การตัดสินใจ 2 ประเภทของ Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เคยเขียนจดหมายหาผู้ถือหุ้นเอาไว้ว่า

“การตัดสินใจบางอย่างนั้นมีผลลัพธ์มหาศาลและกลับตัวไม่ได้ หรือแทบจะกลับตัวไม่ได้ – มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดได้ทางเดียว – และการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่างมีขั้นตอน ด้วยความระมัดระวังและใช้เวลา ถ้าคุณเดินผ่านประตูนี้ไปแล้วคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นอีกฝั่งหนึ่ง คุณจะเดินกลับมาที่เดิมไม่ได้แล้ว เราเรียกการตัดสินใจเหล่านี้ว่า การตัดสินใจประเภทที่ 1

แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กลับตัวได้ มันคือประตูที่เปิดได้สองด้าน ถ้าคุณตัดสินใจประเภทที่ 2 นี้คลาดเคลื่อนไป คุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับผลลัพธ์ของมันไปตลอด คุณยังสามารถเปิดประตูและเดินกลับมาที่เดิมได้ การตัดสินใจแบบนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็วด้วยคนกลุ่มเล็กๆ หรือคนที่มีวิจารณญาณที่ดี

เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรามักมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่ 1 ที่สิ้นเปลืองและใช้เวลาไปกับการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องแบบที่ 2 ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความชักช้า ความกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผล การพลาดโอกาสที่จะได้ทดลองอย่างเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมที่ลดน้อยถอยลง เราต้องระวังที่จะไม่ตกหลุมพรางแบบนี้”


กล่าวโดยสรุปก็คือการตัดสินใจทั้งในชีวิตและในองค์กรนั้นมีอยู่สองแบบ

แบบที่ 1 คือตัดสินใจแล้วย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แบบที่ 2 คืดตัดสินใจแล้วยังย้อนกลับไปแก้ไขได้

เรื่องที่ต้องตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นแบบที่ 2 ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบถ้วนถึงจะตัดสินใจได้ หากเราได้ฝึกกล้ามเนื้อการตัดสินใจมามากพอ เราควรตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ให้รวดเร็วและเชื่อมั่นว่าหากมันไม่เวิร์คก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างทางหรือหากแย่สุดก็ยังกลับตัวได้

ส่วนการตัดสินใจแบบที่ 1 นั้นกลับตัวไม่ได้ เราจึงไม่ควรทำตอนที่เราโกรธหรือใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ควรหาข้อมูลให้ละเอียดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Amazon’s 1997 Letter to Shareholders

ข้อความสำหรับหัวหน้ามือใหม่ที่ชอบทำอะไรเองคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของหัวหน้ามือใหม่ – หรือแม้กระทั่งมือเก่าก็ตาม – คือการที่ตัวเองถืองานเอาไว้เยอะเกินไป

สาเหตุหลักๆ น่าจะมีอยู่สองข้อ

1. เกรงใจน้อง เห็นน้องงานเยอะอยู่แล้ว

2. น้องทำแล้วไม่ได้ดั่งใจ ช้า ทำเองเร็วกว่า

เหตุผลข้อ 1 กับ 2 อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน คือหัวหน้าต้องจัดการเองคนเดียว จนบางทีกลายเป็นคนคอขวด น้องก็ไม่เก่งขึ้นสักที เราก็เลยไม่วางใจน้อง ก็เลยต้องแบกเองต่อไป เป็นวงจรที่ดูน่าสงสารอยู่เหมือนกัน

คนที่ได้โปรโมตเป็นหัวหน้านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานเก่งมากๆ ก็เพราะว่าเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ รับปากแล้วก็จะต้องทำให้ได้ ต่อให้ต้องเสียสละทำงานล่วงเวลาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ตาม

แต่หัวหน้าไม่ควรตีความหมายคำว่า “รับผิดชอบ” หรือการมี ownership ให้แคบเกินไปนัก

เพราะการรับผิดชอบงานไม่ใช่การทำด้วยตัวเองทั้งหมด

นิยามใหม่ที่จะมีประโยชน์กว่าสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็คือ:

การรับผิดชอบงาน = การรู้จักใช้คนอย่างรับผิดชอบ

งานส่วนตัวของเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนงานที่เรามอบหมายไปให้คนอื่น เราก็ต้องคอยกระตุ้น คอยโค้ช และคอยติดตามผลว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดีเพียงพอ

อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “การรับผิดชอบงาน” ในฐานะของหัวหน้าอย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามาชิ

15 วิธีลดความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน

1. เอาปัญหาไปให้หัวหน้าโดยไม่บอกแนวทางแก้ไข

2. รอให้หัวหน้าบอกว่าต้องทำอะไร

3. ปล่อยให้หัวหน้ามาตามงานและคอยเตือนว่าต้องทำอะไรบ้าง

4. ไม่สนใจภาพใหญ่ ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตัวเอง

5. ถามเจ้านายว่าเมื่อไหร่จะได้โปรโมตซักที

6. เขียนเมลยืดยาวอ้อมค้อม

7. นินทาเพื่อนร่วมงาน สร้างดราม่า ยุแยงตะแคงรั่ว

8. ทำให้เจ้านายแปลกใจ…ด้วยข่าวร้าย…ในจังหวะที่จวนตัว…และแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

9. ขอให้ทบทวนเรื่องที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

10. ไม่ยอมเล่าข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ดูไม่ดี

11. โทษคนอื่นในความผิดพลาดของตัวเอง

12. รับปากเมื่ออยู่ต่อหน้า ต่อว่าเมื่ออยู่ลับหลัง

13. บอกหัวหน้าว่างานนี้ไม่ใช่หน้าที่ของตน

14. ฟังฟีดแบ็คของหัวหน้า จากนั้นก็ไม่เอาไปทำอะไร

15. เข้าประชุมสาย ทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้คนอื่นๆ เสียสมาธิ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

Culture Shock ของสะใภ้จีนเมื่อได้ไปทำงานที่สวีเดน

พอดีเจอคำถามใน Quora ที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คำถามคือ “คนจีนช็อคกับสภาพการทำงานในยุโรปหรือไม่?”

นี่คือคำตอบของคุณ Chris Elbert ครับ

“ช็อคสิ ภรรยาชาวจีนของผมยังปั่นป่วนไม่หายกับสิ่งที่เขาได้เจอกับการทำงานในสวีเดนอยู่เลย

ที่นี่คือโลกที่หัวหน้าชวนเธอไปทานบาร์บีคิวที่บ้านของเขาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนเพื่อนร่วมงานก็คาดหวังให้เธอเบรคดื่มกาแฟและนั่งคุยกันยาวๆ วันละสองรอบ บรรยากาศในออฟฟิศนั้นก็คล้ายกับการมาเข้ากลุ่มบำบัดจิตใจมากกว่ามาทำงาน

ไม่มีใครคาดหวังให้เธอทำงานวันเสาร์อาทิตย์ หรือทำอะไรแปลกๆ เพื่อเอาใจเจ้านาย แถมเขายังให้เธอลางานแบบได้เงินเดือนถึง 6 สัปดาห์ต่อปี และมีสัญญาการจ้างงานที่ยาวนานจนกระทั่งเธอเกษียณ

มันน่ากลัวสำหรับเธอมากเลยทีเดียว”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Chris Elbert’s answer to When working in Europe, are Chinese people shocked at the working condition?

ถึงจุดหนึ่งเงินเดือนจะไม่สำคัญเท่าเพื่อนร่วมงาน

จั่วหัวอย่างนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะถ้ารู้สึกว่าเงินเดือนตัวเองยังน้อยเกินไป

แต่ถ้าเราทำงานมาหลายปี จัดการเรื่องการเงินได้ดีพอสมควร และไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องรีบรวย เราก็ควรจะเริ่มให้น้ำหนักกับเนื้องานที่เราได้ทำ เพื่อนร่วมงาน และ culture ขององค์กรมากกว่าการดูแค่ค่าตอบแทน

สมมติว่าเงินเดือนเรา 100,000 บาท สามารถ cover ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนได้ค่อนข้างลงตัว ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ หัวหน้าใช้ได้ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี

และเราได้ออฟเฟอร์งานที่ใหม่ที่ให้เงินเดือน 120,000 บาท แต่ culture ไม่ดี เราจะเลือกรับงานนี้หรือไม่?

หลายคนอาจจะตอบว่าขอเลือกเงินไว้ก่อน จะได้สร้างเนื้อสร้างตัว แต่ผมอยากชวนคุยประเด็นดังต่อไปนี้

  • ถึงเงินเดือนจะขึ้น 20,000 บาท แต่บันไดภาษีเราอยู่ที่ 25% แล้ว ดังนั้น 5,000 บาทจะกลายเป็นภาษีที่เราต้องจ่ายทุกเดือน เราจึงมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 15,000 บาท
  • 15,000 บาทที่เพิ่มขึ้นมา อาจจะเอาไปลงทุนเพิ่มเติมได้ หรือทำให้เรากล้าที่จะซื้อมือถือแพงขึ้นหรือถอยรถราคาแพงขึ้น
  • มันอาจจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นในกรณีที่เอาไปลงทุน ส่วนกรณีที่เราเอาไปซื้อของที่แพงกว่าเดิม มันก็ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่เราจะเคยชินกับมัน
  • รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็ถูกลงทุนหรือใช้จ่ายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ คือประสบการณ์ในการทำงานแต่ละวัน
  • ถ้าได้ทำงานที่ไม่เหมาะกับตัวเอง หรือได้เจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานแย่ๆ เราจะต้องเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน 5 วันต่อสัปดาห์ 250 วันต่อปี
  • และถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงาน เราก็จะหาทางออกด้วยการใช้เงินไปกับสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นช่องทางระบายความทุกข์
  • จึงกลายเป็นว่า ถึงเงินเดือนจะสูงขึ้น แต่รายจ่ายเราก็มากขึ้นด้วย สุขภาพใจและกายก็เสีย
  • ภาพรวมคือ “ขาดทุน” แม้จะได้เงินมากขึ้นก็ตาม

เขียนมาถึงขนาดนี้ ก็คงต้องขอออกตัวเพิ่มอีกสองประการ

  • ถ้าฐานเงินเดือนเดิมของเราค่อนข้างน้อย เช่น 40,000 บาท การได้ขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทเป็น 60,000 บาทจะทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าฐานเดิมเราสูงอยู่แล้ว การขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทแทบไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไร
  • ถ้าที่เก่ากับที่ใหม่สภาพการทำงานไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น (คือดีทั้งคู่ หรือแย่ทั้งคู่) การดูที่ตัวเงินเป็นหลักก็อาจจะยังพอตอบโจทย์ได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้วเงินคือสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมาและตกลงร่วมกัน เป็นเพียง story ว่าฉันมีตัวเลขในบัญชีเท่านั้น-เท่านี้ ในระดับหนึ่งมันก็สร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้ แต่พอเกินไปจากนั้นมันก็คือ “นิทาน” ที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง

สิ่งที่จะมีผลกระทบต่อความสุขและสวัสดิภาพของเรามากกว่า คือสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอทุกวัน ซึ่งก็หนีไม่พ้นตัวงาน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และ culture ขององค์กรครับ