ทำเรื่องง่ายก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องยาก

20190922

ในชีวิตส่วนตัวและในเรื่องการงาน มีหลายอย่างที่การทำแต่เนิ่นๆ นั้นง่ายกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่นการจองสถานที่จัดงานปีใหม่ให้กับบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยหรือนับพันคน

ถ้าเราเริ่มหาสถานที่ก่อนวันจัดงานประมาณ 6 เดือน เราจะ “สวยเลือกได้” ทั้งในแง่สถานที่และงบประมาณ

แต่ถ้าเรามาหาสถานที่ก่อนวันจัดงานแค่เดือนเดียว ตัวเลือกจะเหลือเพียงน้อยนิด ราคาก็อาจบานปลาย ตวามเครียดยังพุ่งสูงปรี๊ด

อีกตัวอย่างนึงที่หลายคนน่าจะเคยประสพกับตัวเอง ก็คือการไม่ยอมเติมน้ำมันตอนที่มันเหลือสามขีด มารู้ตัวอีกทีตอนที่ไฟมันกะพริบเตือนแล้ว แถมบางครั้งยังรถติดอยู่บนทางด่วนอีก ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ถ้าน้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา แผนการทั้งหมดของวันนั้นย่อมกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้งานที่มันควรจะง่ายกลายเป็นงานยาก จึงถือเป็นการทำร้ายตัวเองที่น่าเขกหัว

สำรวจ to do list ของเราดูนะครับว่ามีเรื่องง่ายๆ เรื่องไหนที่อาจจะกลายร่างเป็นเรื่องยากในอนาคตบ้าง

เมื่อพบแล้วก็จัดการให้อยู่หม้ดเลยนะครับ

อนาคตนั้นยาวไกล อดีตนั้นใกล้นิดเดียว

20190921_faraway

เมื่อวานซืน เฟซบุ๊คมีภาพขึ้นมาเตือนว่า 7 ปีที่แล้วผมไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยม.ต้น

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทุกคนในรูปยังโสด มาวันนี้เกือบทุกคนแต่งงานมีลูกวิ่งได้กันหมดแล้ว

เวลาบนโลกผ่านไป 7 ปี แต่เวลาในใจเหมือนผ่านไปแค่ปีเดียว

—–

อีกเดือนนิดๆ “ปรายฝน” ลูกคนโตของผมก็จะอายุครบ 4 ขวบ

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ปรายฝนถามแทบทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไหร่จะได้เป่าเค้กวันเกิด คำตอบของผมก็ไล่มาตั้งแต่ “อีก 3 เดือน” “อีก 2 เดือนกว่าๆ” “อีกประมาณ 2 เดือน” “อีกเดือนกว่าๆ”

ปรายฝนเฝ้าเพียรถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคงคิดในใจว่าทำไมวันเกิดยังมาไม่ถึงซักที

—–

เมื่อวานซืนตอนที่รับปรายฝนกลับจากโรงเรียน ปรายฝนบอกว่าอยากขับรถ ถามผมว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถได้เหมือน daddy บ้าง

ผมตอบไปว่าน่าจะอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรายฝนต้องตัวโตกว่านี้ ขาต้องยาวกว่านี้ถึงจะเหยียบคันเร่ง-เหยียบเบรคถึง

ปรายฝนเงียบไป คงไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่า 10 ปีนั้นนานแค่ไหน

แต่ถ้า 3 เดือนยังนานจนรอแทบไม่ไหว 10 ปีสำหรับปรายฝนคงไม่ต่างอะไรกับอนันตกาล

—–

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเราเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงเท่าใด เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กนั้นเคลื่อนที่เร็ว เพราะเด็กได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ทุกอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และน่าค้นหา เวลาของพวกเขาจึงเดินช้ากว่าคนแก่ที่ชีวิตแต่ละวันเหมือนกันไปหมด ไม่มีอะไรให้ตื่นตา ไม่ค่อยมีสิ่งใดให้น่าจดจำ

สำหรับเด็กวัย 4 ขวบที่เดินทางใกล้ความเร็วแสง เวลา 10 ปีที่รออยู่ข้างหน้าจึงดูเหมือนไกลแสนไกลราวกับเป็นอนันตกาล

สำหรับวัยกลางคนอย่างผม เวลา 10 ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 10 ปีข้างหน้า แม้จะรู้สึกว่ายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยาวนานเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว

และเมื่อวันที่ชีวิตเดินทางถึงบั้นปลาย ผมก็อาจรู้สึกว่า 10 ปี, 40 ปี หรือแม้กระทั่ง 80 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

คำถามต่อมาก็คือเราจะพอทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่ง เราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องโหยหาอดีต และอย่ากังวลถึงอนาคตให้มากนัก เดี๋ยวมันก็จะมาถึงและจะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว

สอง พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ คงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา ดังคำของสตีฟ จ๊อบส์ที่ว่า stay hungry, stay foolish.

สาม ให้เวลากับคนในครอบครัว เด็กน้อยยังต้องการเพื่อนร่วมทางไปสู่อนาคตที่ทอดยาว ส่วนพ่อแก่แม่เฒ่าก็ต้องการความทรงจำที่ดีสำหรับอดีตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตนั้นยาวไกล ส่วนอดีตนั้นใกล้นิดเดียวครับ

FOMO และ JOMO

20190914

FOMO คือ Fear of Missing Out

คือกลัวว่าเราจะพลาดเรื่องอะไรก็ตามที่อยู่ในกระแส

เราจึงต้องตามข่าวดารา ต้องดู Game of Thrones ต้องมี iPhone 11

กลัวว่าถ้าตกกระแสแล้วจะคุยกับเพื่อนไม่มันส์หรือคุยกันไม่รู้เรื่อง

แต่ FOMO นั้นทำให้เราต้องใช้แรงพอดู เพราะกระแสมาเดี๋ยวเดียวก็ไป เมื่อพยายามไล่ตามทุกอย่าง ก็ย่อมจะเสียแรง เสียเวลาและเสียงตังค์ไปไม่น้อย

ส่วน JOMO คือสิ่งที่ตรงข้ามกับ FOMO

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out

ถึงจะพลาด ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรอิน เราก็มีความสุขได้

สุขใจที่ไม่รู้ สุขใจที่ไม่มี สุขใจที่จะไม่ได้ติดตาม

คนที่ JOMO นั้นเชื่อว่าถึงจะตามก็ตามไม่ทัน ถึงจะมีแต่ก็ไม่เคยดีพอ ถึงจะรู้เรื่องชาวบ้านเยอะแค่ไหนก็ไม่สู้รู้ใจตัวเอง

หากเราเป็น FOMO แล้วเหนื่อยนัก ลองคิดพักด้วย JOMO ดูนะครับ

ทำไมนักบอลชอบประท้วงกรรมการ

20190910

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนักบอลชอบเถียงกรรมการจังเลย

คนหนึ่งที่เถียงกรรมการบ่อยจนติดตาคือ Roy Keane

รอย คีนคือกัปตันของแมนยูในยุค 90’s ที่คว้าแชมป์เป็นว่าเล่นภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

คีนเป็นที่เล่นบอลดุดันและอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่คีนจะเถียงกรรมการทุกครั้งที่กรรมการเป่าไม่ถูกใจ

ผมดูคีนเถียงแล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จะเถียงไปทำไม ถึงเถียงให้ตายกรรมการก็ไม่กลับคำตัดสินอยู่ดี

จนมาวันนึงผมจึงถึงบางอ้อ

ว่าการที่คีนเถียง ไม่ใช่เพื่อให้กรรมการกลับคำตัดสิน

แต่เพื่อให้กรรมการมีความลังเลในการเป่าครั้งต่อไป

ช่วงท้ายเกม ในจังหวะ 50:50 ที่กรรมการอาจจะเป่าให้ข้างไหนได้ประโยชน์ก็ได้ หลายครั้งกรรมการเลือกจะเป่าให้แมนยูได้ฟรีคิกหรือได้จุดโทษ

ซึ่งผมเชื่อว่า หนึ่งในแรงผลักดัน / แรงกดดัน ก็คือการประท้วงของคีนหลายครั้งตลอดทั้งเกม

10 ครั้งที่คีนประท้วงก่อนหน้านั้นไม่ได้มีผลอะไร แต่กลับมามีผลในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

มันสอนว่า บางทีเราก็ต้อง speak up หรือพูดในสิ่งที่เราคิดบ้าง แม้มันจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่จะทำให้ “กรรมการ” ยั้งคิดมากขึ้นในการตัดสินใจครั้งต่อไป

กรรมการที่ว่านี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนในครอบครัวก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ถ้ามันต้องฝืนมากๆ มันก็อาจจะไม่ใช่

20190909b

ถ้าชอบใครซักคนแล้วเราต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่อีกฝ่ายไม่คิดจะปรับตัวเข้าหา

ถ้าทำงานแล้วเราต้องทำสิ่งที่ขัดกับนิสัยของเราตลอดเวลา โดยไม่มีวี่แววว่าธรรมชาติของงานนี้หรือวัฒนธรรมขององค์กรนี้จะเปลี่ยนไป

ถ้าต้องเล่นกีฬาที่เราไม่ได้สนุกไปกับมัน แต่ถ่ายรูปออกมาสวยและเป็นกีฬาที่กำลังอินเทรนด์

บางทีก็ต้องหยุดถามตัวเองว่า เราต้องการทำสิ่งนี้จริงๆ รึเปล่า เราพร้อมจะฝืนตัวเองไปถึงเมื่อไหร่ และเราจะฝืนตัวเองไปเพื่ออะไร

กีฬาที่ถูกจริตมีได้มากกว่าหนึ่ง งานที่เหมาะมีได้มากกว่าหนึ่ง คนที่พร้อมเป็นคู่รักมีได้มากกว่าหนึ่ง (แต่ต้องมีทีละหนึ่ง)

ถ้าฝืนมานานและดูท่าทางน่าจะต้องฝืนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป

บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ