ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A

Aim – วันนี้เรามีจุดมุ่งหมายอะไร สิ่งใดบ้างที่เราต้องทำ ใครบ้างที่เราต้องคุย อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องทำให้สำเร็จในวันนี้

Attention – สิ่งใดที่เราต้องทำให้มาก สิ่งใดที่เราควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่เราจะได้มีพลังและสมาธิในการทำเรื่องที่สำคัญสำหรับวันนี้

Attitude – เมื่อคิดถึงเรื่องที่เราต้องทำแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เรามีความกังวลใจรึเปล่า และความกังวลเหล่านั้นจะช่วยให้งานสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่ช่วย เราก็อาจจะต้องปรับทัศนคติเสียใหม่เพื่อให้มี energy ที่เหมาะสม

ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A – Aim, Attention และ Attitude

ขอให้สนุกกับการทำงานวันนี้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

4 Mindsets และ 5 Skills สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

เผอิญผ่านไปเจอสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Future Leader: 9 Skills and Mindsets to Succeed in the Next Decade ของ Jacob Morgan

เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

4 Mindsets ที่สำคัญสำหรับผู้นำในทศวรรษนี้

Mindset 1: นักสำรวจ (Explorer)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสงสัยใคร่รู้และความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

Mindset 2: เชฟ (Chef)
ผู้นำยุคใหม่ต้องหาส่วนผสมกลมกล่อมระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (“HumanIT”) เขายินดีจะลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องไม่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร

Mindset 3: ผู้รับใช้ (Servant)
องค์กรที่ดีจะเต็มไปด้วยผู้รับใช้ ลูกน้องจะรับใช้หัวหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าจะรับใช้ลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องได้เติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ทุกคนจะรับใช้ลูกค้าและผู้ใช้งานเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่ดี

Mindset 4: พลเมืองโลก (Global Citizen)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมองกว้างและใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรมต่างโลกทัศน์

5 Skills ที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่

Skill 1: นักอนาคตศาสตร์ (The Futurist)
มองไกล ใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน

Skill 2: โยดา (Yoda)
ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการล่มหัวจมท้ายของคนในทีม

Skill 3: นักแปล (The Translator)
ฟังและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คนในองค์กรเห็นและมองไปในทิศทางเดียวกัน

Skill 4: โค้ช (The Coach)
เข้าถึง ผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนโดยไม่หวงวิชา

Skill 5: วัยรุ่นสายเทค (The Technology Teenager)
กล้าเล่นกล้าลองของใหม่ๆ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

ฟีดแบ็คพนักงานด้วยเทคนิค SBI

การให้ฟีดแบ็คคนในทีมเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด

ถ้าเป็น negative feedback ก็กลัวจะทำให้เขาเสียใจหรือดูเราไปตัดสินตัวตนของเขา

ถ้าเป็น positive feedback เราก็มักจะปากหนัก ไม่ค่อยชมอะไรต่อหน้า หรือถ้าพูดก็พูดสั้นๆ จนเขาอาจไม่รู้ว่าเราชมเขาเพราะอะไรกันแน่

เทคนิค SBI ช่วยคุณได้ครับ

S = Situation สถานการณ์

B = Behavior สิ่งที่เขาทำลงไป

I = Impact ผลลัพธ์ที่ตามมา

ตัวอย่างเช่น

ในการประชุมทีมเมื่อเช้านี้ (situation) สไลด์ของคุณใช้ตัวอักษรเล็กเกินไป (behavior) คนหลังห้องน่าจะดูสไลด์ไม่ค่อยรู้เรื่องนะ (impact)

หรือจะเอาไว้ชมก็ได้

เมื่อวานที่เราพรีเซนต์งานให้ CEO ฟัง (situation) คุณตอบคำถาม CEO ได้ทุกข้อ (behavior) ผมเลยมั่นใจว่าโครงการของเราจะได้รับการอนุมัติ (impact)

สังเกตว่าการใช้ SBI จะไม่พูดถึง “คุณลักษณะ” ของตัวบุคคล เช่นเป็นคนขี้เกียจ ขยัน สะเพร่า ฉลาด ฯลฯ แต่จะเน้นไปที่การกระทำที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ทำให้การฟีดแบ็คของเราไม่ไปกระทบตัวตนหรืออีโก้ของผู้รับฟีดแบ็คมากจนเกินไป

ลองนำ SBI ไปปรับใช้ดู แล้วอาจจะพบว่าเรากล้าให้ฟีดแบ็คอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ

“พี่พลาดเอง”

เป็นประโยคที่หาฟังได้ยาก

โดยเฉพาะจากปากหัวหน้าหรือผู้บริหาร

เพราะสิ่งที่มักมาพร้อมกับการเติบโตในหน้าที่การงาน ก็คือการเติบโตของอีโก้

การยอมรับว่าตัวเองพลาด จึงเหมือนเป็นการยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ

แต่จริงๆ แล้วการยอมรับว่าตัวเองพลาดคือสัญญาณของคนเข้มแข็ง เพราะมันแสดงถึงความไม่ถือดี การยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง การไม่โทษคนอื่น

“พี่พลาดเอง”

ออกเสียงยากหน่อย จึงควรฝึกพูดบ่อยๆ ครับ

เป็นผู้ใหญ่ต้องใจกว้าง

เมื่อเราผ่านชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง เราจะเข้าใจว่าเกือบทุกสิ่งที่เราเคยคิดว่าสำคัญ สุดท้ายมันก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องนอนก่อนสองทุ่มทุกคืน

เราไม่จำเป็นต้องเรียนสายวิทย์ถึงจะมีอนาคตที่ดี

พนักงานไม่จำเป็นต้องถึงโต๊ะก่อน 8.30 ถึงจะมีคุณค่าต่อองค์กร

ในหนึ่งองค์กรมีร้อยพ่อพันแม่ การบังคับให้ทุกคนทำเหมือนๆ กันนั้นเป็นชุดความคิดสมัย industrial revolution ที่มองมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองในโรงงาน

แต่ยุค industrial revolution นั้นผ่านพ้นมาแล้ว คนที่เคยอยู่ในในสายพานการผลิตจะถูกแทนที่ด้วย AI และ automation ในไม่ช้า

สิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่คนที่คิดเหมือนเรา ทำเหมือนเรา เราต้องการคนที่คิดต่างจากเราและทำต่างจากเราด้วยซ้ำ เพราะเขาจะทำให้เราฉลาดขึ้นและเพิ่มทางเลือกและทางรอด

ใจกว้างไม่ได้แปลว่าหละหลวมหรือจะปล่อยให้ใครจะทำอะไรก็ได้ ยังไงเสียเราก็ต้องมีกติกาในการอยู่ร่วมกันและมีเป้าหมายที่ช่วยให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราควรให้อิสระกับคนทำงานในการตัดสินใจว่าจะไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยวิธีไหน

ทำงานใหญ่ต้องใจกว้าง เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องใจกว้าง

เพราะเมื่อไหร่ที่เราใจแคบ เราจะสูญเสียคนเก่งๆ ที่ไม่อยากสูญเสียความเคารพในตัวเองไปครับ