เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

20191022b

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

สำหรับคนที่ฝึกมาดีแล้ว จะไม่วิ่งหาความสุข และไม่วิ่งหนีความทุกข์

เมื่อมีความสุขผ่านเข้ามาในชีวิต ก็รู้ตัวว่ามีความสุข ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน เพราะรู้ว่ามันก็แค่ของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อมีความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็สามารถทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ทน แถมยังเอาความทุกข์นั้นมาเป็นหินลับมีดให้จิตใจแข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตคนเราจึงไม่ใช่การพาตัวเองไปอยู่ในสถานะหรือสถานการณ์ที่มีแต่ความสุขความสบาย

เป้าหมายคือการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จนความสุขหรือความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Didriks on Flickr

ขี้เกียจทำสิ่งใดให้ทำสิ่งนั้น

20191022.png

หนึ่ง เพราะความขี้เกียจเป็นกิเลส ถ้าเรายอมแพ้ให้กิเลสชนิดใดบ่อยๆ มันก็จะได้ใจและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่ยอมโอนอ่อนตามความขี้เกียจนั้น ก็ย่อมเป็นการข่มความขี้เกียจไม่ให้มันแข็งแกร่งเติบใหญ่ได้

สอง เรื่องที่เราขี้เกียจ มักเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เราควรทำ ขี้เกียจทำงานยาก ขี้เกียจออกกำลังกาย ขี้เกียจภาวนา

เราไม่เคยขี้เกียจเล่นเฟซบุ๊ค ไม่เคยขี้เกียจดูเน็ตฟลิกซ์ ไม่เคยขี้เกียจกินชาไข่มุก

สาม ความขี้เกียจนั้นเป็นแรงต้าน ถ้าเราใช้แรงต้านเป็นเข็มทิศ เราก็คือปลาเป็นที่ว่ายทวนน้ำที่จะได้พบกับความดีความงามมากกว่าปลาตัวอื่นๆ ที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Francis Eatherington on Flickr 

อะไรคือสิ่งที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด

20191021

ความปวดหัวและความวุ่นวายนั้น หลายครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้

ที่เราต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่ใจมันอย่างเพียงพอ

เราจึงควรจัดสรรเวลา เพื่อไตร่ตรองและประเมินความเสี่ยง ว่าในหนึ่งปีต่อจากนี้ มีอะไรบ้างที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด เราจะป้องกันมันได้อย่างไร หรือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะจัดการอย่างไร

แน่นอน เราไม่สามารถทำนายอนาคตได้ครบถ้วน แต่เราควรฝึกคาดการณ์และเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ

เพื่อที่ว่าในวันที่อนาคตเดินทางมาถึง เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และจะได้รับมือกับมันได้อย่างมีสติและมีวิชาครับ

อย่าใส่ปุ๋ยให้วัชพืช

20191021b

ความคิดที่ติดลบ คนที่ปล่อยพลังงานลบ กิจกรรมที่เป็นโทษ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นวัชพืชในชีวิต

นอกจากไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังมาแย่งทรัพยากรอันมีค่าจนเราไม่เหลือพื้นที่สำหรับปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ

แต่เราก็ยังมิวายใส่ปุ๋ยให้วัชพืชเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ด้วยการทำกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ ด้วยการถกเถียงกับคนแปลกหน้าบนอินเตอร์เน็ต ด้วยการคิดบั่นทอนตัวเอง

แล้วจะไม่ให้วัชพืชเหล่านั้นเติบโตได้อย่างไร

มองให้ออกว่าเรากำลังใส่ปุ๋ยให้กับวัชพืชใดบ้าง เมื่อเจอแล้วก็หยุดให้ปุ๋ย หยุดรดน้ำ หยุดพรวนดินให้มัน

จะได้ใช้แรงและทรัพยากรที่เรามีอย่างจำกัดไปกับผลหมากรากไม้ที่จะออกดอกออกผลให้เราได้เก็บกินในวันข้างหน้าครับ