Burnout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

บางทีอาจเป็นเพราะ WFH มานานเกินไป

บางทีอาจเป็นเพราะเอาแต่นอนไถมือถือ

บางทีอาจเป็นเพราะสื่อที่มีให้เสพเป็นอนันต์

เราจึงกลายเป็นยาจกทางเวลา

เราจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น

เราจึงกลายเป็นอะไรนับร้อยพัน

จนลืมไปว่าแท้จริงนั้นเราเป็นใคร

อะไรคือ passion ที่เราเคยมี

อะไรคือสิ่งดีๆ ที่เราเคยคลั่งไคล้

ผ่านมานานเพียงใด ที่ไม่ได้หยิบสีขึ้นมาระบาย หยิบนิยายขึ้นมาอ่าน หยิบมีดขึ้นมาสับอาหาร หยิบจักรยานออกไปปั่น หยิบกล้องไปถ่ายภาพ หยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องเพลง

เพราะถึงโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เด็กน้อยข้างในเรายังเป็นคนเดิม

อย่าละเลยหาน้ำมาหล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะชีวิตไม่ได้อยู่บนหน้าจอ ชีวิตอยู่ตรงหน้าเรา

อย่า bunrout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

เรายังโทษเหตุการณ์ในอดีตอยู่อีกหรือ

แน่นอนว่าอดีตย่อมส่งผลต่อปัจจุบันไม่มากก็น้อย เช่นตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาอย่างไร ฐานะที่บ้านปานกลางหรือยากจน คบเพื่อนแบบไหน ทุกอย่างล้วนมีส่วนในการหล่อหลอมเราทั้งนั้น

แต่หลายอย่างก็ผ่านมานานมากแล้ว ถ้าอะไรที่มันไม่ดีและสร้างผลลัพธ์ทางลบให้กับเรา เราก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จากติดลบให้กลายเป็นศูนย์ จากศูนย์ให้กลายเป็นบวก

ถ้าวันนี้ชีวิตมันไม่โอเค แต่เรายังคงโทษคนอื่นอยู่ หวังให้คนอื่นดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น ก็ขอให้ลองทบทวนดูว่าเราหวังแบบนี้มานานแค่ไหน และมันช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า

ถ้าชีวิตมันยังไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุมีเพียงอย่างเดียว

นั่นคือการที่เราเอาแต่โทษคนอื่นและจองจำตัวเองเอาไว้กับอดีตตลอดมาเท่านั้นเอง

สิ่งเดียวที่ควรถามตัวเองทุกวัน

“เราไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า ถ้ามีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า นั่นคือ “อัตตา” กิเลสหลอกอีกแล้ว ถ้ามีคำถาม ทำไมเรายังเป็นอย่างนี้อยู่ กิเลสหลอกอีกแล้ว คำถามเดียวสำหรับพวกเราทุกคนคือ ตอนตื่นมาถามตัวเอง กินข้าวเสร็จถามตัวเอง เวลาขี้เกียจถามตัวเอง เวลาท้อแท้ถามตัวเองว่า วันนี้สร้างเหตุแล้วหรือยัง”
-Camouflage ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว

เพราะเราแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บริบทของชีวิตก็ต่างกันไป ต่อให้ทำงานที่เดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ความตั้งใจเท่ากัน ผลลัพธ์ก็ออกมาแตกต่างอยู่ดี นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันสิถึงจะเรียกว่าเรื่องประหลาด

ดังนั้น อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ อย่าตั้งคำถามว่าทำไมคนอื่นถึงได้ดีกว่า เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนก็เป็นม้าตีนต้น และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เราทำได้ คือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ส่วนมันจะส่งผลอย่างไร ย่อมมีอีกหลายปัจจัยที่เราไม่อาจรู้

คำถามที่เราควรถาม จึงไม่ใช่การเรียกร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นคำถามที่ว่า วันนี้เราสร้างเหตุไว้ดีแล้วหรือยัง

เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้

ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

ก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนจนคร่ำเครียด

ปัญหายิ่งหนักและซับซ้อนเท่าไหร่ ใจยิ่งต้องเบาและเรียบง่ายถึงจะแก้ไขปัญหานั้นได้

มุ่งมั่นกับการลงมือทำ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์

เพราะชีวิตอาจไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ก็แค่มองว่ามันเป็นเกม มองว่ามันคืออีกด่านที่ทดสอบว่าเราจะผ่านมันไปได้ไหม จงเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับมัน อย่าไปหมายมั่นว่าต้องเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้

พยายามอย่างผ่อนคลาย จะได้ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเป็นมาครับ

อุปสรรคหรือข้ออ้าง

“If a reason doesn’t stop everyone, it’s an excuse, not an actual roadblock.”
-Seth Godin

คนบางคนเห็นทางตันในทุกทางออก

ส่วนคนบางคนก็เห็นทางออกในทุกทางตัน

แน่นอนว่าบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อุปสรรคของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่อุปสรรคของคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

แต่อย่าดูแคลนความเป็นนักแก้ปัญหาที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

อุปสรรคที่เราพบเจอ คนอื่นก็เคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่เขาอาจไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าเขาผ่านมันมาได้ แสดงว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านไปได้เช่นกัน

อุปสรรคจะเป็นจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคเท่านั้น

เปลี่ยนเสียงที่พร่ำบอกกับตัวเองเสียใหม่ แล้วใช้อุปสรรคเป็นทางผ่านของเราซะเลยครับ