อยู่ตรงนี้แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

20190909c

อยู่ที่ทำงานแต่คิดถึงเรื่องที่บ้าน

อยู่ที่บ้านแต่เปิดคอมขึ้นมาทำงาน

อยู่ในห้องประชุมแต่เช็คอีเมล

ช้อนตักข้าวเข้าปากแต่เราอร่อยกับภาพใน IG

อยู่กันพร้อมหน้า แต่สายตาจับจ้องไลน์

เมื่อเราอยู่ตรงนี้ แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

เหมือนคุยแต่ไม่ได้คุย เหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง เหมือนกินแต่ไม่ได้กิน

เหมือนจะทำให้ดีทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีสักอย่างเดียว

จะใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ

20190908

หรือจะเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสคุยกับ “คุณคม” เจ้าของธุรกิจด้าน IT และหนึ่งในผู้ติดตามบล็อก Anontawong’s Musings

คุณคมบอกว่าไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาร่วมเดือนแล้ว โดยหนึ่งในตัวผลักดันให้เลิกเล่นคือบทความของผม

สำหรับคนเขียนบล็อก จะมีอะไรน่ายินดีไปกว่าการได้รับรู้ว่าข้อเขียนของเราสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้

ตัวผมเองก็เล่นเฟซบุ๊คน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งคือผมล็อกเอาท์จากแอป Facebook บนมือถือแทบจะถาวร ส่วนบน desktop ก็ใช้ Chrome Extension ชื่อ Kill News Feed ที่ทำให้เราไม่เห็นเรื่องราวของใครในหน้า Home แต่ยังรับเมสเสจและ notifications ได้ตามปกติ

สื่ออย่างหนังสือพิมพ์เขาไม่ได้ขายข่าว สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือ “คนอ่านข่าว” หรือ eyeballs ที่เขาขายให้กับสปอนเซอร์ที่มาลงโฆษณา

สื่ออย่าง Facebook ก็ไม่ได้ขายเนื้อหาหรือขาย features ใดๆ สิ่งที่เฟซบุ๊คขายจริงๆ คือ “users อย่างเราๆ” ให้กับคนที่ต้องการมาลงโฆษณา

ดังนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊คจึงไม่ใช่ “ลูกค้า” แต่เป็น “ผลิตภัณฑ์”

You are not the customer. You are the product.

หากเราใช้เฟซบุ๊คกันอย่างไม่บันยะบันยัง เราก็จะเป็น product ชั้นดีที่ทำเงินให้เฟซบุ๊คได้อย่างมหาศาล (เว็บลงทุนศาสตร์บอกว่าปีที่แล้วเฟซบุ๊คมีกำไรขั้นต้น 80% และกำไรสุทธิ 40%)

แต่ถ้าเราใช้เฟซบุ๊คอย่างมีสติ ใช้มันเป็นเครื่องมือในการ stay in touch กับคนที่เราแคร์ รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานของเรา มันก็จะเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมได้เช่นกัน

จะใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ หรือจะเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค เลือกกันให้ดีนะครับ

—–

ป.ล. ถ้าอยากลดการใช้เฟซบุ๊คแต่ยังอยากอ่าน Anontawong’s Musings อยู่ ก็สามารถติดตามได้ทางช่องทางต่อไปนี้นะครับ

LINE: bit.ly/tgimline

Blockdit: blockdit.com/anontawong

Twitter: twitter.com/anontawong

Email: เข้า anontawong.com จากหน้าจอคอม ด้านขวาจะมีช่องให้กรอกอีเมลครับ

ทำอะไรก็ทำให้หมดจด

20190903b.png

เป็นประโยคที่โผล่เข้ามาในห้วงคำนึงบ่อยๆ ในช่วงนี้

เมื่อมองไปที่โต๊ะทำงาน เห็นเอกสารกองอยู่ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าผมกำลังปล่อยบางอย่างให้คั่งค้าง

อาจจะเป็น Resume ของคนที่เพิ่งสัมภาษณ์ไป อาจจะเป็นเอกสารแนะนำตัวของบริษัท headhunter อาจจะเป็นบทความที่เราปริ๊นท์ออกมาอ่าน

เอกสารเหล่านี้ก่อตัวมาจากเสียงที่ไร้เสียง ที่บอกกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน”

มองไปในกล่องอีเมล มีเมลที่เราติดดาวหรือติดธงเอาไว้เป็น follow-up แต่เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรกับมันมาหลายวันหรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์

มองไปที่อ่างล้างหน้าหรือชั้นวางของในห้องน้ำที่บ้าน มีสิ่งละอันพันละน้อยเต็มไปหมด เกินกว่าครึ่งเป็นของที่เราไม่ได้หยิบใช้มาเป็นเดือนๆ

สิ่งที่คั่งค้างในโลกภายนอก เป็นเพียงภาพสะท้อนของสิ่งที่คั่งค้างของโลกภายใน

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราปล่อยเอาไว้ โดยตัวมันเองอาจไม่มีพิษภัย แต่พอมากเข้าๆ มันจะคอยย้ำเตือนและทำให้เรากังวลตลอดเวลา

เหมือนใส่รองเท้าที่มีก้อนกรวด แม้ไม่เจ็บปวดแต่ก็น่ารำคาญ

ตอนนี้ผมเลยพยายามบอกตัวเองว่า อย่าปล่อยเรื่องไหนให้คั่งค้างโดยไม่จำเป็น โต๊ะทำงานไม่ควรมีเอกสารใดนอกจากงานที่จะทำในวันนี้ อีเมลไหนที่ติดดาวก็เคลียร์ให้เรียบร้อย ห้องน้ำก็ควรคงไว้แต่ของที่เราใช้เป็นประจำ

ทำอะไรก็ทำให้หมดจด

อย่าปล่อยให้ก้อนกรวดทางอารมณ์ลอยนวลครับ

วินัยที่จะเริ่มต้น

20190903

นักเขียนชื่อ Steven Pressfield เคยบอกไว้ว่า การเขียนหนังสือนั้นไม่ยาก ยากตรงพาตัวเองมานั่งหน้าจอคอมแล้วเริ่มเขียน

ตอนเช้าที่ผมวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็รู้สึกคล้ายๆ กัน คือการซ้อมวิ่งนั้นไม่ยาก ยากตรงพาตัวเองลุกจากเตียง แต่งตัว ผูกเชือกรองเท้า แล้วมายืนอยู่หน้าบ้าน

ส่วนการทำงานใหญ่นั้นไม่ยาก ยากตรงการเปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือพิมพ์

ถ้าสิ่งที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น หากเราเริ่มได้ นั่นก็แปลว่าเราสำเร็จไปกึ่งหนึ่งแล้ว

การทำงานใหญ่ การซ้อมวิ่ง การเขียนหนังสือ อาจไม่ต้องใช้พรสวรรค์หรือสติปัญญามากที่เราคิด หรือมากที่เรากลัว

ขอแค่มีใจ และมีวินัยที่จะ “เริ่มต้น” วันแล้ววันเล่า

ความสำเร็จก็อาจเข้าหาเราโดยไม่ได้ตั้งตัวครับ

เราวุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อย

20190902

จะได้ไม่มีเวลาคิดเรื่องใหญ่ๆ

เพราะการคิดเรื่องใหญ่ๆ มันเหนื่อย และมัน uncomfortable

เรื่องความต้องการที่แท้จริง เรื่องที่เรายังบกพร่อง เรื่องพ่อแก่แม่เฒ่า เรื่องที่เราไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เรื่องสุขภาพร่างกาย เรื่องสุขภาพการเงิน

เราเลยหลีกเลี่ยงเรื่องยากๆ ด้วยการทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องยิบย่อยมากมาย

จะดูเน็ตฟลิกซ์เรื่องอะไร จะถ่ายเซลฟี่ยังไงให้ดูไม่อ้วน จะซื้อไดร์เป่าผมยี่ห้อไหน จะใช้ฟอนต์ไหนทำพรีเซนต์ ฯลฯ

เราแก้โจทย์ง่ายๆ นับร้อยนับพัน แต่ไม่เคยแก้โจทย์ใหญ่ๆ แม้สักข้อ

โจทย์ที่สุดท้ายแล้วก็จะกลับมาหลอกหลอนเราอยู่ดี

อย่ามัวแต่วุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นข้ออ้างให้เราไม่ต้องคิดเรื่องใหญ่ๆ เลยนะครับ