เหตุผลที่เราเป็นทุกข์

20170116_suffer

เพราะเราสนใจแต่ตัวเองมากเกินไป

“The reason you are suffering is you’re focused on yourself.”
– Tony Robbins


คนที่ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดก็คือตัวเราเอง

ทำร้ายด้วยความคิดที่บั่นทอน

“ทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้” “ทำไมไม่เข้าใจเราบ้าง” “ทำไมปล่อยให้เราเหนื่อยอยู่คนเดียว” “ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกกับเราด้วย”

ทุกความคิดจะมีจุดเหมือนกันอยู่สองคำ

คือคำว่า “ทำไม” ซึ่งฟังเผินๆ เหมือนเราต้องการที่จะเข้าใจถึงที่มา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราแค่ต้องการโยนความผิดให้ใครซักคนเท่านั้น

และคำว่า “เรา” “เรา” และ “เรา” ลอยไปลอยมาเต็มไปหมด จึงไม่มีพื้นที่ให้สติหรืออารมณ์บวกสอดแทรกขึ้นมาได้เลย

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดฝรั่งอีกคำที่ว่า

“The best way to cheer yourself up is to cheer somebody else up.”
– Mark Twain

วิธีที่ดีและลัดสั้นที่สุดในการสร้างกำลังใจให้ตนเองคือการสร้างกำลังใจให้ผู้อื่น

เมื่อเราเบนความสนใจจากตัวกูของกูไปสู่การช่วยเหลือผู้คน เราก็เปิดทางให้แหล่งพลังงานบวกได้ทำงาน และพลังงานนั้นย่อมก่อประโยชน์ทั้งต่อคนอื่นและต่อตนเอง

เมื่อใดก็ตามที่จมจ่อมอยู่ในความทุกข์ระทม ขอเพียงเรามีสติพอที่จะเห็นว่าเหตุนั้นเกิดจากเราทำตัวเราเอง เราก็จะหาทางออกให้กับความทุกข์นั้นได้ด้วยการทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทรัพย์สินที่หรูหราที่สุด

20161228_luxurious

คือเวลาและความเงียบ

“Time and silence are the most luxurious things today.”

– Tom Ford


ทำไมเราถึงไม่มีเวลา?

จริงๆ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน

สำคัญคือเราเอาเวลาไปทำอะไรบ้าง

ถ้าได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ คนๆ นั้นน่าจะรู้สึกว่าตัวเองมีเวลา

เพราะที่เราบ่นๆ ว่า “ไม่มีเวลา” นั้น ก็เพราะเรากำลังรู้สึกผิดที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนแทบไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญและคิดจะทำมานานแล้ว

หนึ่งในวิธีแก้ ก็คือมานั่งคิดให้ดีๆ ว่าอะไรที่สำคัญกับเราจริงๆ แล้วจัดเวลาให้มัน เมื่อเอาเวลาไปใส่กับสิ่งนี้แล้ว เรื่องอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาก็จะหาช่องเวลาของมันได้เอง

ทำไมเราถึงไม่มีความเงียบ?

จริงๆ ความเงียบก็มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

เพียงแต่เราไม่เคยหยุดเพื่อจะฟังและอยู่กับความเงียบต่างหาก

ถ้าความเงียบเป็นช่องว่าง ก็เป็นเราเองนี่แหละที่ชอบหาอะไรมาถมช่องว่างจนเต็มทุกที

อยู่กับเพื่อนก็ต้องคุยกัน ความเงียบทางกายภาพจึงไม่มี

พออยู่กับคนไม่รู้จักหรืออยู่คนเดียวก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ความเงียบภายในหัวจึงไม่มีเช่นกัน

Time and silence are the most luxurious things today.

ในยุคที่เรามีความกินดีอยู่ดีกว่ายุคใด จึงเหมือนเป็นตลกร้ายที่เรากลับรู้สึกขาดแคลนสิ่งที่โลกมอบให้เรามาโดยตลอด

ทรัพย์สินอันหรูหราที่ชื่อว่าเวลาและความเงียบนี้ ยิ่งทำเท่าไหร่ยิ่งไม่มี

ต้องหยุดทำเท่านั้นจึงจะพอมีได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีวัดความมั่งคั่ง

20161112_wealth

Measure your wealth not by the things you have, but by the things you have for which you would not take any amount of money.

อย่าวัดความมั่งคั่งจากสิ่งที่เรามี แต่วัดจากสิ่งที่เราจะไม่ยอมยกให้ใครไม่ว่าเขาจะเอาเงินทองมากองเท่าไหร่ก็ตาม

-Anonymous

ความมั่งคั่งกับความร่ำรวยฟังเผินๆ แล้วอาจเหมือนกัน

แต่ผมว่าความมั่งคั่งนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า

แค่มีทรัพย์สินเยอะก็อาจพอจะเรียกว่าคนรวยได้แล้ว

แต่การที่จะเป็นคนที่มั่งคั่งได้ น่าจะต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความใจกว้าง สุขภาพที่ดี เวลา ครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ

ความร่ำรวย อาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการหาเงิน

ส่วนความมั่งคั่งนั้นอาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น

คนมั่งคั่งอาจมีเงินไม่เท่าคนร่ำรวย แต่เขาอาจมีเวลาให้ลูกให้ภรรยามากกว่า ได้เที่ยวได้ออกหาประสบการณ์มากกว่า ได้อ่านหนังสือมากกว่า ได้หัวเราะมากกว่า ได้ใช้ชีวิตมากกว่า

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตัวเราในตอนนี้ กำลังมุ่งไปเป็นคนแบบไหน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

กฎ 90 วินาที

20161105_90sec

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากฟัง Tony Robbins ให้สัมภาษณ์ใน Tim Ferriss Show ก็ได้ไอเดียดีๆ มาแชร์หลายเรื่องเลย

วันนี้มาแชร์ไอเดียที่สองนะครับ

ชื่อว่ากฎ 90 วินาที

กฎนี้โทนี่เพิ่งใช้มาได้ไม่นาน แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกว่าคนเรานั้น มีทางเลือกในการใช้ชีวิตอยู่สองแบบ

แบบแรกคืออยู่อย่างอมทุกข์ (state of suffering) ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อารมณ์ขุ่นมัว ตระหนี่ถี่เหนียว กังวลใจ โทษคนนั้นคนนี้

แบบที่สองคือดำเนินชีวิตด้วยความสำราญ (state of bliss) มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเมตตา มีสติ มีปัญญา พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

เป้าหมายของโทนี่ คือใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขสำราญให้มากที่สุด

นั่นคือที่มาของกฎ 90 วินาที

กฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ทำให้เราทุกข์หรือกังวลใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้เราดำดิ่งเกินกว่า 90 วินาที

จงใช้เวลาหนึ่งนาทีครึ่งนั้นทุกข์เสียให้พอ จากนั้นก็วางมันลง ถอยออกมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไป

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะมามัวทุกข์ใจอยู่ (Life is too short for suffering)

โดยคอนเซ็ปต์มันก็ดีทีเดียว แต่คำถามก็คือ มันจะทำได้จริงหรือ?

โทนี่ก็เลยสอนเทคนิคที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากเรื่องทุกข์ใจได้ในเวลาไม่นานนัก

เราสามารถทดลองได้เลย ด้วยการนึกถึงเรื่องที่เรากำลังกังวลใจ เช่นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หรือเรื่องที่รับปากไว้แล้วยังไม่มีเวลาได้ทำซักที

จากนั้น จงหลับตา เอามือสองข้างแนบลงกลางอก ให้รู้สึกได้ถึงหัวใจที่อยู่ข้างในนั้น

ให้รู้ว่าหัวใจของเรากำลังเต้นอยู่

หัวใจดวงนี้เราได้มาฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า (หรือธรรมชาติ) เป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์เพราะมันทำให้เรามีชีวิต

หัวใจดวงนี้เต้นถึงวันละ 100,000 ครั้ง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ลองหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการว่าอากาศที่เราสูดเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ นี้

จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกขอบคุณ (one thing you feel grateful for) อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้ แล้วลองเอาตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นมันดีอย่างไร

เมื่อนึกได้เรื่องหนึ่งแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สอง

เมื่อนึกเรื่องที่สองออกแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สาม

เมื่อทบทวนเรื่องที่สร้างความสุขให้เราครบสามเรื่อง ก็ให้นึกย้อนกลับไปถึงปัญหาที่ทำให้เรากังวล

แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ

โทนี่การันตีว่า ณ จุดๆ นี้ หัวใจจะมีคำตอบให้คุณ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพามันเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ด้วยการระลึกถึงกฎ 90 วินาที และหัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ จะช่วยให้เราหลุดจากหล่มความมืดมนได้ในเวลาอันไม่นานนัก

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

20161002_sunshine

“When you can’t find the sunshine, be the sunshine.”
– Unknown

“เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” เป็นชื่อหนังสือของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนึ่งในนักสัมภาษณ์ที่ผมชอบมากที่สุด

โดยปกติ อารมณ์ของคนเรามักจะถูกขับเคลื่อนจากสิ่งภายนอก

ถ้าวันนี้อากาศดี เจ้านายชม ทำงานเสร็จ ได้กินอาหารอร่อย เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ดีชะมัด

แต่ถ้าวันนี้ฝนตก รถติด ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ชีวิตก็จะดูมืดมนหม่นหมองในทันใด

เรารอรับความสว่างไสวที่มาจากแหล่งอื่นๆ เสียจนเคย จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเป็นดาวฤกษ์อยู่ในตัวเหมือนกัน

เรื่องราวภายนอกหม่นหมองเพียงใด เราอาจควบคุมไม่ได้

แต่เรื่องราวภายในที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง เราอาจจะพอควบคุมได้บ้าง

When you can’t find the sunshine, be the sunshine.

ในเมื่อพระอาทิตย์ไม่สาดส่อง ก็จงเป็นดวงอาทิตย์เองซะเลย

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

เพราะเราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเองครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่