ยืนตำแหน่งให้ดี

ในเกมฟุตบอล ทักษะหนึ่งที่สำคัญมากคือการยืนตำแหน่งให้ดี (positioning)

ถ้าโกลยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะไม่เสียประตูง่ายๆ

ถ้าแผงกองหลังยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะช่วยกันสกัดคู่แข่งได้

ถ้ากองกลางยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถบัญชาการเกม

และถ้ากองหน้ายืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโอกาสให้เป็นประตู

ในชีวิตจริงของคนเรา ก็ต้องหา position ที่ดีให้กับตนเองเช่นกัน

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะเจอกับอะไรบ้าง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ตลาดหุ้นจะเป็นยังไง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นทิ้ง

เราไม่รู้หรอกว่าเราจะได้โปรโมตเมื่อไหร่ แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีได้ด้วยการเติมเต็มทักษะที่จำเป็น เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึงเราจะได้พร้อมคว้าโอกาสนั้นไว้

เมื่อเรายืนตำแหน่งได้ดี เราจะเป็นผู้คุมเกม เมื่อเรายืนตำแหน่งได้แย่ เราจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อถูกกระทำ เรามักจะตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ยืนตำแหน่งให้ดี และเราจะมีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Brain Food: No Points for Difficult

วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นบ้าง?

Jerzy Gregorek นักแต่งกลอนและอดีตแชมป์โลกยกน้ำหนัก เคยกล่าวไว้ว่า

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกทางง่ายไว้ก่อน เพราะสมองของเราถูกวิวัฒนาการให้มองหาหนทางที่จะประหยัดพลังงาน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในยุคสมัยที่เราต้องออกหาอาหารเองทุกมื้อและไม่รู้ว่าวันต่อไปจะมีอะไรกินรึเปล่า

ความขี้เกียจจึงเป็นทุนเดิมของมนุษย์ ส่วนความขยันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน

เราจึงทำงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานให้ดี

เราจึงกดส่งเมลทันทีแทนที่จะตรวจทานอีกสองรอบ

เราจึงปั่นสไลด์ในคืนก่อนพรีเซนต์ แทนที่จะทำให้เสร็จก่อนสองวัน

เราชอบเอาความสบายของตัวเราในวันนี้เป็นที่ตั้ง และผลักภาระให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

แต่คนที่ชีวิตก้าวหน้า จะพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นเสมอ

นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ

เตรียมทำสไลด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีในวันที่พรีเซนต์

แน่นอนว่ามันต้องออกแรง แน่นอนว่ามันฝืนธรรมชาติ เพราะถ้าให้เลือกโดยสัญชาตญาณเราก็ชอบเลือกทางง่ายกันทั้งนั้น

แต่ถ้าเราอยากขึ้นที่สูง เราควรกระซิบถ้อยคำนี้กับตัวเองบ่อยๆ

อย่าทำเพราะว่ามันง่าย – ให้ทำเพราะว่ามันยากครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องรางสำหรับความโชคดี

โดยเฉพาะในบริบทของคนเอเชีย ผมคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน้อย 20%

แต่ต้องเป็นความอ่อนน้อมที่อยู่ในตัวตนจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำนะครับ เพราะของแบบนี้มันดูออกง่ายมาก

ความอ่อนน้อมทำให้คนหนึ่งคนดูน่ารัก เมื่อน่ารัก อีกคนก็เปิดใจ เมื่อเปิดใจ ก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนที่อ่อนน้อม

คนอ่อนน้อมจึงมักจะได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยไม่คาดคิดเสมอ

ที่สำคัญความอ่อนน้อมนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น

แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นคนเก่งที่อ่อนน้อมหรือคนแก่ที่อ่อนน้อมจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าเป็นได้คนจะเห็นคุณค่ามาก

มาพก “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องรางสำหรับความโชคดีกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 心。หัวใจ KOKORO พลังที่เป็นความหมายของชีวิต อินาโมริ คาซุโอะ เขียน

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ