อย่าใช้ชีวิตเหมือนเพลงรักที่ไม่มีท่อนฮุค

ท่อนฮุคคือท่อนที่เพราะที่สุดในเพลง ทั้งในแง่ทำนองและเนื้อร้อง มันคือสิ่งที่จะปรากฎออกมาในห้วงคำนึงอยู่เสมอแม้ว่าเราจะไม่ได้ฟังเพลงนั้นมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม

ชีวิตก็ควรเป็นเช่นนั้น เราควรจะเก็บสะสมท่อนฮุคในชีวิตเอาไว้

ท่อนฮุคช่วงเวลาที่เรารู้สึกแนบแน่นกับชีวิต อาจจะเป็นอารมณ์ที่หวือหวาตอนได้ไปเที่ยวที่สนุกๆ หรือเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ในยามที่ยลแสงตะวันพาดทับขอบฟ้าบนหุบเขา หรือเป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่เราเห็นรอยยิ้มหรือได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก

การต้องอยู่กับบ้านตลอดช่วงโควิดที่ผ่านมา อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสสะสมท่อนฮุคไปพอสมควร

ตอนนี้หลายคนได้ฉีดวัคซีนแล้ว แม้จะอีกนานกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ แต่เราก็ควรเริ่มวางแผนเพื่อจะหาท่อนฮุคมาเติมสีสันให้ชีวิตกันอีกครั้งนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Hometown Cha-Cha-Cha

คำพูดที่ออกจากปากเอากลับคืนมาไม่ได้

สิ่งที่มาพร้อมกับอายุ คือความยับยั้งชั่งใจ

แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงถึงจะถูก แต่เราจะรู้ว่าพูดอะไรแล้วผิดแน่ๆ

ถ้าพูดออกมาแล้วมันมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อย่าพูดมันออกมาเลย

ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วยากมาก โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหูจนเราคันปากยุบยิบ

ต้องเตือนตัวเองว่าสำคัญกว่าการเถียงชนะคือการรักษาความสัมพันธ์ เพราะชัยชนะเหนือเพื่อนรักหรือคนที่เรารักนั้นสร้างบาดแผลให้ทั้งสองฝ่าย

และแม้จะเตือนตัวเองไว้ดีแล้ว แต่บางครั้งเราก็ยังเผอเรอพูดคำบางคำที่ทำร้ายอยู่ดี

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ขอให้นึกถึงประโยคที่หัวหน้าฮงพูดกับหมอฟันใน Hometown Cha-Cha-Cha

น้ำหกจากแก้วไปแล้ว เราเอาน้ำกลับคืนใส่แก้วไม่ได้

แต่เราขอโทษที่ทำน้ำหกได้นะครับ

หาจุดที่เกมพลิก

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan บอกไว้ว่า ชีวิตคือการหาให้เจอว่าจุดที่เกมพลิก (reversal point) อยู่ตรงไหน

“เกมพลิก” ในที่นี้คือความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ มือถือ และสิ่งต่างๆ ที่เราหาซื้อ

ถ้าเราซื้อมือถือราคา 5,000 บาท เราจะเป็นเจ้าของมัน

ถ้าเราซื้อมือถือราคา 50,000 บาท มันจะเป็นเจ้าของเรา

จากที่เคยเป็นสิ่งที่เราซื้อไว้ใช้สอย เราจะกลายเป็นคนรับใช้ให้กับมัน

ต้องซื้อเคส ต้องติดฟิล์ม ต้องระวังไม่ให้ใครมาขโมย ต้องห้ามทำตก หากมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียวเราก็ทุกข์ร้อนขึ้นมาทันที

ไม่ได้บอกว่าเราควรซื้อมือถือราคา 5,000 บาท แค่จะบอกว่าถ้าอยากมีชีวิตที่สมดุล เราก็ต้องหาจุดสมดุลในสิ่งที่เราซื้อ เพื่อที่เราจะได้มีของที่คุณภาพดีไว้ใช้ ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ราคาสูงเสียจนเรายึดติดกับมันเกินไป

จะได้มีจิตใจที่เบาสบาย ไม่ต้องมาคอยพะวงกับเรื่องที่ไม่ได้มีแก่นสารอะไรครับ

พิสูจน์ให้ตัวเองเห็นเป็นคนแรก

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits บอกไว้ว่า วิธีการสร้างอุปนิสัยใหม่ๆ นั้นมีสองขั้นตอนด้วยกัน

  1. ตัดสินใจว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน
  2. พิสูจน์ให้ตัวเองเห็นด้วยการทำเรื่องง่ายๆ ให้สำเร็จ

สมมติว่าเราอยากเป็นคนที่ดูแลสุขภาพมากกว่าเดิม วิธีการง่ายๆ ก็อาจจะเป็นการเข้าแอปสั่งอาหาร ค้นหาคำว่าสลัด และสั่งมากินเป็นมื้อเย็น

หรือถ้าเราอยากเป็นคนที่ใช้เวลากับมือถือให้น้อย ก็อาจจะชาร์จมือถือทิ้งไว้นอกห้องนอนตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

ถ้าเราอยากเป็นคนที่เติบโตขึ้นทุกวัน ก็อ่านหนังสือดีๆ เป็นสิ่งแรกตอนตื่นนอนหรือสิ่งสุดท้ายตอนเข้านอน แค่วันละ 2-3 หน้าก็พอ

ไม่จำเป็นต้องเล็งผลเลิศ ไม่จำเป็นต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แค่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการกระทำก็พอ

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือทำให้ตัวเองเชื่อก่อนว่าเราสามารถเปลี่ยนเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้ครับ

เสาร์อาทิตย์จะดีถ้าไม่มีมือถือ

ครับ ตามนั้นเลย วางมือถือไว้ไกลๆ ตัว ตั้งใจไว้ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์เราจะรักษาระยะห่างกับมัน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนที่เก่งและฉลาดที่สุดในโลกถูกว่าจ้างด้วยบริษัท Facebook, Instagram และ Tiktok เพื่อจะ ‘แฮ็ค” (hack) หัวสมองของ users ด้วยการใช้ big data และ machine learning เพื่อแนะนำ content ที่จะทำให้ผู้ใช้งานติดแอปพวกนี้อย่างงอมแงม

ผมเองก็สังเกตได้ว่าระยะหลังใน FB กับ IG มันชอบมี content จากเพจที่เราไม่ได้ติดตามขึ้นมาให้เราดูเรื่อยๆ ถ้าเราชอบดูบอล มันก็จะส่งวีดีโอฟุตบอลมาให้เราดูอย่างไม่หวาดไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง

เหมือนเขามีเวทมนตร์อะไรบางอย่างที่สะกดเราไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน

และ “หน้าต่างทะลุมิติ” ที่เชื่อม hacker ผู้ฉลาดปราดเปรื่องและ user เชื่องๆ อย่างเราก็คือโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ นี้เอง

ถ้าวางมือถือลงเสียได้ ก็เท่ากับปิดหน้าต่างบานนี้ลง สิ่งที่เราจะเสียไปคือความเพลิดเพลินอันเกลื่อนกลาด สิ่งที่จะได้กลับมาคือเวลาในการเอาไปอะไรที่ฉลาดกว่านี้

เสาร์อาทิตย์จะดีถ้าไม่มีมือถือครับ