เหตุผลที่เราควรงีบตอนบ่าย

20200726

ช่วงนี้กิจวัตรวันสุดสัปดาห์ที่ผมกับแฟนโปรดปรานเป็นพิเศษคือการนอนกลางวันพร้อมลูกๆ

(ณ ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ ลูกๆ กับแฟนก็ยังนอนอยู่)

เราคงเคยได้ยินมาว่าหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาใต้ วัฒนธรรมการนอนกลางวันยังแข็งแรงอยู่ การงีบตอนบ่ายนั้นมีชื่อเรียกที่เราคุ้นหูว่า siesta (ซีเอสต้า)

ในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ผู้เขียนบอกว่า สมัยเด็กๆ ที่เขาไปเที่ยวประเทศกรีซนั้น ป้ายตามร้านรวงต่างๆ มักจะเขียนบอกว่าเปิดตอน 9 โมงถึงบ่ายโมง ปิดตอนบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น และเปิดอีกทีตอนห้าโมงถึงสามทุ่ม เพราะช่วงบ่ายเจ้าของร้านต้องงีบเอาแรงนั่นเอง

แต่ป้ายเหล่านี้ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ตามแรงผลักดันของทุนนิยมที่เรียกร้องให้ร้านในกรีซเปิดให้บริการตลอดทั้งวัน จนทีมวิจัยของ Stanford ตัดสินใจศึกษาว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรบ้างด้วยการติดตามกลุ่มตัวอย่าง 23,000 คนในกรีกเป็นเวลา 6 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างนี้มีอายุตั้งแต่ยี่สิบกว่าๆ จนไปถึงแปดสิบกว่า

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กลุ่มตัวอย่างที่เลิกนอนกลางวันไปนั้นมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับคนที่ยังนอนกลางวันเป็นประจำ โดยความแตกต่างนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีกในกลุ่มผู้ชายใช้แรงงานที่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 60%

แต่ในเมืองที่วัฒนธรรม siesta ยังคงเหนียวแน่นอย่างเกาะ Ikaria ผู้ชายในเมืองนี้มีโอกาสอายุถึง 90 ปีมากกว่าผู้ชายอเมริกันถึง 4 เท่า

การนอนกลางวันคงไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยเดียวสำหรับอายุที่ยืนยาว แต่ส่วนตัวผมเองคิดว่าการนอนกลางวันเป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่ดีที่เราควรมีติดตัวเอาไว้

และแน่นอนว่าการนอนกลางวันในที่ทำงานยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในองค์กรส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อย Google, NASA และ Huffington Post ก็ช่วยกรุยทางด้วยการมี napping pod หรือเก้าอี้งีบให้กับพนักงานแล้ว

ระหว่างนี้เราก็คงต้องนอนกลางวันในช่วงวันหยุดไปพลางๆ ก่อนนะครับ

ปล่อยวางก่อนเปลี่ยนแปลง

20200724b

เพราะบางทีการไปบอกให้คนๆ หนึ่งปล่อยวางตอนที่สูญเสียไปแล้วนั้นมันอาจจะช้าเกินไป

เหมือนเพื่อนเพิ่งอกหักใหม่ๆ การบอกให้เขาปล่อยวางนั้นแทบไม่ช่วยอะไรเลย เพราะมันยึดไปแล้ว เสียใจไปแล้ว ปล่อยวางจึงเป็นเพียงคำพูดที่ฟังแล้วเข้าใจแต่ทำตามไม่ได้

สิ่งที่ควรจะทำมากกว่าคือปล่อยวางตั้งแต่ตอนที่มันยังดีๆ อยู่

มองให้เห็นว่าของที่เรามี คนที่เราอยู่ด้วย และหัวโขนที่เราสวมใส่อยู่นั้นมันจะไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด เราอาจสูญเสียมันไปได้ทุกเมื่อ

ฝึกซ้อมปล่อยวางบ่อยๆ แล้วจะได้ประโยชน์อย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง คือเรามีแนวโน้มที่จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นในวันที่การเปลี่ยนแปลงมาถึง

สอง คือเราจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และจะได้ทะนุถนอมมันอย่างดีที่สุดครับ

อย่าฟูมฟายกับหนึ่งสิ่งที่หายไป

20200716

เมื่อปีที่แล้วผมพาแฟนไปร่วมงานวิ่งชื่อ Olympic Day จัดที่สนามศุภชลาศัย

ผมกับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศเคยมางานนี้แล้ว แต่มันเป็นงานวิ่งครั้งแรกของแฟนผม เธอก็เลยตื่นเต้นน่าดู แม้ระยะการแข่งขันจะแค่ 5 กิโลเมตร แต่แฟนก็ซ้อมล่วงหน้าหลายสัปดาห์

เมื่อถึงวันแข่งเราตื่นกันตั้งแต่ตีสาม เพื่อไปให้ถึงสนามทันตีสี่ ก่อนจะออกตัวตอนตีห้า

ก่อนวันแข่ง น้องที่ทำงานผมอาสาไปรับ “บิ๊บ” หรือเบอร์วิ่งมาให้เรา แต่พอเขามาถึงสนามตอนตีสี่ครึ่ง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าลืมหยิบบิ๊บของผมกับแฟนมาให้ด้วย

บิ๊บเป็น “เอกสาร” ที่สำคัญที่สุดในการแข่งขันวิ่งระยะทางไกล เพราะมันคือ ID ของนักวิ่ง ข้างหลังบิ๊บจะมีชิพที่เป็นตัวจับเวลาว่าเราได้ออกจากจุดสตาร์ทจริงหรือไม่ และวิ่งไปตามเส้นทางจนถึงเส้นชัยจริงรึเปล่า

เวลาวิ่งอย่างเป็นทางการจะถูกบันทึกไว้ในเว็บการแข่งขัน ตอนเข้าเส้นชัยผู้จัดงานก็จะติ๊กในบิ๊บของเราว่าได้รับเหรียญแล้วรึยัง ได้รับเครื่องดื่มและอาหารแล้วหรือยัง การที่เราไม่ได้เอาบิ๊บมาก็เหมือนเราจะเสียสิทธิ์เหล่านี้ทุกอย่าง

ผมวิ่งไปถามทีมจัดงานว่ามีบิ๊บสำรองมั้ย แต่ปรากฎว่าไม่มีใครหาให้ได้ ส่วนแฟนผมก็ย่อมต้องอารมณ์บูดอยู่แล้ว เพราะอุตส่าห์ซ้อมมาอย่างดี ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องมารอปล่อยตัวท่ามกลางคนจอแจ แต่กลับไม่สามารถร่วมรายการได้ซะอย่างนั้น ดูท่าทางเหมือนอยากจะกลับบ้านเต็มที

แต่ผมก็คะยั้นคะยอว่า ไหนๆ ก็ซ้อมมาแล้ว และวันนี้ก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ก็วิ่งกันเถอะ วิ่งแบบคนนอกที่มาร่วมรายการก็ได้ แฟนก็เลยยอมวิ่ง

เพื่อนๆ ที่วิ่งระยะ 10 กิโลเมตรปล่อยตัวตอนตี 5 ส่วนผมกับแฟนวิ่งระยะ 5 กิโลเมตรนั้นปล่อยตัวทีหลัง เส้นทางของเราคือวิ่งวนรอบบล็อคผ่านบรรทัดทอง พระราม 4 ราชดำริ พระราม 1 เพื่อวนกลับเข้าสนามศุภฯ

ระหว่างวิ่ง ผมก็คิดได้ว่า จริงๆ ที่เราขาดไปก็แค่เบอร์วิ่งนี่นะ อย่างอื่นเรายังได้รับเหมือนเดิมหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นการได้มาวิ่งท่ามกลางผู้คนมากมาย ได้สัมผัสบรรยากาศกรุงเทพตอนเช้าตรู่ ได้แวะกินน้ำ ได้วิ่งแซงคนโน้นคนนี้หรือถูกคนอื่นแซงกลับ

ตอนที่วิ่งกลับเข้าสนามศุภชลาศัยนั้นบรรยากาศดีมาก ราวกับเราเป็นนักกีฬาทีมชาติที่วิ่งเข้าสเตเดี้ยมอย่างฮีโร่

พอถึงเส้นชัย ผมถามคนที่ยืนแจกเหรียญว่า ขอเหรียญได้มั้ย พอดีลืมเอาบิ๊บมา เขาก็ให้เหรียญกับผมและแฟนอย่างไม่คิดอะไร ตอนเดินไปรับน้ำก็ไม่มีใครว่าอะไรอีกเช่นกัน จากนั้นเราก็มานั่งรอเพื่อนคนอื่นๆ ทยอยเข้าเส้นชัย

แล้วแฟนผมที่ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นแล้วก็ชวนผมไปถ่ายรูปคู่ชูเหรียญ และอัพสเตตัสเฟซบุ๊คไว้เป็นที่ระลึก

สรุปคือวันนั้นผมกับแฟนได้รับประสบการณ์ครบถ้วนทุกอย่าง ขาดแค่เพียงกระดาษแผ่นเดียวตรงกลางอก ดีนะที่ไม่ได้ตัดใจกลับบ้านไปเสียก่อน

ประสบการณ์ในวันนั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าฟูมฟายกับหนึ่งสิ่งที่หายไป เพราะถ้าเราเอาแต่จับจดกับสิ่งที่หายไป เราจะมองข้ามสิ่งดีๆ อีกมากมายที่มันยังเหลืออยู่

ช่วงที่กรุงเทพต้องล็อคดาวน์เพราะโควิด-19 หลายคนทุกข์ใจกันมาก เดินห้างก็ไม่ได้ ไปทำงานที่ออฟฟิศก็ไม่ได้ กินข้าวที่ร้านอาหารก็ไม่ได้ อนาคตหลายๆ อย่างก็ไม่แน่นอน

แต่ถ้ามองดีๆ เกือบทุกอย่างเราก็ยังคงเหมือนเดิม เรายังมีอวัยวะครบถ้วน เรายังมีข้าวกิน เรายังดูเน็ตฟลิกซ์ได้ เรายังโทรหาคนที่เรารักได้ โควิดทำให้บางสิ่งหายไป แต่ก็ยังเหลือสิ่งดีๆ อีกมากมายที่เรายังทำได้เหมือนเดิม

อะไรที่เสียไปแล้วก็ต้องให้มันเสียไป ขอแค่เพียงมองให้เห็นสิ่งดีๆ ที่เรายังมีเหลืออยู่

แล้วจะรู้ว่าชีวิตไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นครับ

ผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับเลนส์ที่เราใช้

20200713

นานมาแล้ว ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

หนึ่งในคำถามคือความเห็นของอาจารย์เสกสรรค์ถึงเหตุการณ์หนึ่งในบ้านเมืองที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่

อาจารย์ตอบว่า ถ้ามองในทางนิติศาสตร์นับว่าเป็นเรื่องผิด แต่ถ้ามองในทางรัฐศาสตร์ก็นับว่าทำถูกต้องแล้ว

ผมจำรายละเอียดของเหตุการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่ในใจผมเรื่อยมาคือมุมมองที่ว่า สิ่งใดจะผิดหรือถูกมันขึ้นอยู่กับว่าเรามองผ่านเลนส์ของอะไร

ในชีวิตเราจะพบเจอคนที่เป็น “ผู้ผดุงความยุติธรรม” อยู่เนืองๆ คนที่เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องแล้วไม่ลังเลที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสิ่งนี้มันผิดนะ

เราเจอผู้ผดุงความยุติธรรมทั้งในที่ทำงานและในกรุ๊ปไลน์ ซึ่งในมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่มีคนกล้าทักท้วง แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้คนรอบข้างอึดอัดได้เช่นกัน เพราะสิ่งต่างๆ ในสังคมมันไม่ได้เป็นขาวกับดำ มันมีตั้งแต่เทาอ่อนจนถึงเทาเข้ม

ถามว่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นเรื่องดีมั้ย? ถามว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากันรึเปล่า?

ถ้าเราเชื่อใน values ที่กล่าวไป เรายังควรมีที่นั่งให้กับหญิงมีครรภ์และคนชราหรือไม่? การมีที่นั่งเพื่อคนเหล่านี้โดยเฉพาะไม่เป็นการดูเบาหรือเห็นว่าเขาอ่อนแอกว่าเราอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขาขึ้นรถเมล์มาทีหลัง ทำไมเขาถึงมีสิทธิ์ได้นั่งก่อนในเมื่อเราก็เสียค่ารถเมล์เท่ากัน?

เพราะการมีที่นั่งให้หญิงมีครรภ์นั้นเราไม่ได้ใช้เลนส์แห่งความเท่าเทียม เรากำลังใช้เลนส์แห่งความเอื้ออาทร

ถ้าเราเคยสงสัยว่าทำไมคนบางคนถึงไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการทำแท้ง มันอาจไม่ได้เป็นเพราะว่าเขามีไม้บรรทัดที่บิดเบี้ยวหรือมีความบกพร่องทางศีลธรรมแต่อย่างใด บางทีเขาเพียงแต่มองผ่านเลนส์คนละเลนส์กับเราเท่านั้นเอง

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็อาจพร้อมรับฟังความเห็นของคนอื่นได้มากขึ้น

และถึงวันหนึ่งที่เราโตพอ เราอาจสนุกกับการมองผ่านเลนส์ของคนอื่นๆ เพื่อให้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น หรือเห็นสิ่งที่เราปฏิเสธที่จะมองมาโดยตลอดครับ

ความเชื่อเราเป็นอย่างไร ความจริงก็คงเป็นอย่างนั้น

20200712c

ถ้าเราเชื่อว่าเราคงสู้เขาไม่ได้ เราก็คงไม่ได้ลงแรงมากนักในการฝึกซ้อมและเตรียมตัว สุดท้ายเราก็จะสู้เขาไม่ได้จริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีเสน่ห์ เราก็จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมและทักษะการเข้าสังคม เราก็เลยกลายเป็นคนไม่มีเสน่ห์ไปจริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าโลกนี้กำลังกลั่นแกล้งเรา เราก็จะตีความการกระทำของคนรอบข้างเป็นลบไว้ก่อน เมื่อเราคิดลบกับเขา เขาก็ย่อมคิดลบกับเราหรือไม่ก็หนีห่าง โลกจึงดูเหมือนกำลังกลั่นแกล้งเราจริงๆ

ทุกความเชื่อคือ self-fulfilling prophecy มันคือคำทำนายที่กลายเป็นจริงเพราะเราทำตัวเอง แล้วเราก็ได้แต่อุทานว่า “กูว่าแล้ว”

ลองเชื่อแบบอื่นๆ ดูบ้าง เผื่อจะเจอความจริงที่น่ารักกว่านี้ครับ