บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

เมื่อวานนี้ช่วงเย็นระหว่างกำลังประชุม “ปรายฝน” ลูกสาววัย 6 ขวบขอให้ผมพาไป “ปิกนิก”

ปรายฝนรบเร้ามาหลายวันแล้ว เมื่อวานจังหวะดี หลังห้าโมงเย็นไม่มีประชุม ก็เลยรับปากว่าประชุมเสร็จแล้วจะพาไป

บ้านผมอยู่ติดกับสวนหย่อมของหมู่บ้าน เป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้และทางเดินล้อมรอบ ความหมายของการปิกนิกของปรายฝนก็คือการเอาเสื่อไปปู เอาขนมไปกิน และเอาน้ำเปล่าไปดื่ม

ห้าโมงกว่า ผมจัดของใส่ย่าม เดินจูงมือ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 4 ขวบข้ามถนนก็ถึงสวนหย่อม ส่วนปรายฝนวิ่งตามมา เราจัดแจงปูเสื่อ เอาเลย์กับกล่องแอปเปิ้ลออกมาตั้ง เอาแก้วน้ำของปรายฝนกับใกล้รุ่งออกมาวาง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิกนิก

เราสามคนนั่งกินขนมไป ดูวิวสวนหย่อมไป ถ่ายรูปส่งไปให้ภรรยาที่วันนี้ต้องเข้าออฟฟิศ ลูกๆ ชวนคุยไม่หยุด ส่วนผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค Slack เวลาห้าโมงครึ่งนี่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศผมยังทำงานอยู่ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อย

สักพักพี่เลี้ยงของ “ภูมิ” ลูกของน้องชายก็ปั่นจักรยานพาน้องภูมิมาที่สวนหย่อมโดยไม่ได้นัดหมาย ปรายฝนเฮลั่น จากเด็กสองคนกลายเป็นสาม เริ่มมีความเป็นแก๊งเกิดขึ้น

ฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงบ่ายๆ บางจุดในสนามหญ้าเลยกลายเป็นแอ่งน้ำ เด็กๆ พากันเดินไปที่ตรงนั้น กล้าๆ กลัวๆ ว่าเท้าจะเลอะ แต่ผ่านไปได้แป๊บเดียวก็ลงไปเดินลุยในน้ำและกระโดดกันเหมือนเด็กๆ ในเรื่อง Peppa Pig – Everyone loves jumping in muddy puddles!

ผมถ่ายวีดีโอเด็กๆ ลง IG Story เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ เมื่อเด็กโตขึ้นและผมแก่ลงจะได้กลับมาดู

หกโมงกว่าๆ เมฆตั้งเค้ามา เด็กทุกคนตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็นได้

ผมจัดแจงม้วนเสื่อ เก็บขนมและแก้วน้ำใส่ย่าม ส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่ากลับบ้านกันเถอะ

ใกล้รุ่งดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอยากกลับ เลยวิ่งวนในสนามหญ้าอีก 2-3 รอบ สีหน้าสนุกสนาน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดที่มานั่งปิกนิกในเวลางานนั้นอันตรธานหายไป ยังไงเสียเดี๋ยวผมก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ข้อความใน Slack นั้นรอได้ ความเป็นเด็กต่างหากที่รอไม่ได้ พอเขาสูงเกินอกเราเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว

วินาทีที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของใกล้รุ่งวิ่งวนอยู่ในสวนหย่อม ผมก็คิดขึ้นได้ว่า

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

ไมว่าเราจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร ไม่ว่าจะทำงานสำคัญแค่ไหน แต่หมวกใบนี้ก็ใส่เพียงชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็ต้องถอดหมวกออก

แต่หมวกความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นใส่กันตลอดชีวิต

ขอให้ระลึกได้ว่าหน้าที่ใดสำคัญที่สุดครับ

โอเคกับความรู้สึกไม่โอเค

บางคนใช้มือถือราวกับเป็นยากล่อมประสาท

พอมีความเบื่อเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เราก็หยิบมันขึ้นมาไถเพื่อบรรเทาความรู้สึกที่ว่านี้

เมื่อแม้กระทั่งความรู้สึกเบื่อเรายังทนไม่ค่อยจะได้ เราจะทนความรู้สึกอย่างอื่นได้อย่างไร

คนเราทุกคนวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์ และนั่นแหละคือปัญหา

เมื่อเราเอาแต่วิ่งหนีความทุกข์อยู่ร่ำไป เราก็ไม่อาจอยู่เฉยๆ ได้ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเราถึงต้องเหนื่อยกันขนาดนี้

แต่ถ้าเราทำความรู้จักกับความทุกข์และทนอยู่กับมันให้ได้มากขึ้นเพียงสักนิด เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกัน และถึงวันหนึ่งเราจะไม่วิ่งหนีความทุกข์เล็กน้อยอย่างความเบื่ออีกต่อไป

ฝึกโอเคกับความรู้สึกไม่โอเค แล้วใจเราจะมีอิสรภาพมากขึ้นครับ

เวลาเป็น-เวลาตาย

เวลาเป็น-เวลาตาย

Robert Greene ผู้เขียนหนังสือ The 48 Laws of Power กล่าวไว้ว่า เวลามีอยู่สองประเภท คือเวลาเป็น (alive time) และ เวลาตาย (dead time)

Dead time คือเวลาที่เราใช้ไปอย่าง passive ใช้ไปโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ ความก้าวหน้า หรือความสัมพันธ์ที่ดี อาจจะมีความเพลิดเพลินบ้างเป็นบางคราว แต่ก็เป็นความสุขที่ตื้นเขิน ไม่ได้ทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มแต่อย่างใด

ส่วน alive time นั้นคือเวลาที่เรารู้สึกมีชีวิตชีวา รู้สึกว่ากำลังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รู้สึกว่าเหนื่อยกายแต่สุขใจ รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นี่มันเป็นเรื่องดีจริงๆ

เราทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาเป็นและเวลาตายมาแล้ว

บางคนชีวิตอาจจะดูยุ่งมาก แต่เวลาเหล่านั้นก็ยังเป็นเวลาตายอยู่ดี

ส่วนบางคนแม้ไม่ได้มีชีวิตที่หวือหวา แต่ว่าเขาอาจมีเวลาเป็นอยู่เต็มเปี่ยมก็ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราควรจำกัด dead time และเพิ่มสัดส่วนของ alive time ให้มีมากขึ้นครับ

เราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

หนึ่งในนิสัยเสียที่แก้ไม่หายของคนเรา คือการเฝ้าเพียรพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น

เราจะยกเหตุผลนับร้อยพันโน้มน้าวว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามักเป็นสายตาขุ่นเคืองหรือคำตอบรับแบบขอไปที

หากมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง เราอาจพบว่าความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากใครมาจ้ำจี้จ้ำไช แต่เกิดจากการที่เราได้เห็นการกระทำ หรือได้ยินได้อ่านบางคำพูด จนเกิดพลังให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

สมัยม.ต้นผมอยากเรียนกีตาร์มาก ไม่ใช่เพราะพ่อแม่สนับสนุน แต่เพราะเห็นเพื่อนเอากีตาร์หลังเต่ามาเล่นที่โรงเรียนแล้วมันดูเท่ชะมัด

ต้นปี 2015 ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเพราะได้อ่านหนังสือของพี่แท็ป รวิศ กับพี่บอย วิสูตร ทั้งที่หนังสือไม่ได้พูดเรื่องการเขียนบล็อกสักนิดเดียว

สองเดือนที่แล้ว ผมลุกขึ้นมาจัดห้องทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าใครบอก แต่เพราะเห็นแฟนทำความสะอาดห้องนอนให้ลูก

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett, The Light in the Heart

อย่าคิดเปลี่ยนใครเลย ทำไปก็เสียเวลาและความสัมพันธ์เปล่าๆ

ทำตัวเองให้ดี ทำหน้าที่ของตัวเองไป แล้วหากจะมีคนเปลี่ยนไปเพราะเราก็ถือว่านั่นเป็นโบนัสครับ

ถึงวันหนึ่งเราจะชอบดื่มน้ำจืด

น้ำจืดนั้นไม่มีรสชาติ ไม่มีสีสันใดๆ แต่ดื่มแล้วดับกระหายได้ดีที่สุด

ส่วนน้ำหวานนั้น ดื่มอึกแรกอาจจะชื่นใจ แต่ถ้าดื่มต่อไปเราจะพบว่ามันดับกระหายได้ไม่ดีเท่าน้ำจืด แถมผลข้างเคียงยังมีมากมาย ทั้งฟันผุ ทั้งลงพุง ทั้งน้ำตาลในเลือดพุ่ง

ชีวิตวัยรุ่น ชีวิตวัยทำงาน ชีวิตคนเมือง ย่อมเสาะแสวงหาน้ำหวาน อะไรที่เขาว่าดีก็ตามไปดู ตามไปชม ตามไปลอง ไม่ต่างกับผีเสื้อที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับเกสรดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มทุ่ง

แต่เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มพบความจริงที่ว่า แม้น้ำหวานจะอร่อยสักเพียงใด แต่เราไม่สามารถดื่มมันตลอดไปได้

เมื่อเลี่ยนกับน้ำหวาน เราจะเริ่มมองหาน้ำจืด มองหาชีวิตที่เรียบง่ายไม่หวือหวา เผลอๆ ออกจะดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ

พี่ประภาส ชลศรานนท์ เคยเขียนเอาไว้ในทำนองที่ว่า เวลานิทานปรัมปราลงท้ายด้วยประโยค And they lived happily ever after มันกำลังสื่อว่าชีวิตต่อจากนั้นคือชีวิตที่ธรรมดา ไม่ได้โหดมันฮาเหมือนช่วงกลางของนิทาน เป็นชีวิตบ้านๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวละครหรือบทแสดงอะไรมากมายอีกต่อไป

น้ำที่บริสุทธิ์นั้นจืดสนิทแต่ดับกระหายได้เสมอ

หากอยากมีชีวิตที่ happily ever after ลองหัดดื่มน้ำจืดให้เป็นนิสัยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ