มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องรางสำหรับความโชคดี

โดยเฉพาะในบริบทของคนเอเชีย ผมคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน้อย 20%

แต่ต้องเป็นความอ่อนน้อมที่อยู่ในตัวตนจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำนะครับ เพราะของแบบนี้มันดูออกง่ายมาก

ความอ่อนน้อมทำให้คนหนึ่งคนดูน่ารัก เมื่อน่ารัก อีกคนก็เปิดใจ เมื่อเปิดใจ ก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนที่อ่อนน้อม

คนอ่อนน้อมจึงมักจะได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยไม่คาดคิดเสมอ

ที่สำคัญความอ่อนน้อมนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น

แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นคนเก่งที่อ่อนน้อมหรือคนแก่ที่อ่อนน้อมจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าเป็นได้คนจะเห็นคุณค่ามาก

มาพก “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องรางสำหรับความโชคดีกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 心。หัวใจ KOKORO พลังที่เป็นความหมายของชีวิต อินาโมริ คาซุโอะ เขียน

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ

หยุดต่อรองกับตัวเอง

James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เคยเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีภาระหน้าที่มากมาย แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือ

พอเจมส์ถามเขาว่าหาเวลาที่ไหนเขียนหนังสือ เพื่อนก็ตอบว่า

“ผมตื่นนอนตอนตี 5 ชงกาแฟ แล้วผมก็เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้าทุกวัน ผมทำอย่างนี้มา 9 วันแล้ว และจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังสือจะเสร็จ”

เจมส์รู้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้จะเขียนหนังสือสำเร็จแน่ เพราะเขาได้ออกแบบไลฟ์สไตล์ของเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

วิธีการนี้มีอยู่สองส่วนด้วยกัน

หนึ่ง เราต้องออกแบบวันของเราเพื่อให้เราทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

สอง เราต้องไม่ต่อรองกับตัวเอง

เพราะคนจำนวนไม่น้อยชอบพูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากทำ ไว้เดี๋ยวค่อยทำก็แล้วกัน” เมื่อเราคิดอย่างนี้ก็เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนคงเคยได้ยินอาจารย์ชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่าการวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมทุกเช้าคือหินก้อนใหญ่ เขาจึงทำมันทุกวันโดยไม่มีข้อแม้

“หินก้อนใหญ่” นั้นมาจากเรื่องราวในหนังสือ First Things First ของ Stephen Covey ที่บอกว่าโถแก้วของคนเรามีขนาดจำกัด ถ้าเราใส่ทรายลงไปก่อน เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับใส่หินก้อนใหญ่เลย แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อนเราจะมีพื้นที่ให้ใส่ทรายเสมอ

สูตรของคนสำเร็จคือการออกแบบชีวิตให้มีโอกาสได้ทำสิ่งสำคัญในทุกวัน

และเมื่อถึงเวลาทำสิ่งนั้นเราจะต้องไม่ต่อรองกับตัวเองครับ

เราได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองปั่นบ้างรึเปล่า

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับแฟนพาลูกๆ ไปเที่ยวที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งที่มีของเล่นหลากหลาย ทั้งไม้กระดก สะพานเชือก รอก ชิงช้า สไลเดอร์ ปีนหน้าผา ฯลฯ

เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็นกัน แฟนรู้ใจ สั่ง Mango Smoothie มาให้กิน รสชาติโอเคดับกระหายได้เป็นอย่างดี แต่เสียอารมณ์นิดหน่อยตรงที่ปั่นไม่ละเอียด มีน้ำแข็งขนาดก้อนกรวดเต็มไปหมด

อันนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิค เมื่อเครื่องปั่นน้ำผลไม้ใช้ไปนานๆ ใบมีดก็อาจจะหายคม สมูธตี้จึงไม่ค่อยมีความสมูธเท่าไหร่นัก

แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า แม่ครัว/พ่อครัวนั้นเขาได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองทำบ้างรึเปล่า

ผมเดาว่าอาจจะไม่ได้กิน พอไม่ได้กินก็เลยไม่รู้ และดูด้วยตาเปล่าก็เลยไม่อาจมองเห็นปัญหา

ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างผม คือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าจะเดินไปบอกให้รู้ตัว

ในการทำงานหลายๆ อย่างก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่ได้ใช้ “โปรดักท์” ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ก็เป็นการยากที่จะสร้างของที่มีคุณภาพได้

ยกตัวเองอย่างง่ายๆ แบบฟอร์มบางใบที่ต้องกรอกด้วยมือมีพื้นที่ว่างสำหรับบางหัวข้อน้อยเกินไป แม้จะเขียนตัวเล็กๆ แล้วก็ยังไม่วายไปเกยข้อความส่วนอื่นอยู่ดี ถ้าคนที่ออกแบบฟอร์มพวกนี้ได้ลองกรอกด้วยตัวเองเสียก่อน ปัญหาขั้นพื้นฐานเหล่านี้จะไม่เกิดเลย

หรือการออกแบบไฟล์ Excel บางไฟล์จากส่วนกลางเช่นแผนกบัญชีหรือแผนก HR ก็ไม่ได้ให้คนในทีมได้ทดลองกรอกเองเสียก่อน ทำให้ข้อมูลที่แต่ละทีมกรอกกลับมานั้นสับสนและอาจเป็นคนละฟอร์แมตกัน ลำบากคนที่ต้องมานั่งรวมไฟล์ทีหลังอีก

ช่วงนี้เห็นคุณชัชชาติ ว่าที่ผู้ว่ากทม.คนใหม่ขยันลงพื้นที่ ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะถี่ไปนิดนึง แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ลงพื้นที่เลย เพราะดูจากปัญหาที่หมักหมมในกทม. มันชวนให้คิดได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้มีบ้านอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ถึงเขาจะไม่แก้ปัญหา ตัวเขาและครอบครัวเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันคือการขาด skin in the game ในภาษาของ Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน ถ้าเราอยากให้งานออกมาดีและให้คนชื่นชม (หรืออย่างน้อยก็คือให้คนด่าน้อยที่สุด) เราต้อง put skin in the game บ้าง ด้วยการลงพื้นที่ ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบจากผลงานตัวเอง

อย่าเป็นคนขายสมูธตี้ที่ไม่เคยรู้ตัวว่าน้ำแข็งของตัวเองนั้นปั่นไม่ละเอียดครับ