อย่าถามช่างตัดผมว่าเราควรตัดผมดีมั้ย

20200405

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมสั่งซื้อทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ วันถัดมาทีวีก็มาส่งถึงที่บ้านอย่างรวดเร็ว

ผมตั้งใจจะวางจอทีวีไว้บนตู้ในห้องนั่งเล่นที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ พอช่างมาเห็นก็ถามว่า ไม่ติดผนังเหรอครับ ติดผนังสวยกว่านะ ผมตอบไปว่าไม่ล่ะครับ ไม่อยากให้กำแพงเป็นรอย

ผู้หญิงที่มาพร้อมกับช่างช่วยเซ็ตอัพทีวีและต่อกับเครื่องเล่น DVD และเครื่องเกมให้ เขาถามผมว่ามีสาย HDMI รึเปล่า ถ้าไม่มีเขามีขายนะ ผมวิ่งขึ้นไปบนบ้าน หาสาย HDMI มาให้ได้ เขาบอกว่าอันนี้เป็นสายรุ่นเก่า ภาพที่ออกมาจะไม่คมชัดเท่าสายรุ่นใหม่ ผมเลยบอกว่างั้นก็ขอลองดูก่อนแล้วกัน

ซึ่งพอลองเล่นกับเครื่องเกมดูก็เห็นว่าภาพมันดีเลย์หน่อยนึงจริงๆ แล้วพอเอาสาย HDMI รุ่นใหม่ที่เขามีลองเสียบดู ภาพก็คมชัดขึ้นจริง ผมเลยตัดสินใจซื้อสาย HDMI เส้นใหม่ราคาเกือบพันบาท

สักพักช่างคนเดิมก็เปรยอีกครั้งว่า ไม่ติดทีวีบนผนังจริงๆ เหรอ ลูกค้าที่เขาเอาทีวีไปส่งส่วนใหญ่จะติดผนังนะ ผมก็ย้ำไปอีกว่าไม่เอาครับ ติดผนังแล้วเวลาต้องเสียบสายอะไรใหม่ๆ มันลำบาก ช่างก็บอกว่าช่องเสียบมันอยู่ด้านข้างนะครับ ผมก็ตอบว่ารู้แล้ว แต่มันก็เอามือสอดเข้าไปลำบากอยู่ดี ทีวีทั้งสองเครื่องที่ชั้นสองผมก็ติดผนังทั้งคู่ เลยไม่อยากติดผนังแล้ว ช่างก็เลยหยุดคะยั้นคะยอ

ทั้งช่างและผู้หญิงที่มาด้วยกันเป็น outsource ของเว็บขายของออนไลน์ มีหน้าที่ไปรับของที่โกดังแล้วเอามาส่งตามบ้านลูกค้า ผมเลยเดาว่า หากมีโอกาสที่จะ upsell หรือขายอะไรเพิ่มได้ ก็น่าจะเป็นรายได้เสริมให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็นสาย HDMI หรือขาแขวนทีวี

นั่นคือเหตุผลที่เขาเชียร์ให้ผมติดทีวีที่ฝาผนัง ทั้งๆ ที่ตอนสั่งซื้อทีวีผมไม่ได้สั่งซื้อขาแขวนทีวีซักหน่อย

เวลาเราเจอคนที่แนะนำให้เราทำหรือไม่ทำอะไร อย่าลืมมองให้ออกด้วยว่า อะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนคำแนะนำนั้น

ถ้าเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราก็ย่อมให้น้ำหนักกับคำแนะนั้นได้มากหน่อย แต่ถ้าเขามีอะไรที่จะได้จากการที่เรา say yes เราก็อาจจะต้องหนักแน่นและคิดให้มากหน่อยเช่นกัน

“Don’t ask the barber whether you need a haircut.”
-Warrent Buffett

ถ้าถามช่างตัดผมว่าเราควรตัดผมดีมั้ย เขาจะตอบว่าอะไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจใช่มั้ยครับ

—–

สัปดาห์นี้เมืองไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์แล้ว ผมเองก็ว่าจะไปตัดผมอยู่เหมือนกันครับ (ช่างไม่ได้บอก) ขอฝากทุกคนว่าอย่าลืมใส่หน้ากาก ทำ social distancing และล้างมือบ่อยๆ นะครับ พอ Work from home แล้วผมทำสามสิ่งนี้น้อยลงไปเยอะเลย

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เป้าหมายไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา

20200503

สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คือไลฟ์สไตล์

เพราะถ้าไลฟ์สไตล์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็ไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้

และถ้าถึงเป้าหมายแล้วไม่รักษาไลฟ์สไตล์เอาไว้ เราก็จะกลับเข้าสู่วงจรเก่าหรือที่เราเรียกกันว่าโยโย่

เป้าหมายที่จะลดน้ำหนัก 5 กิโล จึงไม่สำคัญเท่าการกินข้าววันละ 2 มื้อ

เป้าหมายที่จะมีเงินล้าน จึงไม่สำคัญเท่านิสัยใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้

เป้าหมายที่จะไปมาราธอน จึงไม่สำคัญเท่าการวิ่งสัปดาห์ละสามครั้ง

“Goals don’t change your life. Lifestyles do.”
-James Clear

เป้าหมายมีวันหมดอายุ แต่ไลฟ์สไตล์อยู่กับเราไปได้ทั้งชีวิตครับ

ถ้าตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร ก็ทำไปเถอะ

20200429b

เพราะหลายครั้งความกลัวก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

พอกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราก็มักเลือกที่จะไม่ไปต่อ เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เลือกที่จะประวิงเวลา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ส่วนเพื่อนซี้ของคำว่ากลัวก็คือคำว่า “เกรงใจ” เกรงใจหัวหน้า เกรงใจลูกน้อง เกรงใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ถ้าใครจะขอเรื่องเดียวกันนี้กับเรา เรากลับไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องมาเกรงใจเลย

ที่เราบอกว่าเกรงใจๆ นั้นจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไงต่างหาก

ถ้าจับตัวได้ว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนเรื่องอะไรบางอย่าง ด้วยเหตุผล “กลัวแต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร” หรือ “เกรงใจแต่ไม่รู้จะเกรงใจไปทำไม” ลองใช้มันเป็นป้ายบอกทางให้เราลงมือนะครับ

ลงมือด้วยการยกหูโทรไปคุย ลงมือด้วยการเอ่ยปากถาม ลงมือด้วยการเดินหน้า

เลิกกลัวและเลิกเกรงใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตจะได้ไปต่อได้ครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อเข้าใกล้จะรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

20200427

ใครที่เคยอาบน้ำในอ่างจาคุซซี่ หรือในใช้บริการสระว่ายน้ำในโรงแรมหรูๆ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำพุใต้น้ำ” ที่วิ่งมาชนหลังและน่องของเราเพื่อ “นวด” ให้เราผ่อนคลาย

น้ำพุเหล่านี้เหมือนจะมีแรงดันมหาศาล ขนาดเราอยู่ไกลหลายฟุตยังรู้สึกถึงมันได้

แต่ถ้าลองเอามือเข้าไปใกล้ๆ ก๊อกที่ปล่อยน้ำออกมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แรงอย่างที่คิด เราสามารถเอานิ้วไปปิดรูปล่อยน้ำได้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการรู้สึกไปเองหรือเป็นกระบวนการทำงานทางฟิสิกส์ ที่ทำให้แรงดันน้อยๆ จากก๊อก กลายเป็นแรงดันที่ทรงพลังเมื่ออยู่ห่างออกมา

—-

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek และนักจัดพอดคาสต์อันดับต้นๆ ของโลก เคยเล่าว่า ทุกๆ ปี เขาจะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้านเป็นเวลาหลายวัน ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น กินอาหารกระป๋อง เพื่อจะได้ลิ้มรสว่า “จุดต่ำสุดของชีวิต” เป็นอย่างไร

แล้วทิมก็พบว่ายังอยู่ได้ ยังไม่ตาย ดังนั้น “ความล้มเหลว” ใดๆ ที่เขากลัวมาทั้งชีวิต กลัวว่าจะทำธุรกิจแล้วล้มละลาย กลัวจะไม่ดัง กลัวจะเสียชื่อเสียง อย่างเลวร้ายที่สุดมันก็คงไม่ได้ต่างจากชีวิตคนไร้บ้านที่เขาได้ลิ้มลองแล้วเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกลัวเรื่องความล้มเหลวแล้ว

—-

จินตนาการของมนุษย์นั้นมักจะเกินเลยความจริงไปเสมอ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

คนที่เราคิดว่าเลวร้ายนัก เมื่อได้คุยกันจริงๆ อาจไม่ได้ร้ายขนาดนั้น

คนที่เป็นไอดอลของเรา เป็นยอดมนุษย์ที่เราไม่อาจเทียบได้ พอได้คุยกันจริงๆ เขาก็เป็นคนธรรมดาไม่ต่างอะไรกับเราเท่าไหร่นักหรอก

อะไรที่น่ากลัวน่าเกลียด ลองเข้าไปใกล้ๆ แล้วมันจะน่ารักขึ้น

อะไรที่เรารักเราลุ่มหลงเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็อย่าไปเข้าใกล้เกินไป จะได้ไม่ต้องผิดหวังครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59