เมื่อวานตายไปแล้ว

20160531_yesterdayisdead

เมื่อวาน ตายไปแล้ว
และพรุ่งนี้ ยังไม่เกิด
จงไตร่- ตรองดูเถิด
จะเป็นทุกข์ ไปทำไม

ทุกสิ่ง ที่ผ่านมา
นั้นย่อมมา เพื่อผ่านไป
มิอาจ ย้อนกลไก
ในทิวา และราตรี

สิ่งใด รอเราอยู่
ไม่อาจรู้ ได้สักที
ลิขิต ชีวิตนี้
อยู่ที่กรรม จะนำไป

อนาคต คือปริศนา
เพียงมายา ที่เลื่อนไหล
อดีต ใช่ของใคร
ถ้าเราไม่ หยิบขึ้นมา

ชีวิต คือวันนี้
หมั่นทำดี บุญรักษา
สติ และปัญญา
จะแผ้วทาง ให้เราเดิน

สิ่งเดียว ที่สำคัญ
คือปัจจุบัน ที่เผชิญ
นาที ที่ดำเนิน
คือห้วงแห่ง นิจนิรันดร์

 

แปลและดัดแปลงจาก Yesterday’s dead tomorrow’s unborn By: Lindsay D. 

Yesterday’s dead
tomorrow’s unborn
So there’s nothing to fear
And nothing to mourn

For all that has passed
And all that has been
Can never return
To be lived once again

And what lies ahead
Or the things that will be
Are still in God’s hands
So they’re not up to me

To live in the future
That is the unknown
For the past and the present
We claim as our own

So all I need to do
Is live for today
And trust I’ll be shown
The truth and the way

For it’s only the memory
Of the things that have been
And expecting tomorrow
To bring trouble again

That fills my today
Which god wants to bless
With uncertain fears
And borrowed distress

All I need live for
Is this one little minute
For life’s here and now
And eternity’s in it.


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

20160515_Hardship

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ให้ระลึกว่า หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว เรายังผ่านมันมาได้เลย

เมื่อต้องเจอเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่กล้าทำ เช่นออกไปพูดหน้าห้องหรือเดินเข้าไปคุยกับสาวคนนั้น

ให้ระลึกว่า เรื่องที่น่าอายกว่านี้เราก็ยังเคยทำมาแล้วเลย

เมื่อต้องเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ ให้ระลึกว่า เราก็เคยเจ็บปวดเพราะคนอื่นมาแล้ว และเวลานั้นช่วยเยียวยาได้จริงๆ

มนุษย์เราทุกคนมีประสบการณ์ แต่มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเลือกใช้มันให้ถูกที่ถูกเวลา

ผมเชื่อว่าเรื่องเกือบทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เราเคยผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น ต่างกันเพียงบริบทและความหนัก-เบา

ในเมื่อเราเคยผ่านมันมาได้แล้ว และวันนี้ก็ยังหายใจอยู่

ก็จงเชื่อเถอะว่า ถ้าเราต้องเจอมันอีกครั้ง เราก็จะผ่านมันไปได้อีกแน่นอน


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อยู่อย่างซามูไร

20160417_Samurai

เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเจ๋งๆ เล่มหนึ่งครับ

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า วิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลาครับ (ซึ่งจากนี้ผมจะเรียกว่าครูณัชร)

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “ไดอะรี่ของซามูไรจำเป็น ที่เรียงร้อยให้เห็นว่า เซน การฝึกสติ และวิถีดาบญี่ปุ่นเป็นเรื่องเดียวกัน”

เรื่องเกิดจากการที่ครูณัชรเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ เลยคิดจะทำวิทยานิพนธ์ทางด้านนี้เพื่อเป็นธรรมทานสำหรับสังคมไทย แต่จนแล้วจนรอดก็คิดหัวข้อไม่ออก

จนวันหนึ่งได้ไปพบประกาศ “รับสอนสมาธิแบบเซนด้วยดาบซามูไร” จึงได้คำตอบกับตัวเองว่า นี่แหละคือหัวข้อที่อยากจะทำ เลยไปฝากตัวกับฟุกุชิมะเซ็นเซ (เซ็นเซแปลว่าอาจารย์) และได้เรียนรู้เพลงดาบและวิถีซามูไรแบบถึงพริกถึงขิง

หนังสือสนุกมากครับ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เริ่มต้นจากคนที่ไม่เคยจับดาบมาก่อนในชีวิต โดนเซ็นเซเคี่ยวเข็ญจนช้ำเลือดช้ำหนอง ก่อนจะไปไคลแม๊กซ์ที่การดวลดาบถึงประเทศญี่ปุ่น

ในหนังสือมีการพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีดาบ-วิถีเซน-วิถีธรรม และเทียบเคียงความเหมือนและความต่างของพุทธแบบเถรวาทและพุทธแบบมหายาน แต่ส่วนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดคือ “จิตวิญญาณซามูไร” ที่ซึมซาบมาตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงขอยกมาเล่าให้ฟังขอสังเขปดังนี้ครับ

วิถีของศิลปะการป้องกันตัวแบบโบราณ
ศิลปะป้องกันตัวแบบสมัยใหม่นั้นรับอิทธิพลตะวันตกมาในแง่ความเป็นกีฬา คือมีการแข่งขัน มีแต้ม มีการแพ้ชนะ เรียนกันเป็นกลุ่มและมีลักษณะเป็นธุรกิจ เช่น เรียนเพื่อ “เลื่อนสาย” เป็นต้น

ในขณะที่ศิลปะป้องกันตัวโบราณนั้นเน้นไปที่การฝึกเพื่อกำจัดความ “อยากชนะ” จึงไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเกณฑ์ว่าเรียนไปกี่ครั้งจะได้สายใด แต่เซ็นเซจะพิจารณาความพร้อมของจิตใจเป็นคนๆ ไป

ที่สำคัญ การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณนั้น ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้เรียน เพราะการเรียนการสอนเป็นแบบตัวต่อตัว และผู้ที่จะไปฝากตัวเป็นศิษย์ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และยอมรับการสั่งสอนของอาจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไข มีฝรั่งบางคนที่ไปทดลองฝึกกับฟุกุชิมะเซ็นเซเพียงครั้งเดียวแล้วเซ็นเซก็ไม่เรียกกลับมาอีกเลย

ดาบที่ไม่ได้มีไว้ฟาดฟันคู่ต่อสู้
ยุคโตกุกาว่าเป็นยุคปลอดสงคราม และมีกฎหมายห้ามดวลกันโดยใช้ดาบจริง ซามูไรจึงใช้ศิลปะป้องกันตัวเป็นวิธีฝึกฝนกายใจมากกว่ายุคอื่นๆ จนมีคำเรียกวิชาดาบในสมัยโตกุกาว่าว่า “เค็นเซ็น อิจินโยะ” หรือวิชา “ดาบแห่งสติ” (The Sword of Mindfulness) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะมากเพราะยุคนั้นซามูไรไม่ได้ฝึกดาบเพื่อไปรบราฆ่าฟันกับใคร

แต่ฝึกไปเพื่อรบรากับกิเลสที่มีอยู่ในใจของผู้ถือดาบต่างหาก

ซามูไรที่แท้จริงจึงต้องมีชีวิตที่เรียบง่าย มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง มีความเมตตาและอ่อนโยน โดยเฉพาะกับผู้ที่ด้อยกว่า

โฉะชิน ซังชิน มุชิน (Shoshin – Zanshin – Mushin)
“โฉะชิน” แปลตามตัวอักษรว่า “ใจที่เพิ่งเริ่มต้น” หมายความว่าเราควรจะมองตัวเองเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ เพราะจะทำให้เราเปิดใจที่จะรับรู้และเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“ซังชิน” คือสภาวะตื่นรู้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ซึ่งสภาวะนี้สำคัญอย่างยิ่งในการประลอง

“มุชิน” คือใจที่ไร้ใจ (mind of no mind) หรือจิตว่าง ปรมาจารย์ล้วนเข้าสู่สภาวะนี้ในระหว่างต่อสู้ จึงไม่รู้สึกกลัว ไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอยากเอาชนะ และเพราะไม่อยากชนะนี่เอง จึงชนะได้

ดังนั้น ในทุกวันๆ เราจึงควรทำตัวให้เป็น “โฉะชิน” เพื่อพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ มีใจที่เป็น “ซังชิน” ที่คอยตามดูตามรู้ความรู้สึกของเรา เพื่อว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ลิ้มรส “มุชิน” นั่นเอง

แม้กรรมการไม่เห็น แต่เราเห็น
สะโปจัง (Spochan ย่อมาจาก Sport Chanbara) คือศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่ที่ใช้ดาบยาวอัดลมในการประลอง

“สะโปจังเป็นกีฬาที่ใช้ระบบ honor system เพราะต่อให้มีกรรมการถึงสามคนในการแข่งแมตช์สำคัญๆ ก็ไม่มีทางดูได้ทันว่านักดาบทำแต้มได้จริงๆ หรือไม่ เพราะการเล่นรวดเร็วมากและไม่มีการย้อนดูภาพวีดีโอเพื่อใช้ตัดสิน การตีให้ได้แต้มนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะและจะแจ้งพอ กรณีที่โดนตีแรงพอและต้องเสียแต้ม เจ้าตัวผู้เสียแต้มย่อมรู้ตัวเองและมีหน้าที่ต้องแจ้งกรรมการด้วยว่าตนเองเสียแต้ม…คนญี่ปุ่นนั้นซื่อสัตย์และยึดมั่นกับ honor system นี้มาก

แต่เมื่อกีฬานี้แพร่หลายไปในโลกตะวันตก กลับพบปัญหาในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากผู้เล่นชาติตะวันตกไม่ยอมแจ้งกรรมการ ทั้งที่แม้แต่ผู้ดูก็เห็นชัดๆ ว่าชาวตะวันตกผู้นั้นโดนตีเสียแต้ม ที่หนักกว่านั้นก็คือ ชาวตะวันตกมักประท้วงการตัดสินของกรรมการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะทำ”

ผมชอบไอเดีย honor system นี้มาก เพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชัยชนะ คือความซื่อสัตย์และยึดมั่นในน้ำใจนักกีฬา

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราชนะในเกมกีฬา แต่แพ้ในความเป็นมนุษย์

—–

อ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ ใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว มีน้ำใจนักกีฬา และเข้มแข็งแต่อ่อนโยน นี่คือวิถีซามูไรที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ถ้าจะ “ขอสามคำ” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซน”

ผมจะขอใช้ประโยค “งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด”

ตั้งแต่วันที่ได้จับดาบซามูไรครั้งแรกในชีวิต

จนได้ไปแข่งสะโปจังชิงแชมป์โลก และตั้งจิตอธิษฐานถึงในหลวงก่อนจะดวลดาบกับเต็งแชมป์ชาวญี่ปุ่น

จนถึงวันที่กล่าว “ซาโยนาระ” กับเซ็นเซ และยืนมองท่านจนลิบตา

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทั้งอิ่มใจและภูมิใจในภูมิปัญญาตะวันออกจริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือวิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลา

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Marcos Cousseau

ห้านาทีเปลี่ยนชีวิต

20160410_FiveMinute

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทดลองวิธีการจดไดอารี่แบบนึง

มันมีชื่อว่า Five-minute journal หรือ การเขียนไดอารี่แบบใช้เวลาไม่เกินห้านาที

ไอเดียนี้ได้มาจากบล็อกน้องใหม่ชื่อว่า anuengblog ชื่อตอน 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที

แล้วเผอิญ Smart Passive Income podcast ตอน SPI 140: Productivity and the Early Morning Routine with Hal Elrod ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยต้องลองเอามาใช้ซักหน่อย

คุณสามารถซื้อ Five-minute journal จากเว็บไซต์เขาได้เลย ราคา $22.95 หรือประมาณ 700 บาท

แต่ผมว่าใช้แค่สมุดเปล่าก็ได้เหมือนกัน

การเขียนไดอารี่สไตล์นี้ต้องแบ่งเวลาเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

ตอนเช้า ให้เขียนเรื่องดังต่อไปนี้

I’m grateful for…(3 อย่าง)
What would make today great? (3 อย่าง)
Daily affirmations – I am…

ข้อแรกก็คือ เรารู้สึกขอบคุณหรือดีใจกับสามเรื่องอะไรบ้าง เช่น

  • I’m grateful for my wife
  • I’m grateful for my baby’s sleeping pattern
  • I’m grateful that my parents are still healthy

ข้อที่สองก็คือ สามอย่างที่จะทำให้วันนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย เช่น

  • Successful delivery of Connect Day event
  • Write 2 blog posts
  • Get home early

ส่วนข้อที่สาม Affirmations เหมือนเป็นประโยคเตือนใจตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงหรือมีอะไร เช่น

  • I get out of my comfort zone every day

เจ้าตัว Affirmations นี่ถ้าได้อ่านหนังสือประเภท The Secret หรือ The Science of Getting Rich จะเห็นว่าเขาให้เขียนถึงสิ่งที่เรายังไม่มีก็ได้ แต่ให้เขียนเป็นประโยคปัจจุบันราวกับว่าเรามีแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตใต้สำนึกเพื่อให้เราหาช่องทางไปสู่จุดๆ นั้นให้ได้ เช่น

  • I have 10,000 Likes on my Facebook page

ทั้งๆ ที่จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่ 7,200 Likes เท่านั้น แต่การเขียน Affirmations นี้ฝรั่งบอกว่า มันจะเป็นการ “หลอก” ให้จิตใต้สำนึกเชื่อว่าผมมี 10,000 Likes ซึ่งส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้สึกว่าสามารถหลอกตัวเองได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะลองทำดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

—-

ส่วนตอนกลางคืน ก่อนจะเข้านอน ก็มานั่งเขียนอีกสองข้อคือ

3 Amazing things that happened today
How could I have made today better?

ข้อแรกคือ สามเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งคงจะไม่ได้ amazing เสมอไป แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ย้อนมองสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่

  • I upgraded my WordPress blog – no more ads!
  • My wife was in a really good mood
  • Ran 6k

ส่วนข้อที่สอง (และเป็นข้อสุดท้าย) ก็คือมีอะไรที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหัวข้อทั้งหมด เพราะมันจะเตือนใจให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำสอง (หรือซ้ำสาม ซ้ำสี่!) และอาจช่วยให้เราดีขึ้นวันละ 1%

  • Drink more water

—–

อ้อ แล้วถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ!

ความโดดเด่นของการเขียนไดอารี่แบบนี้ก็คือ มันใช้เวลาไม่มากเลย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น เผลอๆ น้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงเป็นอุปนิสัย (habit) ที่ใครๆ ก็เริ่มทำได้เลยทันที

และข้อดีที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกและความรับผิดชอบอันมากมาย และก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง

ที่ผมบอกว่า 5 นาทีเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะว่ามันช่วยเปลี่ยนให้ผม “มองเห็น” เรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่มักจะมองข้ามไป จึงมีประจุบวกภายในใจมากกว่าเดิมครับ

ไปลองดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
anuengblog: 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที
The Five Minute Journal 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เล่มละพันก็ไม่แพง

20160319_NotExpensive

“แล้วก็อย่าไปซื้อเยอะ อย่าซื้อเพราะมันถูก หนังสือเนี่ย เล่มละเป็นพันก็ไม่แพง ถ้าคุณซื้อไปแล้วอ่าน แต่ถ้าซื้อไปแล้วไม่อ่าน สิบบาทก็แพงแล้ว ซื้อไปต้องอ่านนะ อย่าไปสะสม”

– คุณลุงคนขายหนังสือเก่า ชั้นใต้ดินห้างแฟชั่นไอส์แลนด์
เล่าโดยนิ้วกลม หนังสือ head ตอนร้านหนังสือที่รัก

—–

เมื่อกี้ผมลองเดินไปที่ชั้นหนังสือเพื่อกะปริมาณหนังสืออย่างคร่าวๆ ที่ผมและแฟนมีอยู่

เฉพาะหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค น่าจะมีประมาณ 500 เล่ม หนังสืออารมณ์ textbook อีกราวๆ 100 เล่ม และแม๊กกาซีนอีกราวๆ 200 เล่ม

รวมทั้งหมด 800 เล่ม* มีเพียงส่วนน้อยที่อ่านจบแล้ว อีกส่วนหนึ่งอ่านไปบ้างนิดหน่อย และส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดอ่านเลย

แต่ก่อนผมนั่งรถไฟหวานเย็นไปทำงาน อ่านหนังสือได้สัปดาห์ละเล่ม

แต่เดี๋ยวนี้อ่านได้น้อยลงไปมาก แค่เดือนละเล่มก็เก่งแล้ว

ถ้าอ่านได้เดือนละเล่ม ปีหนึ่งก็อ่านได้แค่ 12 เล่ม

ถ้าผมอยู่ถึงอายุ 70 ปี ผมจะได้อ่านหนังสืออีกแค่ประมาณ 12*35 = 410 เล่ม

หรือแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนังสือที่มีอยู่ในตู้หนังสือตอนนี้!

คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกันนะ

แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า เรามีหนังสือมากเกินพอ และไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหนังสืออย่างบ้าคลั่งในงานสัปดาห์หนังสือหรอก เอาที่อยากได้จริงๆ แค่สี่ห้าเล่มก็น่าจะเหลือเฟือแล้ว

เพราะแม้หนังสือจะราคาถูกแค่ไหน ถ้าไม่ได้อ่าน มันก็คือการโยนเงินทิ้ง ไหนจะพื้นที่บนชั้นหนังสือที่เสียไปฟรีๆ แถมหนังสือที่ spark joy จริงๆ ของเรายังโดนเบียดบังอีกต่างหาก

เป็นการสูญเสียแบบหลายเด้งเลยทีเดียว

เหมือนที่คุณลุงร้านหนังสือว่าไว้ อย่าซื้อหนังสือเพราะมันถูก แต่ซื้อเพราะว่ามันดี และเราพร้อมจะอ่านมันดีกว่า

ถ้าได้อ่าน เล่มละพันก็ไม่แพง

ถ้าไม่ได้อ่าน ต่อให้ได้มาฟรีๆ ก็แพงเกินไปแล้ว

—–

* 800 เล่มนี่คือหลังจากคัดแต่หนังสือที่ Spark Joy มาสองรอบแล้วนะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari)

—–

ขอบคุณคำชวนคิดจากหนังสือ head โดยนิ้วกลม

ขอบคุณความคิดเรื่องหนังสือที่เหลือในชีวิตจาก Wait But Why: Putting Time In Perspective – UPDATED 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com