หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลน

20150917_SayNo

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมสอนวิชา Time Management แล้วเจอสไลด์หนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาเขียนลงบล็อกซะหน่อย

เป็นข้อคิดที่ได้มาจากการไปสัมภาษณ์ท็อด ชายชาวแคเนเดี้้ยนที่เป็นคนสำคัญในการก่อตั้งศูนย์ซอฟท์แวร์ของรอยเตอร์ที่เมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเคยเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของผม ตอนที่ผมเข้าทำงานที่นี่ใหม่ๆ

ผมถามท็อดว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับ Time Management มั้ย

เค้าบอกว่าปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลานั้น มักจะเกิดกับคนนิสัยดี – “Only nice people have problems with time management”

ส่วนคนนิสัยแย่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้หรอก – “Nasty people don’t have this problem – they just say “No” to everything!”

ท็อดบอกว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยมีปากเสียงกับพวกฝรั่งเท่าไหร่ เขาขอหรือเขาสั่งอะไรมา เราก็เออออเซย์เยสไปเสียหมด

ซึ่งพอเซย์เยสบ่อยๆ เข้า ก็ย่อมนำมาสู่ปัญหางานล้นมือจนทำไม่ทัน

ดังนั้น ท็อดจึงบอกว่า เราควรจะหัดปฏิเสธให้เป็น แต่ต้องปฏิเสธอย่างมีศิลปะด้วย – “You have to learn to say no with an option”

แล้ว with an option นี่คือยังไงอ่ะ?

ท็อดก็อธิบายต่อว่า สมมติหัวหน้าเอางานชิ้นใหม่มาให้ แล้วถามเราว่าขอพรุ่งนี้ได้มั้ย

ถ้าเราตอบว่า “ได้ครับ” ก็อาจทำให้เราต้องอยู่ดึกเกินไปหรือส่งงานชิ้นอื่นไม่ทัน

หรือถ้าเราตอบว่า “ไม่ได้ครับ” ก็อาจจะทำให้หัวหน้ามองเราไม่ดี

ดังนั้นคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์กว่าก็คือ “ถ้าส่งพรุ่งนี้เกรงว่างานจะออกมาไม่ดี ผมขอส่งวันมะรืนนี้แทนได้มั้ยครับ”

นี่คือการ Say No with an Option ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่ค่อยได้ทำกัน

ตัวอย่างเพิ่มเติมสำหรับการ say no with an option ก็เช่น

“ผมจะขอแบ่งงานบางส่วนให้ต้อมทำได้รึเปล่าครับ จะได้แน่ใจว่าเสร็จทันตามกำหนด”

หรือ

“มีส่วนไหนที่หัวหน้าต้องการด่วนที่สุดครับ? ผมขอทำส่วนนั้นส่งให้หัวหน้าภายในพรุ่งนี้ ส่วนงานที่เหลือผมขอทยอยส่งให้ได้มั้ยครับ ช่วงนี้งานเดือดจริงๆ ครับ”

หรือ

“ถ้าเขียนเป็นรายงานทั้งเล่มพรุ่งนี้น่าจะลำบากครับ แต่ถ้าผมทำเฉพาะตัวเลขกับกราฟให้หัวหน้าไปใช้พรีเซ้นก่อน หัวหน้าโอเคมั้ยครับ”

หลักการก็คือ ถ้าเราไม่ไหว ก็อย่าไปตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่ควรจะคิดหาทางออกให้กับคนที่มาขอให้เราช่วยด้วย

อ้อ ส่วนใครที่เจอหัวหน้าที่ชอบสั่งงานกระชั้นๆ แล้วทุกอย่างเร่งด่วนและสำคัญไปหมด ท็อดก็บอกว่าเราควรจะถามหัวหน้ากลับว่า

“If it’s so important, why didn’t you tell me earlier?”

ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมหัวหน้าไม่บอกผมตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะฮะ?

แน่นอน วิธีพูดอย่างนี้ไม่สามารถใช้ได้กับหัวหน้าทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเรามีวิธีพูดเป็นนัยๆ ด้วยรูปประโยคอื่น แต่ผมคงไม่สามารถยกประโยคตัวอย่างให้ได้ เพราะสภาพการทำงานของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อ้อ ทักษะการ say no with an option นี่ไม่จำกัดเฉพาะตอนคุยกับหัวหน้าหรือคุยกับฝรั่งนะครับ เอาไว้คุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นที่มาขอให้เราช่วยเหลือก็ได้เหมือนกัน

ลองแล้วได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

จริงจังแต่ไม่เคร่งเครียด

20150910_FocusedStressed

“ที่ภัทรเราจะแยกคำว่า “จริงจัง” กับคำว่า “เคร่งเครียด” ออกจากกัน เพราะถึงเราจะจริงจังและทุ่มเทกับงานแค่ไหน เราก็ไม่เห็นจะต้องเครียดเลย อย่างตัวผมมีคติและกฎประจำตัวเลยว่า ทุกการประชุมที่ร่วม จะต้องมีการหัวเราะ การพูดเล่น การแดกดัน และการปล่อยมุขในที่ประชุม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องพึงกระทำ เพราะสำหรับผมการตีหน้าขรึมมาดยักษ์ต่างหากที่ไม่เป็นที่นิยม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะไม่ละทิ้งเนื้อหาสาระ ทุกคนมีวินัยพอที่จะรู้ว่ากระพี้แค่ไหนถึงจะเหมาะ และเนื้อหาสาระจะต้องดำรงอยู่”

– บรรยง พงษ์พานิช
หนังสือบรรยง พงษ์พานิช คิด

—–

สองวันมานี้ผมได้หยิบหนังสือ “บรรยง พงษ์พานิช คิด” มาอ่าน

ในหนังสือจั่วหัวว่า “36 ปี ชีวิตการทำงาน จากเสมียนเคาะกระดานหุ้น สู่ประธานกรรมการหลักทรัพย์ ภัทร”

เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากครับ อ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้วอยากไปดูให้เห็นกับตาเลยว่าการทำงานในหลักทรัพย์ภัทรนี่มันเจ๋งแค่ไหน

—–

จริงจัง กับ เคร่งเครียด

สองคำนี้ดูเผินๆ จะคล้ายกัน เหมือนคำว่า สงสารกับเมตตา ที่ผมเคยเขียนถึงเมื่อหลายเดือนที่แล้ว

ผมนั่งคุยกับแฟนว่า จริงจัง กับ เคร่งเครียด ต่างก้นยังไงบ้าง ก็ได้ความว่า

จริงจัง คือเราอยากให้งานเสร็จ
ส่วนเคร่งเครียด คือเรามีความกดดันกับตัวงาน

จริงจัง คือเดินหน้าสู่เป้าหมายไปด้วยกัน
ส่วนเคร่งเครียด จะทำให้แต่ละคนต่างถูกตรึงอยู่กับที่

จริงจัง คือพลังงานบวก
ส่วนเคร่งเครียด คือพลังงานลบ

จริงจัง คือใส่ใจในการกระทำปัจจุบัน และปล่อยวางกับผลลัพธ์
เคร่งเครียด คือสนใจในผลลัพธ์ จนลืมเนื้อลืมตัวในปัจจุบัน

จริงจัง คือมีความเป็นผู้ใหญ่
ส่วนเคร่งเครียด จะทำให้หน้าแก่

จริงจังก็สนุกได้
แต่เคร่งเครียด สนุกไม่ออก

จริงจัง เอาไว้เป็นคำถามกับแฟนได้ “เธอจริงจังกับเราแค่ไหน?”
เคร่งเครียด เอาไปถามไม่ได้ “เธอเคร่งเครียดกับเราแค่ไหน?”

จริงจัง – เคร่งเครียด คำบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ให้ผลลัพธ์แตกต่างกันคนละโลก

ถ้าเจอใครที่ใช้ชีวิตแบบจริงจังแต่ไม่เคร่งเครียดได้ เรียนรู้จากเขาให้เยอะๆ นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก:หนังสือบรรยง พงษ์พานิช คิด สำนักพิมพ์ OpenWorlds

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

วิธีจัดการอีเมลหลังกลับมาจากหยุดงานยาวๆ

20150907_Email

กลุ่มเป้าหมายของบทความนี้คือพนักงานบริษัทที่ได้รับเมลวันละนับร้อยฉบับครับ

สมมติคุณลางานไปเที่ยวต่างประเทศมาซัก 2 สัปดาห์ กลับมาถึงที่ทำงานวันแรก คุณจะมีเมลนับพันฉบับแน่ๆ แค่นั่งอ่านเมลอย่างเดียวก็หมดวัน แค่คิดก็เครียดแล้ว!

วันนี้จะมาแชร์วิธีที่ผมการจัดการอีเมล์เมื่อต้องเจอสถานการณ์อย่างนี้ครับ

(ที่บริษัทผมใช้ Outlook เป็นโปรแกรมดูแลเมลนะครับ)

  1. นั่งลงที่โต๊ะ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
  2. สร้าง Folder ขึ้นใหม่ จะตั้งชื่อว่าอะไรก็ได้ สมมติว่าชื่อ ToRead แล้วกัน
  3. ย้ายเมล์ทุกฉบับจาก Inbox มาใส่โฟลเดอร์ ToRead
  4. Sort by sender แล้วอ่านเมล์ของหัวหน้าเราทุกฉบับ เพื่อที่จะได้รู้ว่าหัวหน้าต้องการอะไรจากเราบ้าง
  5. Sort by sender แล้วอ่านเมล์จากคนที่เราต้องทำงานใกล้ชิดด้วย
  6. Sort by priority เพื่อที่จะดูว่าเมลที่ขึ้นธงว่า Important มีเรื่องอะไรบ้าง
    จากนั้นก็เริ่มทำงานได้เลยครับ!
  7. ส่วนเมล์อื่นๆ เราค่อยกลับมาอ่านทีหลัง โดยอาจจะกันเวลาไว้วันละ 15-30 นาทีเพื่อสิ่งนี้
  8. โดยวิธีอ่านเมล์ที่ง่ายที่สุดคือให้ Sort by Subject ก่อน แล้วอ่านฉบับล่าสุดอันเดียวพอ ส่วนฉบับก่อนหน้านั้นก็ Mark as read ไปให้หมดครับ

ถ้าทำตามขั้นตอนด้านบน เราจะพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเลย เพราะเราได้เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุด จากคนที่สำคัญที่สุดแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ คนที่ส่งก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่าคุณลางานช่วงนี้ คงไม่ได้หวังให้คุณต้องทำงานอะไรหรอก แค่ส่งให้ไว้เป็นข้อมูลเฉยๆ แต่ถ้ามันมีเรื่องให้เราต้องทำจริงๆ เดี๋ยวเขาก็โทร.มาคุยกับเราเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

คำภาษาอังกฤษที่เราใช้ผิดเป็นประจำ

20150902_EnglishWrongUsage

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องภาษาอังกฤษที่ผมเห็นว่าพวกเราชอบใช้ผิดกันบ่อยๆ นะครับ

—–
คำที่คนไทยมักสะกดผิด
—–

Baht vs Bath
Baht แปลว่า สกุลเงินบาท
Bath แปลว่า อ่างอาบน้ำ

กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นป้ายราคาอาหารและสิ่งของลงท้ายด้วยคำว่า Bath (อ่างอาบน้ำ) อาจจะไม่น่าถือสานักถ้าเป็นร้านค้าข้างทางที่อยากแปะป้ายให้ฝรั่งอ่านออก แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือเว็บไซต์ที่เขียนคำว่า Baht ผิดเป็น Bath นี่ความน่าเชื่อถือจะลดฮวบเลยทีเดียว

อ้อ แล้วคำว่า baht ไม่ต้องไปเติม s ต่อท้ายนะครับ เพราะเท่าที่ผมสังเกตสกุลเงินอย่าง Yen หรือ Yuan (Renminbi) เขาก็ไม่เติม s เช่นกัน

Angel vs Angle
Angel แปลว่า นางฟ้า
Angle แปลว่า มุม

หลายครั้งเหลือเกินที่ผมเห็นคนพร่ำพรรณนาว่า You are my angle – คุณคือมุมของผม! – แทนที่จะซึ้งเลยกลายเป็นการเปิดโปงให้เห็นเลยว่ามัวเมาในรักจนเสียการเรียน

Stationery vs Stationary
Stationery แปลว่าอุปกรณ์เครื่องเขียน
Stationary แปลว่าอยู่กับที่

ผมเคยเห็นร้านหนังสือชื่อดังร้านหนึ่งที่อยู่ในคอมมิวนิตี้มอลล์เลียบทางด่วนรามอินทราใช้คำว่า Stationary เพื่อบ่งบอกว่านอกจากร้านนี้ขายหนังสือ ซีดี และ ดีวีดี แล้ว ยังขายความนิ่ง เอ๊ยปากกาสมุดดินสอด้วยนะ

—–
ประโยคที่คนไทยมักใช้ผิด
—–

Discuss = สนทนา / ปรึกษาหารือ
ตัวอย่างที่ผิด I want to discuss about this issue tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก I want to discuss this issue tomorrow

เวลาใช้คำว่า Discuss เรามักจะตามด้วย about กันเป็นประจำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ต้องใช้เลยครับ ให้ต่อกิริยาตัวนี้ด้วยกรรมได้เลย

ถ้าอยากจะใช้ about จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนจาก discuss เป็น discussion แทน เช่น

I want to have a discussion about this issue tomorrow

—–

Comprise = รวมถึง / ประกอบด้วย

ตัวอย่างที่ผิด The house comprises of three bedrooms and two bathrooms
ตัวอย่างที่ถูก The house comprises three bedrooms and two bathrooms

เวลาใช้คำว่า Comprise ไม่ต้องมี of ตามหลัง ที่บางคนต่อด้วย of อาจจะเป็นเพราะนึกว่าใช้เหมือนกันคำว่า consist:

A traditional family consists of parents, children, and grandparents.

ถ้าอยากจะใช้ of กับ comprise ด้วยกันจริงๆ ต้องใช้ในรูป is comprised of:

The house is comprised of three bedrooms and two bathrooms

—–

The same as = เหมือนกัน

ตัวอย่างที่ผิด My shirt is as same as yours
ตัวอย่างที่ถูก My shirt is the same as yours

เรามักจะเห็นคำนี้เขียนผิดในรูป “as same as” ซึ่งใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะในกรณีไหนๆ

เดาว่าคนใช้น่าจะไปสับสนกับ “as <adjective> as” มากกว่าเช่น

I am as tall as you are
He doesn’t run as fast as I do

—–

Due to = เนื่องจาก

ตัวอย่างที่ผิด Due to the weather was bad, I came in late
ตัวอย่างที่ถูก Due to bad weather, I came in late

ตัวอย่างที่ผิด Due to I want to take an annual leave tomorrow
ตัวอย่างที่ถูก Due to personal reasons, I would like to take an annual leave tomorrow

เรามักใช้ Due to ตามด้วยประโยคแบบเต็มๆ ที่มีประธาน+กิริยา(+กรรม)

แต่จริงๆ แล้ว Due to ต้องต่อด้วยคำนามเท่านั้น

EDIT 3/9/2015: พอผมไปอ่านในเน็ตเพิ่มแล้วก็พบว่าการใช้ Due to เพื่อขึ้นต้นประโยคนั้นจริงๆ ควรจะหลีกเลี่ยงไปเลย ใช้คำว่า Because of จะเหมาะสมกว่า

—–

Ever = เคย

ตัวอย่างที่ผิด I have ever done this before
ตัวอย่างที่ถูก I have done this before / I used to do this before

ตัวอย่างที่ผิด She ever lived in Paris
ตัวอย่างที่ถูก She used to live in Paris /  She has lived in Paris

คำว่า ever ที่แปลว่าเคยนั้น จะใช้ได้เฉพาะในรูปแบบประโยคคำถามหรือประโยคปฏิเสธเท่านั้น

Have you ever done this before?
I have never done this before

แต่ในประโยคบอกเล่าเขาไม่ใช้กันครับ ถ้าจะมีใกล้เคียงสุดก็คือ

I don’t think I have ever done this before

ซึ่งก็คือประโยคปฏิเสธกลายๆ นั่นเอง

—–

Every day = ทุกๆ วัน

ตัวอย่างที่ผิด I check Facebook everyday*
ตัวอย่างที่ถูก I check Facebook every day

อันนี้ขอสารภาพว่าเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้เอง (นายฝรั่งบอกว่าผมใช้คำนี้ผิด) เพราะคิดว่า every day กับ everyday นั้นความหมายเดียวกัน

every day เป็น adverb ที่ไปขยายกิริยาว่าทำสิ่งนี้ทุกๆ วัน

ส่วน everyday นั้นเป็น adjective แปลว่า ธรรมดา ปกติ เห็นกันได้เป็นประจำ คล้ายๆ คำว่า ordinary หรือ normal นั่นเอง

He made the most of his everyday experience
I prefer you in your little grey everyday dress

—–

ทั้งหมดนี้คือคำและประโยคภาษาอังกฤษที่คนไทยมักเขียนผิด (และก็ดันลอกตามๆ กันมาจนนึกว่ามันถูก!) ที่อยากฝากให้พิจารณาและบอกต่อครับ

อ้อ แล้วถ้าคิดถึงคำไหนหรือรูปประโยคไหนที่เรามักจะใช้ผิดกันอีก ก็มาเล่าให้ฟังได้ที่เพจ Anontawong’s Musings นะครับ ถ้าผมเห็นว่าโอเค ผมจะเอามาลงบล็อกและใส่เครดิตให้ด้วยครับ

—–

* EDIT 10:06 3/9/2015  ตอนแรกผมใช้คำว่า  I play Facebook everyday ซึ่งคำว่า play จริงๆ แล้วไม่ใช่คำที่ฝรั่งใช้กันเวลาเล่นเฟซบุ๊ค จึงควรจะใช้คำว่า check มากกว่า ขอบคุณน้องกวาง (ซึ่งเคยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์) ที่ชี้แนะครับ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

นิทานลิง 5 ตัว

20150828_TalesOfFiveMonkeys

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองโดยเอาลิงห้าตัวมาอยู่ในห้องเดียวกัน

ในห้องมีสเปรย์ฉีดน้ำอยู่โดยรอบ กลางห้องมีกล้วยหนึ่งหวีแขวนไว้กับเพดาน และใต้กล้วยหวีนั้นก็มีบันได (ladder) วางอยู่

เมื่อลิงตัวหนึ่งปีนขึ้นบันไดเพื่อจะเอื้อมหยิบกล้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ “ทำโทษ” ด้วยการฉีดน้ำเย็นใส่ลิงทั้งสี่ตัวที่เหลือจนน้องลิงเหน็บหนาวกันถ้วนหน้า

ทุกครั้งที่มีลิงตัวใดเริ่มจะปีนบันได การทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นจะตามมาเสมอ

เพียงไม่นาน ก็ไม่มีลิงตัวไหนคิดจะขึ้นไปหยิบกล้วยอีก

จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เอาสเปรย์ฉีดน้ำเย็นออกไป เอาลิงหนึ่งตัวออกจากห้อง และใส่ลิงตัวใหม่เข้ามาแทน

พอลิงตัวใหม่เข้ามาเห็นกล้วยก็เลยคิดจะปีนบ้าง แต่เพียงแค่มันแตะบันไดขั้นแรก ลิงอีกสี่ตัวที่เหลือก็เฮโลเข้ามาลากมันออกจากบันได และทุบตีลิงหน้าใหม่จนฟกช้ำดำเขียว

หลังจากโดนทุบไปสามสี่ครั้ง ลิงหน้าใหม่ก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรแตะต้องบันไดนี้

นักวิทยาศาสตร์เอาลิงตัวเก่าออกไปอีกหนึ่งตัว และใส่ลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเข้าไป

เมื่อลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเริ่มปีนบันได ก็โดนลากมาทุบเช่นเคย แถมลิงหน้าใหม่ตัวแรกก็เข้าร่วมสหบาทาด้วย!

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ใส่ลิงตัวที่สาม…ตัวที่สี่…และตัวที่ห้าลงไป และวงจรแห่งการ “ลากมาทุบ” ก็เกิดขึ้นทุกครั้ง

สุดท้าย ลิงชุดเก่าถูกนำออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงลิงหน้าใหม่ 5 ตัวที่ไม่เคยถูกทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นเลย แถมสเปรย์น้ำเย็นก็ถูกออกเอาไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลิงตัวใดกล้าจะปีนบันไดขึ้นไปเก็บกล้วยอยู่ดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”