีสอง เขียนไปพิมพ์ผิดไป เขียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดังนั้นพอเขียนบล็อกเสร็จหัวถึงหมอนก็น๊อค สวดมนต์ยังพอได้บ้างแต่นั่งสมาธินี่แทบจะลืมไปได้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ใช่ว่ามีลูกแล้วจะเจริญภาวนาไม่ได้เลย เพราะผมก็ค้นพบหลากหลายวิธีที่เราสามารถภาวนาระหว่างดูแลลูกได้ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง เผื่อคุณพ่อคุณแม่ (หรือคนที่กำลังจะเป็น) ท่านใดสนใจจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ได้บ้างครับ

1. ดูกาย ลูกผมติดมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (หลายที่ก็บอกว่าให้ติดมือดีกว่าติดเปลนะครับ) ดังนั้นทานนมเสร็จแล้วผมหรือแฟนต้องอุ้มลูกพาเดินไปจนกว่าเขาจะหลับ ผมเองก็เลยอาศัยจังหวะนี้เดินอุ้มลูกไปพร้อมกับการเดินจงกรม คือมีสติคอยรู้ก้าวแต่ละก้าวที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอนครับ

2. ดูเวทนา (อ่านว่าเว-ทะ-นะ) หรือคือการดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ร่างกายและจิตใจ เวลาอุ้มลูกย่อมรู้สึกปวดแขนก็ดูความปวดนั้นไป หรือเวลาอาบน้ำแล้วลูกร้องไห้จ้า ก็ฟังเสียง 100 เดซิเบลของลูกไปด้วยใจเป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าเสียงร้องไห้ของลูกว่าหนวกหูหรือน่าสงสาร

3. ดูจิต อันนี้จะได้ดูหลายทีเลยทีเดียว ตอนอุ้มลูกเดิน ก็จะเกิดความเมื่อยและความง่วงจนเราอยากจะวางลูกลงเต็มแก่ การรู้ทันความรู้สึกอยากวางลูกลงนี่แหละคือการดูจิต เวลาวางลูกลงแล้วลูกรู้สึกตัวร้องไห้จ้า ใจเราก็จะห่อเหี่ยวทันที เราก็ตามรู้ทันความห่อเหี่ยวของใจนั้นก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมาเดินทั่วหัองจนหลับใหม่

พอวางลูกลงเป็นครั้งที่สองดันรู้สึกตัวอีก คราวนี้ใจไม่ห่อเหี่ยวแต่เปลี่ยนเป็นโกรธแทนแล้ว เพราะเมื่อยก็เมื่อย ง่วงก็ง่วง ทำไมไม่ยอมนอนซักทีฮะ! รู้มั้ยว่าพรุ่งนี้พ่อต้องไปทำงาน นี่หน้าก็โทรมจะแย่แล้ว ฯลฯ ความคิดด้านลบทั้งหลายที่ประเดประดังเข้ามาในใจตอนนี้ ถ้าเรารู้ตัวเราว่ากำลังโมโหอยู่ ก็ถือว่าเรากำลังภาวนาด้วยการดูจิตนั่นเอง

ด้วยความที่ช่วงนี้นอนน้อยและไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเอง “พร่อง” ในด้านนี้ไปไม่ใช่น้อย แต่ก็หวังว่าหลังจากลูกสาวอายุครบสามเดือน-หกเดือนและเริ่มนอนเป็นเวลามากกว่านี้ ผมจะสามารถกลับมาสวดมนต์-นั่งสมาธิได้เหมือนเดิมครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558