จะทำเพื่อตัวเราในปัจจุบันหรือจะทำเพื่อตัวเราในอนาคต

20200517

หลายคนคงเคยได้ยินการทดลอง The Marshmallow Test ที่ทำโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 1972

วิธีการนั้นก็ช่าง “โหดร้าย” คือการจับเด็กมานั่งอยู่กับขนมมาร์ชเมลโล่ว (เนื้อหยุ่นๆ สอดไส้ช็อคโกแล็ต) และบอกเด็กว่า จะเลือกกินตอนนี้เลยก็ได้หนึ่งชิ้น หรือจะรอ 15 นาทีเพื่อจะได้กินสองชิ้น แล้วปล่อยให้เด็กนั่งตามลำพัง

บางคนก็รอไม่ไหว ซัด 1 ชิ้นก่อนเลย ส่วนบางคนก็รอไหว แม้จะทุรนทุรายแต่ก็ห้ามใจได้ครบ 15 นาทีและได้กินมาร์ชเมลโล่วสองชิ้นแทน

เด็กที่เข้าร่วมทดลองมี 32 คนเป็นชายและหญิงอย่างละครึ่ง จากนั้นสแตนฟอร์ดก็ตามติดชีวิตเด็กทุกคนจนเรียนจบและโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งพบว่า เด็กที่หักห้ามใจไม่กินมาร์ชเมลโล่วนั้นมักจะสอบได้คะแนนสอบสูงกว่า สุขภาพดีกว่า รายได้ดีกว่า

การทดลองนี้สนับสนุนเรื่อง ‘delayed gratification’ หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นเอง ใครที่มีความอดทนพอที่จะไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลส ก็จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดี ซึ่งต่างจากคนที่ชอบ instant gratification ที่พออยากได้แล้วต้องได้ทันที

—–

คำถามหนึ่งที่ James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits ชวนให้เราถามตัวเองก็คือ

“Am I doing this for Present Me or Future Me?”

เรากำลังทำเพื่อตัวเราตอนนี้หรือกำลังทำเพื่อตัวเราในอนาคต?

เทคโนโลยีในปัจจุบันมันช่างเอื้อให้เราทำเพื่อตัวเองในตอนนี้ได้อย่างง่ายดาย อยากคุยกับใครก็คุยได้ทันที อยากดูอะไรก็ดูได้ทันที อยากกินอะไรก็สั่งได้ทันที

ช่องว่างระหว่าง “ความกระหาย” และ “การกระทำเพื่อดับกระหายนั้น” แคบลงทุกวัน

คนเราจึงมีโอกาสที่จะติดนิสัย instant gratification จนขาดทักษะอดเปรี้ยวไว้กินหวานไปโดยปริยาย

แต่อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั้นดีเสมอไปจริงรึเปล่า?

เพราะหลายคนก็สุดโต่งไปอีกด้านหนึ่ง ทำงานหนัก เก็บเงิน ไม่ยอมไปเที่ยว เพราะต้องการ “สร้างอนาคต” ที่ดีในวันข้างหน้า

แต่อนาคตที่ดีในวันข้างหน้านั้นอยู่ตรงไหนในโลกที่เต็มไปด้วย Black Swans และ disruptions?

หากเราเอาแต่ฝากความสุขไว้กับอนาคตจนไม่มีโอกาสสัมผัสความสุขในวันนี้ มันจะเป็นการลงทุนที่เสี่ยงเกินไปหน่อยรึเปล่า

ผมจึงคิดว่าศิลปะในการดำรงชีวิตคือการหาสมดุลระหว่างการทำอะไรเพื่อตัวเองตอนนี้ และการทำอะไรเพื่อตัวเองอนาคต มันคือ equilibrium ของ instant gratification กับ delayed gratification

ถ้าเราหามันเจอ เราก็จะมีความสุขกับปัจจุบันได้โดยไม่ทิ้งโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดีครับ

—-

หากอยากเล่น Facebook ให้น้อยลง สามารถติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE ได้นะครับ https://lin.ee/2VZMu59

Anontawong’s Musings Talk ครั้งที่ 1 ที่ประกาศไปเมื่อวานนี้ มีคนสมัครเต็มแล้ว ขอบคุณมากๆ ครับ เดี๋ยวถ้าทำแล้วดีจะมีรอบสองเร็วๆ นี้ครับผม

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดี

20200513c

บริษัท Wongnai ที่ผมทำงานอยู่เคยเชิญพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล มาบอกเล่าประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

นอกจากผมจะประทับใจในวิธีคิดวิธีทำงานของพี่ทั้งสองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ “หุ่น” ของพี่ๆ แม้วัยจะขึ้นเลข 5 แล้วยังดูสมาร์ทอยู่เลย

และกิจกรรมที่พี่สองคนนี้ทำเหมือนกันก็คือการวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลแล้ว ส่วนพี่เก้งก็เคยจบมาราธอนมาแล้ว

—-

เมื่อวานนี้ผมได้อ่านโพสต์ของเพจวิ่งไหนดีที่เล่าเรื่องราวของคุณกริช พ่อลูกอ่อนที่ลดน้ำหนักจาก 140 กิโลเหลือเพียง 78 กิโลภายในปีครึ่ง

“ช่วงเช้าผมจะวิ่งโซน 2 ประมาณ 1 ชม. หรือวิ่ง 10 กม. เย็นเล่นเวท 1-2 ชม. แบ่งเป็น 3 วัน วันละส่วน
– อก-หลังแขน-ท้อง
– แขนหน้า-ไหล่
– ขา-หลัง-ท้อง

จะออกแบบนี้ 3 วัน พัก 1 วัน วนไปเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนการกิน งดทอด มัน หวาน เน้นโปรตีนเน้นผัก ทานแบบIF 16/8 ก็หาศึกษาตามอินเทอร์เน็ตและนำมาปรับให้เข้ากับตัวเราที่สุดครับ”

ผมอ่านไปก็คิดไปว่า ถ้าทำได้อย่างคุณกริช ยังไงๆ น้ำหนักก็ต้องลดป่ะ

ถ้าเราทำเรื่องบางเรื่องเป็นประจำและสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ปลายทางย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดีขึ้น

ถ้าอ่านหนังสือดีๆ เป็นประจำ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะลุ่มลึกขึ้น

ถ้าเขียนบทความทุกวัน ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเขียนเก่งขึ้น

ถ้าทำงานเกินความสามารถบ่อยๆ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเราจะเทพกว่าคนอื่น

อะไรหลายอย่างที่เราอยากได้หรืออยากมี บางทีก็ตรงไปตรงมากว่าที่คิด

ลองมาทำบางเป้าหมายให้กลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้กันดูนะครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

สิ่งที่คนอื่นรู้ เราไม่ต้องรู้ก็ได้

20200215

“Much of what other people know isn’t worth knowing.”
-Nassim Nicholas Taleb, Antifragile

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เราจึงอยากรู้โน่นอยากรู้นี่ไปหมด เห็นเพื่อนเมาธ์เรื่องดาราก็ขอไปล้อมวงด้วย เห็นเพื่อนคุยกันเรื่องซีรีส์เราก็เลยต้องตามไปดู เห็นคุยกันเรื่องแฮชแท็กในทวิตเตอร์ก็อยากเข้าใจกับเขาบ้าง

เพื่อนรู้อะไรเราก็อยากรู้ด้วยนั้นน่าจะเป็นกลไกเพื่อความอยู่รอดของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เพราะมันเป็นการสร้างความสัมพันธ์และสายใยภายในกลุ่ม (in-group bonding) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในเวลาที่ชีวิตเราต้องเผชิญความเสี่ยงกับการเข้าป่าล่าสัตว์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะเราต้องมีคนช่วย “ระวังหลัง” ให้ตลอดเวลา

มายุคสมัยนี้ ความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของการใช้ชีวิตแต่ละวันหมดไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีคนระวังหลังให้ตลอดเวลา แต่ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านของเรานั้นก็ยังติดตัวเรามาอยู่

ยิ่งมีอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลเน็ตเวิร์ค เรายิ่งสามารถรู้เรื่องชาวบ้านได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ติดแต่เพียงว่าเวลาคนเรามีจำกัดเท่านั้นเอง

“Much of what other people know isn’t worth knowing.”

สิ่งที่คนอื่นรู้ เราไม่ต้องรู้ก็ได้

ในทางกลับกัน สิ่งที่เรารู้ คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้

เราจึงไม่จำเป็นต้องประกาศว่าเราไปเที่ยวที่ไหน กำลังกินอะไร ชีวิตของเราดีเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องรู้

(บางคนอาจจะบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งเส้นแบ่งระหว่าง “การอวด” กับ “การเก็บความทรงจำ” นั้นก็น่าสนใจไม่น้อย คงต้องเก็บไว้ถกในโอกาสถัดไป)

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่า สิ่งที่คนอื่นรู้เราไม่ต้องรู้ก็ได้ และสิ่งที่เรารู้คนอื่นไม่ต้องรู้ก็ได้ และตัดสินใจที่จะใช้เวลากับสองสิ่งนี้ให้น้อยลง

เราก็อาจจะได้เวลากลับคืนมาไม่น้อย และนำมันไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ที่มีคุณค่าและความหมายได้มากกว่านี้ครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อุปสรรคของคนยุคใหม่คือการรุกรานของ AI

20200507

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปดูการแข่งขันระหว่าง Manchester United รุ่น 1999 Reunion กับทีม Bayern Munich รุ่นเก๋า ฉลองครบรอบ 20 ปีสามแชมป์ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 เพื่อระดมทุนให้กับ Manchester United Foundation

หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดในสนามคือ David Beckham ในวัย 44 ปี ที่ยังเปิดบอลแม่นราวจับวาง จนแฟนแมนยูหลายๆ คนรวมทั้งผมอดเปรียบเทียบกับกองกลางยุคปัจจุบันของแมนยูไม่ได้

ตอนท้ายเกมเบ็คแฮมยังเลี้ยงหลบกองหลังและยิงประตูเข้าอีกด้วย เจ้าตัวดีใจสุดๆ ดังภาพที่เห็น

ผมอ่านเจอในคอมเมนท์สักที่ว่า “Passion ในเกมกระชับมิตรของเบ็คแฮมยังเข้มข้นว่า passion ตอนแข่งขันจริงของนักเตะแมนยูชุดปัจจุบันที่เอาแต่เล่นอินสตาแกรม”

—–

ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อุปสรรคอย่างหนึ่งที่คนรุ่นพวกผมไม่มีคือโซเชียลมีเดีย

ความพลุ่งพล่าน ความดุดัน ความอัดอั้น จึงถูกระบายผ่านการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็น physical

นักเตะยุค Class of 92 อย่างเบ็คแฮม กิ๊กส์ สโคลส์ เนวิลล์ บัตต์ ก็เติบโตในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาจึงมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

อาจจะมีเบ็คแฮมที่หลังจากแต่งงานกับวิคตอเรียที่มีเรื่องชื่อเสียงและชีวิตดารามาเกี่ยวบ้าง แต่มันก็ยังเป็นสื่อแบบเก่า เหตุเกิดวันนี้ เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์วันรุ่งขึ้น ไม่ได้มี Twitter หรือ Facebook Live ให้เป็นข่าวแบบ real-time อย่างทุกวันนี้

ตัวผมเองไปโตที่นิวซีแลนด์ สิ่งล่อตาล่อใจน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย รายการทีวีรายการเดียวที่ติดตามดูคือซิทคอมเรื่อง Friends เวลานอกเหนือไปจากนั้นก็คือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เล่นกีตาร์ เตะบอล อ่านหนังสือตามเรื่องตามราว เวลาที่เสียไปกับการกังวลว่าจะมีใครมากดไลค์รูปของเราหรือไม่เท่ากับศูนย์เพราะตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค

เด็กที่โตมาในยุคสมัยนี้จึงทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคดีที่ทุกอย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก อยากจะทำรายงานทีก็เข้ากูเกิ้ล (สมัยผมต้องไปค้นที่ห้องสมุด) อยากมีรายได้ก็เป็น Youtuber (สมัยผมต้องรับจ้างส่งนมสด-แบกฟืน) อยากจีบสาวก็ทัก LINE (สมัยผมต้องโทรไปที่บ้านเขา ต้องลุ้นอีกว่าใครจะรับสาย)

ส่วนโชคร้ายก็คือ เมื่อ Facebook, Youtube, Instagram, Netflix, Tiktok และอะไรต่อมิอะไรล้วนใช้ AI และ Algorithm มาดึงเวลาและดึงความสนใจของเราไป พลังงานที่เราจะเหลือให้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าในระยะยาวย่อมลดน้อยลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อความสนใจของเราถูกซอยถูกหั่นจนบางนิดเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะรู้สึกว่านักเตะยุคนี้มี passion ไม่เท่ากับนักเตะยุคก่อน

AI จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องนับว่ามันจะมาแย่งงานเราทำ แค่มันรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้เราหลงอยู่ในเขาวงกตมหึมาที่ยากจะหาทางออกครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

สร้างชีวิตที่ไม่ต้องหนีไปไหน

20200505

เพราะแต่ก่อนเรามีที่ให้หนีมากมาย

อกหักก็หนีไปกินเหล้า

เซ็งๆ ก็หนีไปช็อปปิ้ง

ทำงานเหนื่อย มีเงินเก็บ ก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ

ช่วงนี้ไม่มีที่ให้หนีแล้ว มีเงินก็เที่ยวไม่ได้ รถแพงแค่ไหนก็ต้องจอดอยู่บ้าน

จริงๆ สิ่งที่เราหนีอาจไม่ใช่ความรัก ความเซ็ง ความเหนื่อยก็ได้

สิ่งที่เราหนี คือการอยู่กับตัวเอง

ดังนั้น อาจต้องฝึกให้ชอบกับการอยู่กับตัวเองเสียก่อน เมื่ออยู่กับตัวเองก็อยู่กับบ้านได้ แล้วค่อยขยับมาเรื่องงานและมิติอื่นๆ ของชีวิต

จะได้สร้างชีวิตที่เราไม่รู้สึกว่าต้องหนีไปไหนครับ