เขียน To Do List สำหรับเรื่องสนุก

ธรรมดาคนเราจะมี To Do List สำหรับการทำงาน

แต่น้อยคนนักจะมี To Do List สำหรับเรื่องสนุก เพราะคิดว่าไม่จำเป็น

พอเรามีเวลาว่าง เราก็เลยมักจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยอย่างการไถมือถือหรือดูทีวีไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรามี To Do List เรื่องสนุก เมื่อเรามีเวลาว่าง เราจะเอามันขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก

คุณชิอน คาบาซาวะ ที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความ “อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก” ก็บอกว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนังในโรงหนังมาก ดังนั้นเขาจะศึกษาและจดตารางเอาไว้ก่อนเลยว่าเดือนนี้จะมีหนังเรื่องไหนเข้าโรงบ้าง ฉายวันแรกเมื่อไหร่ เมื่อถึงวันที่หนังออกฉาย เขาก็กระตือรือร้นที่จะทำงานให้เสร็จ จะได้ไปดูหนังได้อย่างสบายใจ

อีกอย่างที่คุณคาบาซาวะชอบทำ ก็คือการตระเวนกินร้านอาหารอร่อยๆ ดังนั้นหากมีนัดประชุมแถวไหน เมื่อประชุมเสร็จแล้วเขาก็จะแวะไปกินร้านอาหารใน To Do List ที่อยู่ในละแวกนั้น

ผมเองก็เพิ่งลองใช้เวลา 3 นาทีนั่งเขียน To Do List เรื่องสนุกที่อยากจะทำ แค่เขียนก็สนุกแล้ว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ

บันได 6 ขั้นสู่การเป็นผู้นำในองค์กร

1. Follower – พนักงานทุกคนเริ่มจากการเป็นผู้ตามก่อน เราไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้หากเราไม่รู้จักการเป็นผู้ตามที่ดี

2. Collaborator – งานส่วนใหญ่ไม่อาจทำเสร็จได้ด้วยตัวคนเดียว คนที่จะทำผลงานได้ดีคือคนที่เข้าใจว่าจะทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างไร หลายครั้ง soft skills จึงสำคัญยิ่งกว่า hard skills

3. Instructor – เมื่อเราเริ่มมีประสบการณ์ เราก็จะต้องเริ่มสอนคนในทีมให้รู้ในสิ่งที่เรารู้ ให้ระวังในสิ่งที่เราเคยพลาด เราต้องเป็นพี่เลี้ยงที่น้องๆ พึ่งพาได้

4. Manager – ณ จุดนี้ เราก็จะมีภาระหน้าที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่สอน ไม่ใช่แค่ทำงานของตัวเองให้สำเร็จ แต่ต้องคอยดูแลให้ทุกคนในทีมบรรลุในเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้

5. Influencer – เมื่อสะสมผลงานและบารมีมาถึงระดับหนึ่ง เราจะสามารถมีอิทธิพลต่อทีมอื่นหรือแม้กระทั่งผู้บริหารได้ เมื่อมีปัญหา เขาจะวิ่งมาหาเราเพื่อขอความช่วยเหลือ

6. Leader – เมื่อเราขึ้นมาถึงจุดนี้ จะมีคนรอฟังว่าเราจะเอายังไง ผู้นำที่ดีจะไม่บอกคนอื่นว่าต้องทำอะไร แต่เขาจะมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัว และสื่อสารภาพนั้นออกมาเพื่อให้พนักงานลงมือทำไปในทิศทางเดียวกัน


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Leadership U – Accelerating Through the Crisis Curve by Gary Burnison

เหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เคยสังเกตไหมครับว่า บางทีเราขยันและ productive มากเลย แต่สุดท้ายแล้ว To do list ก็ยังยาวเท่าเดิม

เพราะกับงานที่เราต้องทำกับคนอื่น พอเราส่งให้เขาเร็ว เขาก็จะส่งกลับมาหาเราเร็วเช่นกัน

ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับงานที่ต้องแข่งกับเวลาหรือ critical กับความสำเร็จขององค์กร

แต่สำหรับงานที่ไม่ได้สำคัญหรือเร่งด่วนขนาดนั้น การทำงานพวกนี้เร็วเกินไปก็จะกลับกลายเป็นอุปสรรคได้เหมือนกัน

ในหนังสือ Indistractable ของ Nir Eyal ผู้เขียนบอกว่ามนุษย์เรานั้นมีสัญชาตญาณที่ชอบเลียนแบบพฤติกรรมคนรอบตัวมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์

ดังนั้น ถ้านาย A ส่งเมลไปหานาย B แล้วอีก 3 นาทีนาย B ก็ตอบกลับมา นาย A ก็จะรู้สึกว่า โอ้โห คุณ B นี่ตอบเมลเร็วจังเลย ดังนั้นเราก็ต้องตอบเมลคุณ B ให้เร็วๆ ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาจะว่าเอา

ซึ่งมันจะไม่มีปัญหาถ้าสิ่งที่ A กับ B คุยอยู่เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ควรคุยผ่านอีเมลอีกนั่นแหละ) แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้สำคัญมากนัก การตอบโต้ทางอีเมลอย่างรวดเร็วแบบปิงปองนี้ย่อมจะทำให้ A กับ B มีเวลาและสมาธิน้อยลงในการไปทำงานอื่นที่สำคัญกว่านั้น

นี่จึงเหตุผลที่เราไม่ควรตอบอีเมลเร็วเกินไป

เพราะงานส่วนใหญ่นั้นรอได้ มีแต่คนเราที่แหละที่รอไม่เป็นครับ

Outcome สำคัญกว่า Output

นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับคนที่ชอบความ productive

เราบอกตัวเองว่าต้องเก่งขึ้น เร็วขึ้น ทำให้มากขึ้น มีผลงานให้มากขึ้น

แต่คำถามสำคัญก็คือสิ่งต่างๆ ที่เราทำออกมา สุดท้ายแล้วนำมาสู่อะไรบ้าง

เหมือนเราเล่นเกม เก็บไอเท็มมาได้มากมาย (output) แต่สุดท้ายแล้วเราเอาชนะตัวบอสและช่วยเจ้าหญิงได้รึเปล่า (outcome)

ปี 2564 กำลังจะหมดลง เป็นเวลาที่ดีที่จะได้ทบทวนตัวเอง ว่า what you’ve got to show for all the hard work you have done

ถ้าพบว่า เหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายไม่ค่อยมีอะไรที่เราจะหยิบขึ้นมาบอกได้ว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่มีความหมายและเราภาคภูมิใจ

ก็อาจต้องกลับมาทบทวน game plan ของตัวเองใหม่ ว่าปีหน้าจะวางตัว-วางใจอย่างไร อะไรคือสิ่งที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้และทำได้ดี

โจทย์นี้ไม่ได้ง่าย แต่คุ้มค่าต่อการใช้เวลาใคร่ครวญ

ไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักตัวเลขและการวัดผล ซึ่งมันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรจริงๆ ก็ได้ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามานาชิ (Hirokazu Yamanashi)

เมื่อลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ

ให้กลับมาดูตัวเองว่าเราเองก็เป็นลูกน้องที่ไม่ได้ดั่งใจของหัวหน้าเราเช่นกัน

ดูว่าเรายังขาดตกบกพร่องตรงไหน แล้วปรับปรุงตัวเองก่อน

เมื่อเราดีขึ้น ลูกน้องก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราเก็บห้องให้เรียบร้อย แล้วคนอื่นๆ ในบ้านก็หันมาเก็บห้องของตัวเองบ้าง

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องด้วย

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อแฟนไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราใช้ความบกพร่องของคนอื่นเป็นตัวเตือนสติให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ครับ