สุขคือสอดคล้อง

20160816_happy

Happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony.

– Mahatma Gandhi

“ความสุข” เป็นคำที่กว้างขวาง

แต่ละคนคงนิยามความสุขไม่เหมือนกัน และแต่ละคนก็ใช้วิธีการเพื่อจะได้มาเพื่อความสุขไม่เหมือนกัน

ผมเปิดอ่าน a day BULLETIN เล่มล่าสุดแล้วเจอคำพูดประโยคนี้ของคานธี

ผมว่ามันคือนิยามความสุขที่ผมชอบที่สุดนิยามหนึ่ง และคงจะยึดถือเป็นสรณะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นั่นคือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด และพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิด

คนบางคนแม้จะมีหน้าที่การงานที่ดี มีเงินทองมากมาย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่มีความสุข อาจเป็นเพราะว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อหรือสิ่งที่เขารัก

หรือคนบางคนที่พูดมาเยอะแล้ว แต่ไม่ได้ลงมือทำซักที นั่นก็ย่อมนำพาความอึดอัดมาให้เขาเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่ความคิด คำพูด และการกระทำงสอดประสานกัน ความขัดแย้งภายในย่อมไม่เกิด

เมื่อไม่ขัดแย้งก็ไม่มีปม เมื่อไม่มีปมก็ผ่อนคลายเบาสบาย

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้มีความสุขอยู่รึเปล่า

ถ้าไม่ค่อยสุขเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ว่า ความคิด คำพูด และการกระทำของเราอาจไม่ลงรอยกันอยู่ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงเป็นคนดี แต่…

20160811_good

อย่าไปเสียเวลาพิสูจน์ให้ใครเห็นว่าเราเป็นคนดี

Be a good person but don’t waste time to prove it.

– Anonymous


การพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนดีให้คนอื่นเห็นนั้น เป็นเรื่องไม่จำเป็น

เพราะคนที่ใกล้ชิดเราย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าเราเป็นคนยังไง

ส่วนคนที่อยู่ไกลเราออกไป ถ้าเขาเลือกที่จะไม่เชื่อซะอย่าง เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

และถึงเขาจะเชื่อว่าเราเป็นคนดีหรือไม่ มันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา

Validation หรือการยอมรับจากคนรอบข้างเป็นความต้องการพื้นฐานของเราทุกคน

(ปุ่มไลค์ของเฟซบุ๊คจึงขายดิบขายดี)

แต่ในขณะเดียวกัน ความต้องการการยอมรับจากคนอื่น (need for validation) มันก็ล่ามโซ่ให้เราไม่เป็นอิสระอีกด้วย เพราะเราเอาความสุขความสำเร็จของเราไปแขวนอยู่กับคำตัดสินของใครก็ไม่รู้

และโดยเนื้อแท้แล้ว ความต้องการนี้ก็คือการขอให้โลกมาช่วยยืนยันความมีตัวตนของเรา

เป็นการหลอกล่อของกิเลสที่จะทำให้เรายึดมั่นในตัวกูของกูมากขึ้น

ดังนั้น การทำดีเป็นเรื่องดีในตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องขอคะแนนจากใคร

“ดีเพื่อที่จะดี” ไม่ใช่ “ดีเพื่อจะได้เป็นที่รัก”

เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ถึงหีบห่อจะไม่สวยงาม

20160801_gift

แต่ข้างในก็ยังเป็นของขวัญอยู่ดี

ทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราสามารถมองว่าเป็นของขวัญได้ทั้งหมด

การมองเรื่องดีๆ ให้เป็นของขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เราจะมองเรื่องแย่ๆ ให้เป็นของขวัญได้อย่างไร?

สิ่งแรกที่เราควรทำ คือโยนกล่องและกระดาษห่อทิ้งออกไป

เรื่องราวแย่ๆ ก็เหมือนหีบห่อที่บูดเบี้ยวไม่ชวนมอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่บึ้งตึง คำพูดที่ไม่เข้าหู หรือการกระทำที่ไม่เข้าตา

แต่ถ้าเราสามารถมองทะลุหีบห่อลงไปได้ จะพบว่าข้างในนั้นคือของขวัญที่เราอาจใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างที่ 1:
หีบห่อ: เขาดูถูกเรา ชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถางเราเสมอ
ของขวัญ: เขากำลังประเมินเราต่ำไป ถ้าแข่งกันเรามีสิทธิ์สูงมากที่จะชนะเพราะว่าเขาประมาท

ตัวอย่างที่ 2:
หีบห่อ: เพื่อนร่วมงานไม่ขยัน ทำงานตัวเองไม่ค่อยเสร็จตามที่รับปากไว้
ของขวัญ: เวลาที่เราทำงานเสร็จและทำงานดี เราจะโดดเด่นขึ้นมาทันที

ตัวอย่างที่ 3:
หีบห่อ: เขาไม่มั่นใจในความสามารถของเราเพราะว่าเราประสบการณ์ไม่พอหรือเรียนมาไม่ตรงสาย
ของขวัญ: เมื่อความคาดหวังต่ำ การทำให้ได้ตามความคาดหวังหรือเกินคาดหวังก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น

จากนี้ไป ขอให้จำไว้ว่า ทุกๆ เรื่องที่คนรอบข้างหรือโชคชะตาหยิบยื่นให้นั้นอาจมีของดีอยู่ข้างใน

เราอาจจะตกใจกับหีบห่อที่หน้าตาไม่สวยงาม

แต่ถ้าเราไม่เดินหนีหรือโยนมันทิ้งไปเสียก่อน

ลองแกะออกมา แล้วพิจารณาดูดีๆ ว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร”

แล้วทุกเรื่องในชีวิตจะกลายเป็นของขวัญครับ


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ The Obstacle is The Way by Ryan Holiday

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขเพราะเข้าใจ

20160730_happy

Q: ก่อนหน้านี้เราได้ดู TED Talk ในตอนที่เกี่ยวกับพระโดยเฉพาะ ซึ่งมีคนรวบรวมไว้ทั้งหมด 10 กว่าตอนที่ว่าด้วยเรื่องของ Buddhism Lifestyle เราพบว่ามีถึง 6 ใน 10 รูปที่มักจะพูดเรื่องความสุข เลยอยากถามว่าความสุขสำคัญอย่างไร ทำไมต้องหยิบเรื่องนี้มาพูด

A: เพราะมนุษย์ทุกข์ไงครับ แล้วความสุขเชิงพุทธนี่ ถ้าดูดีๆ พระพุทธเจ้าพูดถึงคำว่าพ้นทุกข์ ไม่ได้พูดถึงคำว่าสุข แต่ทีนี้พอพ้นจากทุกข์แล้ว บางทีเราก็เรียกง่ายๆ ว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงคือ ทำยังไงให้ไม่ทุกข์มากกว่า ความสุขของคนพุทธก็คือความไม่ทุกข์ มีก็ไม่ทุกข์ ไม่มีก็ไม่ทุกข์ ความไม่ทุกข์คือความเข้าใจว่าชีวิตมันเป็นอย่างนั้นเองเท่านั้นแหละ แต่สังเกตดูดีๆ คนเป็นพระจะไม่ได้สุขแบบตื่นเต้นเร้าใจ ชาวพุทธไม่สุขแบบนั้น ส่วนเรื่องคำว่าความสุข หลวงพี่คิดว่าเพราะคนมักจะใช้คำตรงกันข้าม พอไม่ทุกข์ก็เลยกลายเป็นสุข แต่สุขของโลกคือสุขแบบดี๊ด๊า ซึ่งเป็นคนละความหมายกับสุขแบบพุทธที่ไม่ได้หมายถึงสุขแบบได้ดั่งใจ แต่เป็นสุขจากความเข้าใจ เพราะการได้ดั่งใจไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราเคารพเหตุผลมากกว่า ดังนั้นถ้าหลวงพี่ไม่อ่านหนังสือก็จะสอบไม่ได้ หลวงพี่ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพราะหลวงพี่ไม่ได้อ่านไง

– พระจิตร์ ตัณฑเสถียร
a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชธาตรี


คนเราน่าจะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือคนที่วิ่งเข้าหาความสุข

สุขในแบบ “ดี๊ด๊า” ตามที่พระจิตร์ท่านว่าไว้

แต่กว่าจะมีความสุขสไตล์นี้ได้ก็อาจต้องผ่านหลายขั้นตอนเหมือนกัน

ต้องทำงาน เพื่อจะได้มีเงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่ทำให้เราสุขแบบดี๊ด๊า

นอกจากมีเงินซื้อของแล้ว ก็อยากมีเงินเหลือด้วย เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินหรือเจ็บป่วย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะทุกข์แบบตรอมตรม

เมื่ออยากมีเงินทั้งสำหรับซื้อความสุขดีด๊าในปัจจุบันและป้องกันความทุกข์ตรอมตรมในอนาคต พวกเราส่วนใหญ่ก็เลยต้องเหนื่อยหน่อย

ในขณะที่คนกลุ่มที่สอง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า กำลังแสวงหาความสุขอีกแบบนึง

สุขแบบจืดๆ ไม่หวือหวา

สุขเพียงเพราะว่าไม่ทุกข์

“ข้อเสีย” ของความสุขแบบนี้ก็คือมันอาจจะทำให้ชีวิตไม่มีรสชาติ

แต่ข้อดีก็คือมันเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นทางผ่าน

แถมเป็นสุขได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

รุ่งเรืองก็ไม่ดี๊ด๊า ตกยากก็ไม่ตรอมตรม

เพราะคนที่สุขแบบนี้ได้ เขาไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

แต่สุขได้เพราะว่าเข้าใจ ซึ่งเป็นโลกภายในที่ควบคุมได้ง่ายกว่า

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เข้าใจ

เข้าใจทั้งโลก เข้าใจทั้งตัวเอง

พอเข้าใจก็ไม่ทุกข์

พอไม่ทุกข์ก็เป็นสุข

ผมว่าผู้อ่าน Anontawong’s Musings เกือบทั้งหมดก็เป็นสมาชิกของทั้งสองกลุ่มนั่นแหละ

คือยังอยากสุขแบบดี๊ด๊าอยู่ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะเรียนรู้วิธีการมีความสุขแบบจืดๆ แต่ยั่งยืนกว่า

คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วครับว่า จะบาลานซ์ความสุขสองอย่างนี้ยังไงให้ตรงจริตเรามากที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่วุ่นก็ว่าง

20160702_void2

ถาม: แล้วต้องทำอย่างไร เพื่อให้ว่างที่ใจ ในสถานการณ์ที่คุณไม่ว่าง
ตอบ: ในขณะที่ข้างนอกมันวุ่นวาย จะทำยังไงให้ใจมันว่าง ก็อย่าไปวุ่นกับมันสิ ลองไม่ไปวุ่นกับความวุ่นดูสิ สมมติว่ามีอะไรวุ่นอยู่ ส่วนใหญ่เราก็จะไปวุ่นกับมันเพื่อให้มันว่าง มันจะได้จบไป เรื่องนี้จะได้เสร็จ จะได้ไม่ต้องวุ่น จะได้ว่าง แต่เรามักจะลืมไปว่า ทันทีที่เราเข้าไปวุ่นนั้น เราไปเพิ่มความวุ่นอีกหนึ่งหน่วยทันที ส่วนใหญ่ก็ไม่ว่าง ปัญหานั้นก็ไม่ถูกแก้ ก็จะวุ่นต่อไปๆ เป็นวงจรไปเรื่อยๆ โอเค วงจรนี้คลี่คลาย แต่ขณะเดียวกันเราก็สร้างวงจรใหม่โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เกิดความวุ่น เราอย่าาไปวุ่นกับมัน ลองสังเกตตัวเองดูก่อนว่าเราอยากไปวุ่นกับมันรึเปล่า ถ้ามีความไปวุ่นกับมันให้อยู่นิ่งๆ ก่อน ให้ความอยากไปวุ่นมันหายไปก่อน มันมาเอง เดี๋ยวมันก็ไปเอง เมื่อความอยากไปวุ่นมันหายไป ตรงนั้นสมมติเรียกว่าว่างก็ได้ พอเราไม่วุ่นก็ว่าง แล้วสิ่งดีงามจะเกิดขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น ทางออกจะเกิดขึ้น เราจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

– ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
a day BULLETIN issue 371 31 Aug – 6 Sep 2015
เรือง ประพัฒน์ สกุณา, วสิตา กิจปรีชา
ภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


พอพูดถึงคำว่า “ความว่าง” คุณคิดถึงอะไรบ้าง?

สำหรับผม ผมคิดถึงความว่างในสามลักษณะ

ความว่างทางกายภาพ

ความว่างทางเวลา

และความว่างทางจิตใจ

ซึ่งเราเหมือนจะมีสามความว่างนี้น้อยลงทุกที

ความว่างทางกายภาพเราน้อยลง เพราะว่าเรามีความเป็นคนเมืองมากขึ้น อยู่ที่ทำงานก็เจอแต่โต๊ะทำงานตั้งเรียงกันเป็นแถว อยู่บนรถไฟฟ้าก็มีแต่คนยืนเบียดเสียด กลับมาถึงห้องที่คอนโดก็แทบไม่มีความว่างให้เห็นอีกเช่นกัน

ความว่างทางเวลาของเราก็น้อยลง ทั้งๆ ที่เราก็มีเทคโนโลยีให้ประหยัดเวลามากกว่าแต่ก่อนตั้งมากมาย เรามีอีเมล์ที่เร็วกว่าจดหมาย เรามีเตาไมโครเวฟซึ่งเร็วกว่าเตาถ่าน เรามีเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานได้เอง แต่ทำไมเราก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยมีเวลาว่างอยู่ดี?

หรือเป็นเพราะว่าเราขาดความว่างทางจิตใจ? มีจังหวะเมื่อไหร่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูเพื่อจะส่องเฟซ อ่านข่าว ตอบไลน์ เล่นเกมส์ ดูซีรี่ส์ ข้างในของเราก็เลยเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความบันเทิงจนไม่เหลือพื้นที่ว่างเลย

เราเน้นประสิทธิภาพและการกอบโกยเกินไปรึเปล่า?

ต้องทำให้เร็วขึ้น ต้องมีให้มากขึ้น ต้องแสวงหาตลอดเวลา

จนบางทีเราก็ลืมถามว่า จะรีบไปไหน มีเยอะเท่าไหร่ถึงจะพอ และเรากำลังแสวงหาอะไรกันแน่

ผมเชื่อว่าที่เรากำลังรีบๆ วุ่นๆ จนไม่ว่างอยู่นี้ ก็เพราะว่าเราอยากมีความสุข

ความคุ้นชินของจิตเราก็คือ ยิ่งได้เสพยิ่งมีความสุข ยิ่งได้สำเร็จยิ่งมีความสุข

แต่มันก็ยังมีความสุขอีกแบบหนึ่ง

สุขจากการที่ไม่ได้มาจากการเสพ หรือความสำเร็จใดๆ

สุขจากการที่นั่งอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ความว่างเข้าครอบครองกายและใจ

“พอเราไม่วุ่นก็ว่าง แล้วสิ่งดีงามจะเกิดขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น ทางออกจะเกิดขึ้น”

ใช่ บางทีเราก็วุ่นจนไม่มีเวลามาไตร่ตรองว่าเรากำลังวุ่นไปเพื่ออะไร

ลองหยุดทำ กลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วหัดนั่งเฉยๆ ดูบ้าง

แล้วความว่างนั้นอาจนำสิ่งดีงามมาให้นะครับ


ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN issue 371 31 Aug – 6 Sep 2015

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่