เราอยากเชื่อว่าเราเป็นคนพิเศษ

20191005

เราอยากเชื่อว่าเราเป็นข้อยกเว้น

เราเลยบอกกับตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นมันจะไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก

ถึงกินเหล้าก็ยังขับรถกลับบ้านไหว

ถึงสูบบุหรี่ก็จะไม่เป็นมะเร็งปอด

ถึงจะไม่วางแผนการเงิน เราก็จะมีกินมีใช้ไปเรื่อยๆ

ถึงจะกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ สุขภาพก็จะยังแข็งแรงดี

ถึงจะไม่วอร์มอัพก่อนเล่นกีฬา เราก็จะไม่บาดเจ็บ

ถึงจะนอนไม่พอ แค่ดื่มกาแฟก็ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงจะไม่คาดเข็มขัดก็ไม่เป็นไร เพราะรถที่เราขับนั้นจะไม่ชน

แม้จะไม่ได้บอกใคร แต่ความคิดเหล่านี้ก็อยู่ในใจ

ความคิดว่าเราเป็นคนพิเศษ ความคิดว่าเราไม่ได้ average เหมือนคนอื่นๆ

เราพิเศษจริงหรือไม่ ผมคงไม่อาจตัดสินได้ บอกได้เพียงว่า

หนึ่ง หลายคนน่าจะคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ แต่เรื่องร้ายๆ ก็ยังเกิดกับเขาได้อยู่ดี

และสอง เราจะหลอกใครก็ได้ และคนที่เราหลอกได้ง่ายที่สุดคือตัวเราเองครับ

—–

Photo by Vivek Doshi on Unsplash

เราสะสมเงินได้แต่เราสะสมเวลาไม่ได้

20191001

ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในชีวิตเราสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท

ประเภทแรกคือสิ่งที่สะสมได้ เช่นชื่อเสียง เงินทอง ผลงาน เพื่อน บุญ

คุณลักษณะของสิ่งที่สะสมได้ คือมันไม่มีเพดาน

ชื่อเสียงไม่มีเพดาน เราจะมีคนติดตามหมื่นคน แสนคน ล้านคน หรือสิบล้านคนก็ยังได้

เงินทองก็ไม่มีเพดาน เราจะมีเงินหมื่นบาท ล้านบาท พันล้านบาทก็ยังได้

บุญก็ไม่มีเพดาน จะสะสมบุญเพื่อเกิดสวรรค์ชั้นไหนก็ได้

ประเภทที่สองคือสิ่งที่สะสมไม่ได้ เช่นอาหารที่ใส่เข้าไปในท้อง อากาศที่หายใจเข้าปอด สุขภาพ เวลา การนอนหลับ

คุณสมบัติของสิ่งที่สะสมไม่ได้ คือมันมีเพดาน

ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหน ก็กินข้าวได้ไม่เกิน 1 หม้อ

ต่อให้เป็นนักกีฬาที่ฟิตขนาดไหน ก็กลั้นหายใจได้ไม่เกิน 3 นาที

ต่อให้เป็นคน productive แค่ไหน ก็มีเวลาวันละแค่ 24 ชั่วโมง

ถ้าพูดภาษาสตาร์ทอัป เราสามารถ 10x สิ่งทีเราสะสมได้ แต่เราไม่สามารถ 10x สิ่งที่เราสะสมไม่ได้

สิ่งที่สะสมได้ เราสามารถที่จะทำให้มันสุดๆ หรือจะไม่ทำมันเลยก็ได้ ถ้าเราใช้เวลา 10 ปีในการทำมาหากินจนมีเงินเก็บ 100 ล้านบาท เราสามารถใช้ชีวิตอีก 10 ปีถัดไปโดยไม่ต้องหาเงินอีกเลยก็ได้

หรือถ้าเราเขียนนิยายดังๆ ได้หนึ่งเรื่อง หรือมีเพลงฮิตซักสองสามเพลง เราก็อาจมีเงินมีทองใช้โดยไม่ต้องสร้างผลงานอะไรเพิ่มอีกแล้วในชีวิตนี้

ขณะที่สิ่งที่สะสมไม่ได้นั้น เราไม่สามารถทำเยอะๆ เพียงช่วงหนึ่ง เพื่อที่จะหยุดทำมันโดยสิ้นเชิงในภายหลังได้

เราไม่สามารถนอนหลับติดต่อกัน 24 ชั่วโมง เพื่อจะตื่นขึ้นมาทำงานติดต่อกัน 72 ชั่วโมงได้

เราไม่สามารถหายใจเก็บเอาไว้ในปอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหายใจในอีก 1 ชั่วโมงถัดไปได้

เราไม่สามารถกินข้าว 100 จาน เพื่อจะได้ไม่ต้องกินข้าวอีก 1 เดือนได้

ตัวอย่างที่ยกมานั้นสุดโต่ง แต่ความเป็นจริงก็คือเรามักจะปฏิบัติต่อสิ่งที่สะสมไม่ได้ ราวกับมันเป็นสิ่งที่สะสมได้

เราทำงานไม่หลับไม่นอนวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วค่อยมานอนหลับชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์

เรากินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ตลอดปี แล้วบอกตัวเองว่าปีหน้าจะเริ่มกินคลีน

เราทำงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าวันหนึ่งที่เรามีเงินมากกว่านี้ มีทางเลือกมากกว่านี้ เราจะเริ่มให้เวลากับเขามากขึ้น

แต่การนอนหลับ สุขภาพ และเวลาของคนเรามันชดเชยกันไม่ได้ หรือถึงชดเชยได้ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ของที่สะสมไม่ได้นั้นมีเพดาน ไม่อาจสะสม ไม่อาจปล่อยปละละเลย และหลายครั้งก็ไม่มีโอกาสกลับไปแก้ตัว

เราจึงต้องทำมันอย่างสม่ำเสมอและใช้ประโยชน์จากมันให้คุ้มค่าที่สุดในทุกๆ วันครับ

แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

20190930b

ผมเคยฟังสัมภาษณ์ของนักขายมือฉมังคนหนึ่งเล่าว่า เวลาคุยกับลูกค้า นักขายส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่การปิดการขาย

แต่ความจริงก็คือ ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เขาตัดสินใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของบทสนทนาแล้ว

ถ้าลูกค้า detect ได้ว่าเซลส์คนนี้คิดแต่จะเอา คิดแต่จะขายของ ลูกค้าก็จะมีคำตอบในใจแล้วว่าจะไม่ซื้อ แต่ยอมทนฟังเพื่อรักษาน้ำใจ ระหว่างนั้นก็คิดหาเหตุผลดีๆ ในการปฏิเสธ

ดังนั้น ในฐานะคนขายของ แทนที่จะห่วงว่าเราจะ “ปิดการขาย” ยังไง จงห่วงว่าเรา “เปิดการขาย” ยังไงดีกว่า

—–

เดือนที่แล้วผมไปวิ่งงานฮาล์ฟมาราธอนมา

เป็นงานที่ไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะป่วยก่อนแข่ง คิดในใจว่าแค่วิ่งจบได้ก็บุญแล้ว

ช่วงออกวิ่งตอนแรกจึงวิ่งแบบประคองตัว เพซประมาณ 6’30 (กิโลเมตรละหกนาทีครึ่ง) แล้วก็พบว่าร่างกายโอเคกว่าที่คิด พอพ้นระยะ 10 ก.ม.เลยเริ่มมีความคิดว่าจะทำ sub-2 ไหวมั้ย (วิ่ง 21.1 ก.ม.ภายใน 2 ชั่วโมง)

แต่เมื่อคำนวณดูคร่าวๆ ต่อให้ผมวิ่งที่เพซ 5’45 ผมก็จบไม่ทันสองชั่วโมงอยู่ดี ให้วิ่งเร็วกว่านี้ก็เสี่ยงว่าจะหมดแรงเสียก่อน ก็เลยต้องละทิ้งเป้าหมาย sub-2 นี้ ไป

ที่คราวนี้พลาด sub-2 ไม่ใช่เพราะครึ่งหลัง แต่เป็นเพราะครึ่งแรก

—–

ผมเคยอ่านมาซักที่ว่า ในการสัมภาษณ์งาน คนเรามักตัดสินกันตั้งแต่ 7 วินาทีแรก

เพียง 7 วินาที ก็เพียงพอที่ผู้สัมภาษณ์จะตอบคำถามเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ตัว

ผู้สมัครคนนี้ friendly รึเปล่า
ดูน่าเชื่อถือรึเปล่า
น่าจะฉลาดรึเปล่า
ทำให้เรานึกถึงใคร
เราถูกชะตาคนนี้รึเปล่า

และหากผู้สัมภาษณ์รู้สึกไม่ถูกชะตาผู้สมัครเสียแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้สมัครจะเปลี่ยนความคิด-ความเชื่อนี้ได้ในการพูดคุยที่เหลือ

ดังนั้น first impressions จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เสื้อผ้าหน้าผม ภาษากาย การยิ้มแย้มแจ่มใส การสบตา น้ำเสียง ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ดีตั้งแต่ 7 วิแรก

—–

แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

แม้ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่หลายอย่างก็มีผลจริงๆ

จึงไม่เสียหายที่จะเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเริ่มต้นที่ดี

การเริ่มต้นที่จะนำไปสู่บทสรุปที่ดีครับ

ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้ด้วยเงิน

20190924b

ดังนั้นอย่ารังเกียจการใช้เงินแก้ปัญหา

เพราะเงินนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “เวลาของเราที่แปรรูปไปแล้ว”

เพราะเราเอาเวลาไปทำงาน จึงได้เงินมา

หากเราจะเอาเงินนั้นมาใช้ เพื่อซื้อเวลาให้เราเพิ่ม ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้และสมควรทำ

ถ้ารถข้างล่างมันติดมาก ก็จงขึ้นทางด่วน

ถ้าทำงานบ้านแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน ก็จ้างแม่บ้านมาช่วยบ้างก็ได้

ถ้าหิวแล้วหาของกินลำบาก ก็สั่งไลน์แมนมาส่ง

จริงอยู่ คนเราควรจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง แต่ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

ถ้าเราตะบี้ตะบันหาเงิน-เก็บเงินอย่างเดียว เราก็อาจจะสูญเสียโอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตไปนะครับ

ปรารถนาสิ่งใดจงเอ่ยปาก

20190924

แต่เราไม่ค่อยกล้าพูดออกมาเพราะ

หนึ่ง กลัวโดนปฏิเสธ

สอง เราเชื่อว่าถ้าเขาแคร์เราพอ เขาย่อมจะทำให้เราเอง

จึงขอให้คิดอย่างนี้

หนึ่ง ถ้าเราเอ่ยปาก โอกาสแม้จะต่ำเตี้ยแค่ 1 ใน 100 ก็ยังสูงกว่า 0 ใน 100 หากเราไม่พูดเลย

สอง เขาอ่านใจคนไม่ได้ หรือถึงอ่านได้ก็ไม่เท่าที่เราหวัง แถมเขาเองก็มีเรื่องให้วุ่นวายมากพออยู่แล้ว

ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นทั้งสองฝ่ายด้วยการบอกสิ่งที่เราต้องการ ถ้าโดนปฏิเสธก็ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน

และเป็นการเพิ่มโอกาสสำหรับการขอครั้งต่อไปครับ