อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 2

20151117_London2

 

มาดูไฮไลท์ประจำวันที่สองของการมาเยือนลอนดอนกันดีกว่า
  • บริการขัดรองเท้า
  • อาหารเช้า
  • เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters
  • งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

บริการขัดรองเท้า
เมื่อคืนนี้บนเตียงผมมีถุงที่ชี้ชวนให้เอารองเท้าหนังผมใส่เข้าไป เอาไปแขวนไว้หน้าห้องก่อนตี 1 แล้วเขาจะเอารองเท้าไปขัดให้

ที่สำคัญคือเขาทำให้ฟรี!

เจออย่างนี้เลยต้องขอลองซะหน่อย ผมทำตามสเต็ปที่เขาว่ามา แล้วพอตื่นเช้ามาก็เห็นโน๊ตนี้สอดอยู่ใต้ประตู

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จก็แวะไปเอารองเท้าที่ Concierge ก็จะได้รองเท้ามันวาวให้เราได้ใส่กันครับ

20151115_20343320151116_07281920151116_08413620151116_095949

—–
อาหารเช้า
ประทับใจมากกับห้องอาหารของโรงแรม เพราะอยู่ตรงใจกลางตึกที่ออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ มองขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาตึกเลย

ส่วนอาหารก็จัดซะน่ากิน เสียดายที่ค่าอาหารไม่ได้รวมอยู่ในค่าโรงแรมเลยต้องจ่ายเพิ่ม วันนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า ยาคูลท์ ก็มีขายในอังกฤษด้วย!

สิ่งที่เพิ่งสังเกตก็คือ พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อคืนคนที่มาส่งผมที่ห้องก็เป็นชายที่มีเชื้อจีน เช้านี้คนเสิร์ฟอาหารก็น่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก แถมตอนเย็นผมกลับมาโรงแรมคนเปิดประตูก็หน้าคล้ายคนไทยมาก! (แต่ไม่ได้ทักเค้านะครับ)

ผมมาลองคิดภาพว่าถ้าโรงแรมแลนด์มาร์คในเมืองไทยใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมาบริการ คนไทยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…

—–

เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters

กลับมาถึงห้องว่าจะอาบน้ำ แต่พอดีแม่บ้าน (ซึ่งเป็นคนดำ) มาทำความสะอาดห้องพอดีเลยนั่งทำงานรอ

อาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องตอน 9.45 เพื่อไปพบเพื่อนชื่อแบงค์ที่ออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ

ผมเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Baker Street แล้วขึ้นสาย Jubilee Line

รถสายนี้แคบใช้ได้เลย ถ้านั่งเหยียดขา ก็จะไปโดนคนที่นั่งตรงกันข้าม และด้วยความที่รถแคบขนาดนี้จึงไม่มีใครมายืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเลย

ผมนั่งรถมาลงสถานี Canary Wharf ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของลอนดอน

Canary Wharf นั้นอยู่ใกล้กับ Greenwich มาก ดูจากใน Google Maps แค่ล่องใต้มา 4-5 กิโลเมตรก็จะถึง Greenwich (ออกเสียงว่ากรีนิช) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นเมริเดียน หรือเส้นลองติจูดที่ศูนย์นั่นเอง (ทุกคนน่าจะรู้ว่าเวลาในเมืองไทยคือ GMT+7 ซึ่งคำว่า GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time)

จากนั้นก็ลองสุ่มๆ เดินหาออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ดู เดินเข้าไปถามรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าตึกหนึ่งว่า ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์อยู่ตรงไหน เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่พอผมเดินไปอีกแค่ 20 เมตรก็เจอออฟฟิศแล้วครับ!

หลังจากรายงานตัวที่รีเซ็ปชั่นเสร็จแล้ว เพื่อนที่ชื่อแบงค์ก็ลงมารับ

เข้าออฟฟิศไปสิ่งแรกที่เห็นคือรูปปั้นของ Paul Julius Reuter ผู้ก่อตั้งบริษัท Reuters เมื่อปี 164 ปีที่แล้ว

สิ่งที่สองที่เจอคือ Eikon Design Lab ที่นี่เราจะเชิญลูกค้า Thomson Reuters Eikon เข้ามาพูดคุยเพื่อถามฟีดแบ็ค และให้ใช้โปรดักท์ของเราเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมว่าเวลาลูกค้าใช้โปรดักท์ของเราจริงๆ เขาใช้งานอย่างไร คลิ้กอะไรก่อน ตามองไปที่ตรงไหนของจอเยอะที่สุด (มีเซ็นเซอร์จับ) ฯลฯ

เสียดายที่วันนี้แล็บไม่เปิดเลยไม่มีโอกาสเข้าไปดู

20151116_10363720151116_10364820151116_13382220151116_13374820151116_133627

พอแบงค์พาเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ ก็ได้เห็นออฟฟิศที่ค่อนข้างแปลกตา คือเป็น Open Floor Plan จัดโต๊ะเป็นแถวๆ ประมาณสิบกว่าแถว โดยแต่ละแถวมีโต๊ะสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งก็เรียบร้อยไปอีกแบบ แต่ผมว่ามันๆ แข็งๆ ไปนิดนึง

ไปถึงก็เจอกับเพื่อนจากเมืองไทยอีกคนคือโน๊ต ทั้งโน๊ตและแบงค์เคยทำงานที่ออฟฟิศเมืองไทยมาก่อน และเมื่อสองปีที่แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ เป็น development manager ทั้งคู่

ผมไปถึง 10.40 แล้ว และทั้งสองคนก็มีประชุมตอน 11 โมง แบงค์ออกไอเดียว่าไปหากาแฟดื่มกันดีกว่า จึงคว้าเสื้อโค้ทและออกจากออฟฟิศอีกครั้ง มื้อนี้โน๊ตอาสาเลี้ยงกาแฟ ไปถึงร้านก็เห็นคนเข้าคิวอยู่ยาวเหยียด (ไม่น่าต่ำกว่า 15 คน) จนผมคิดในใจว่าเปลี่ยนร้านดีกว่ามั้ย แต่แบงค์กับโน๊ตก็ไม่เห็นดูสะทกสะท้านซักนิด

ยืนรอในคิวแป๊บนึงจึงได้คำตอบ เพราะมีเด็กเสิร์ฟเดินมาถามว่าสั่งอะไร แล้วเขาก็คีย์เข้าเครื่อง ระหว่างนั้นคิวก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ประมาณห้านาทีก็ได้จ่ายตังค์ จ่ายเสร็จรอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้กาแฟเลย

(ป.ล.จริงๆ แล้วผมไม่กินกาแฟ บอกแบงค์ไปว่ากินฮ๊อตช็อคโกแล็ตละกัน แต่แบงค์คงไม่ได้ยินเลยสั่ง Flat Whites ไปสามแก้วเลย)

ระหว่างรอกาแฟได้ความรู้ใหม่สองอย่าง ผมถามโน๊ตกับแบงค์ว่าค่าที่พักที่นี่แพงมั้ย แบงค์จ่าย 1000 ปอนด์แต่แชร์กับเพื่อน (ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมากกว่านั้น) ส่วนโน๊ตจ่ายประมาณ 1500 ปอนด์เพราะพาครอบครัวมาด้วย

โน๊ตบอกว่าให้ลูกเรียนที่นี่เลยเพราะที่อังกฤษเรียนฟรี

เราเดินคุยกันมาตลอดทางจนเข้าออฟฟิศ และเจอรีเซ็ปชั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาชิดปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ หันไปดูจึงพบว่าตอน 11 โมงเช้า ทุกคนในอังกฤษนัดยืนไว้อาลัย 1 นาทีให้กับเหตุการณ์เลวร้ายในกรุงปารีส (มีการถ่ายทอดสดผ่าน BBC ด้วย)

โชคดีโต๊ะข้างๆ ของโน๊ตว่าง ผมเลยนั่งทำงานรอไปพลางๆ พอเที่ยงกว่าก็ไปหาอะไรกินกัน โน๊ตบอกว่าดิ๊บบี้กลับมาที่โต๊ะแล้ว

ดิ๊บบี้คือน้องอีกคนที่ทำงานที่เมืองไทย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ในตำแหน่ง senior product manager

ยังมีคนไทยจากทีมอื่นอีกสองสามคนที่ได้มาเป็นพนักงานประจำของที่นี่เหมือนกัน

อย่างที่เคยบอก คนไทยเก่งไม่แพ้ฝรั่งครับ

—–

ทั้งสามคนพาผมมากินร้านอาหารเม็กซิกันชื่อ Wahaca

แบงค์เสนอเมนู Wahaca Selection มากินกันสองคน (ราคา 22 ปอนด์) ซึ่งแม้จะแชร์กันแล้วก็กินไม่หมดอยู่ดีเพราะอาหารเยอะมาก!

เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง และได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ธนาคารไม่ค่อยมีแบงค์ 100 ปอนด์ แบงค์ 20 ปอนด์จึงถือเป็นแบงค์ใหญ่ของเขาแล้ว เพราะคนส่วนมากมักจะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต

พนักงานในออฟฟิศเดียวกันที่คบหากันจะไม่แสดงออก ไม่ใช่เพราะต้องการจะปกปิด เพียงแต่เขาต้องการรักษาความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

และด้วยความที่เขาไม่ได้แสดงออกว่าเป็นแฟนกันนี่เองที่ทำให้แบงค์หน้าแตกถึงสองครั้งสองครา

ยกตัวอย่างเช่น

แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไร
Mr.A: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ ยูสนใจมั้ย
แบงค์: สนใจๆ บ้านยูอยู่แถวไหนน่ะ
Mr.A เปิด Google Maps ให้แบงค์ดู
(Ms B. เดินมา)
แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไรอ่ะ
Ms.B: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ
แบงค์: จัดงานปาร์ตี้เหมือน A เลยนี่ บ้านยูอยู่แถวไหนอ่ะ
(Ms.B ชี้ไปบน Google Maps ที่เปิดอยู่)
แบงค์: โหยยูสองคนบ้านอยู่ใกล้กันมากเลยนะ บลา บลา บลา
(A กับ B ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แบงค์มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาซักพักแล้ว)

Canary Wharf เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน แต่รัฐบาลก็มาปรับปรุงพื้นที่ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทวาณิชธนกิจ ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยอาจเสนอค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิมหรือการเอื้อประโยชน์ทางภาษี (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง) Canary Wharf จึงเป็นเหมือน “เมืองเกิดใหม่” ที่อายุแค่สิบปีนิดๆ เท่านั้น

แถวนั้นจะมี Fitness ของ Reebok (ที่ขายรองเท้านั่นแหละครับ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟิตเนสที่ดีที่สุดในยุโรป ดิบบี้กับแบงค์ก็ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะไปกันตอนพักเที่ยงหรือบ่ายสอง เจ้านายไม่ว่าเพราะเขาสนใจว่าคุณทำงานเสร็จ ทำงานดีรึเปล่ามากกว่า

20151116_10414820151116_123618

—–

งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ของผมคือการไปร่วมงาน Scholars Event ซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge

นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ สำหรับ เหล่า NGO และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีที่ได้ทุนในการมาร่วม Trust Women Conference ในคราวนี้ ซึ่งมีประมาณ 60 คนจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 600 คน

หลังจากที่ทีมงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการซัก 15 นาที เวลาที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ คือการพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

มองไปรอบตัวมีผู้ชายแค่ 4 คนเอง คนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่น

Udragh จากมองโกเลีย ดูแลเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องตั้งแต่ยังวัยร่น
Shalia จากมองโกเลีย มุ่งสร้างผู้นำที่เป็นเพศหญิง
(จำชื่อไม่ได้) จากอัฟกานิสถาน ทำงานเกี่ยวกับการยับยั้งความรุนแรงในครอบครัว
Shree จากอินเดีย ป้องกันการค้ามนุษย์และบริการทางเพศ
Kriti จากอินเดีย ทำงานเรื่องคลุมถุงชน (เด็กบางคนอายุแค่ 10 เดือนก็โดนจับแต่งงานแล้ว!)

อีก 5 ชั่วโมง งาน Trust Women Conference จะเริ่มขึ้น

และผมจะเจอผู้หญิงเก่งๆ แบบนี้จากทั่วโลกอีกหลายร้อยคน!

ต้องรีบเข้านอนแล้วสินะ!

20151116_151444

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 16 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 1

20151116_London1

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมนั่งเขียนบล็อกอยู่ที่โรงแรมแลนด์มาร์คในลอนดอน ประเทศอังกฤษครับ

สาเหตุหลักที่มาที่นี่ เพราะผมได้รับเชิญให้มาร่วมงาน Trust Women Conference ที่จัดโดย Thomson Reuters Foundation

Thomson Reuters Foundation คือองค์กรการกุศลของทอมสันรอยเตอร์ครับ โดย the Foundation นี้จะมีงานหลักอยู่สี่อย่างคือ

1. ช่วยจับคู่ “ทนาย” กับ “NGO” (Pro Bono work) ทำให้ NGO ไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายแพงๆ

2. ทำข่าวเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ (underreported stories) เช่นข่าวด้านสิทธิมนุษยชน การค้าทาส ภาวะโลกร้อน ความขาดแคลนอาหาร

3. จัดเทรนนิ่งให้กับนักข่าว เพื่อสร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ดีให้กับวิชาชีพข่าว

4. จัดงาน Trust Women Conference ทุกปี เพื่อพูดคุยและหา actions ที่จะช่วยสนับสนุนสิทธิสตรีทั่วโลก

เมื่อตอนต้นปีผมได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทูตห้าคนของ Thomson Reuters Foundation โดยหน้าที่ของทูตก็คือการสร้างความรู้ความเข้าใจงานของ Foundation ให้กับคนในองค์กร และช่วยทำกิจกรรม Fundraising เพื่อหาทุนให้ผู้นำด้านสิทธิสตรีจากประเทศที่ยากจนสามารถมาเข้าร่วมประชุมงาน Trust Women Conference ได้

และด้วยความสนับสนุนของเพื่อนๆ ที่บริษัททุกคน ผมเลยมีผลงานเข้าตากรรมการและได้รับเชิญให้มาร่วมงานนี้ด้วยครับ

—–

การมาอังกฤษคราวนี้ต้องยอมรับว่าลำบากใจพอสมควรเพราะลูกสาวเพิ่งอายุครบสามสัปดาห์ การปล่อยให้ภรรยาเลี้ยงลูกคนเดียว (แม้จะมีคุณลุงและคุณย่าช่วยเลี้ยง) ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ถือว่าควรมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนมาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย

มาคราวนี้เลยออกแนวรีบไปรีบกลับ วันจันทร์ก็จะเจอกับเหล่าคนที่ได้ทุนมาร่วมงาน วันอังคารกับพุธก็เข้า Conference และว้นพฤหัสฯ ก็เดินทางกลับไทย

แต่ผมก็เชื่อว่าน่าจะเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากท่านผู้อ่าน Anontawong’s Musings ได้บ้างไม่มากก็น้อย

—–

ขอเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นวันนี้

สุวรรณภูมิ
เดี๋ยวนี้เขามี Rhythm @ Suvannabhumi Airport ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีสดตรงทางเดินในโซนร้าน Duty Free ตอนที่ผมเดินผ่านนักร้องยังไม่เริ่มร้องเพลงแต่แค่ฟังเสียงบรรเลงแซกโซโฟนก็รู้สึกฟินแล้วครับ นักดนตรีทุกคนใส่เชิ๊ตขาวสูทดำดูดีมีสกุลมาก และคนก็มารายล้อมเพื่อรอฟังไม่น้อย ขอชื่นชมคนคิดไอเดียนี้เพราะผมเชื่อว่าแขกจะประทับใจแน่ๆ

20151115_091403

ตอนแรกว่าจะหาน้ำเปล่ากินซักน้อย เดินไปดูที่ Boots น้ำเปล่าช้างขวดละ 30 บาท ขณะที่โค้กกลับเป็นราคาเกือบปกติคือ 17 บาทเท่านั้น นี่ย่อมแสดงว่าน้ำเปล่าเป็นที่นิยมมากกว่าโค้กจนสามารถตั้งราคาแบบนี้ได้

เครื่องบิน
ผมบินสายการบิน British Airways เครื่อง Boeing 777 ภายในเครื่องเก่าพอสมควรเลย ขนาดที่นั่ง business class ยังดูเล็กๆ (แต่ผมนั่ง Economy นะครับ) จอทีวีก็เป็นจอ touch screen เก่าๆ เหมือนสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว และที่แย่ก็คือไม่มี USB socket ให้ชาร์จมือถือ

แต่ข้อดีของสายการบินนี้คือบินตรงจากกรุงเทพถึงลอนดอนเลยครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย ส่วนบริการบนเครื่องก็ตามมาตรฐาน ที่น่าสนใจคือตอนเครื่องจะออก กัปตันชาวฝรั่งก็พูดทักทายกันเป็นภาษาไทยก่อน (ทั้งๆ ที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวไทย) ตอนเครื่องลงจอดที่ลอนดอน กัปตันก็ยังพูดภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน ผมว่าน่ารักดี

สนามบิน Heathrow
ผมไปลงที่ Terminal 5 ซึ่งเจ้านายบอกว่าเป็น Terminal ใหม่ อะไรๆ ก็เลยดูดีไปหมด ตรวจคนเข้าเมืองก็รวดเร็ว ใช้เวลาเข้าคิวไม่ถึง 15 นาที

จากนั้นก็เดินมาขึ้น Heathrow Express ที่ใช้เวลาวิ่งเข้าเมืองลอนดอนเพียง 20 นาทีครับ (ถ้าซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าจะได้ลดราคา 50% ด้วย)

ที่น่าสนใจคือผมสามารถขึ้นรถไฟ Heathrow Express ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านด่านใดๆ อาจจะเพราะว่ามันจะต้องแวะจอดอีกหนึ่งสถานี (ซึ่งเป็นของ Terminal 2,3,4) ซึ่งเขาให้นั่งฟรี แต่พอรถออกจากสนามบินมาแล้วก็จะมีพนักงานขึ้นมาตรวจตั๋วผู้โดยสารครับ

20151115_175417(ไม่มีด่านกั้น)

20151115_175413

อ้อ เวลารถจอด ก็จะมีเสียงพูดคล้ายๆ กับรถใต้ดินเมืองไทยเลยนะครับ มีเพิ่มขึ้นมาคำเดียวคือ edge – “Please mind the gap between the train and the platform edge”

รถใต้ดินในลอนดอน
รถ Heathrow Express มาจอดที่สถานี London Paddington ซึ่งเป็นชุมทางที่มีรถไฟปู๊นๆ อยู่ไม่น้อย ผมเดินผ่านจึงสังเกตได้ว่าเสียงเครื่องยนต์รถไฟในลอนดอนดังกว่ารถไฟที่สวิสมาก เดินต่อไปอีกนิดก็เจอทางลงรถใต้ดิน หน้าตาป้ายก็ละม้ายคล้ายคลึงกับรถไฟใต้ดินในปารีสทีเดียว

20151115_013328

ป้ายแบบนี้ก็สะดวกดี บอกว่าฝั่งที่เราจะขึ้นนั้น รถจะวิ่งไปทิศไหน ไม่ต้องมาจำชื่อสถานีปลายทาง

20151115_013600

รถใต้ดินเขาไม่ได้มีกระจกกั้นเหมือนที่บ้านเรานะครับ ป้ายที่บอกว่าจะจอดสถานีไหนบ้างนี่แปะอยู่บนกำแพงของทางรถไฟเลย

20151115_013657

20151115_013848

หัวหน้าผมให้ยืมบัตร Oyster มา (อารมณ์เดียวกับบัตรแรบบิทของไทยเรา) ตอนที่ผมแปะบัตรเข้า เงินเหลือ 4.20 ปอนด์ ผมนั่งรถไฟใต้ดินสาย Bakerloo มาแค่สองสถานี พอแปะบัตรขาออก เหลือเงินแค่ 1.90 เท่านั้น เท่ากับว่าจ่ายเงินไป 2.30 ปอนด์หรือ 125 บาทเลยทีเดียว

ตอนขึ้นบันไดเลื่อนมาจากรถไฟใตดิน ก็ได้เห็นป้ายโฆษณาละลานตามาก น่าจะถี่กว่าทุกเมืองที่ผมเคยไปมา

20151115_014443

เดินออกจากสถานีมา พยายามจะหาโรงแรมแลนด์มาร์คก็ไม่เห็นมีป้ายอะไรเลย โชคดีที่เหลือบไปเห็นอาคารหนึ่งที่แปะเลขที่ 222 จึงรู้ว่าใช่อันนี้แหละ เดินมาตรงประตูทางเข้าจึงเพิ่งจะเห็นป้ายเล็กๆ ว่านี่คือโรงแรมแลนด์มาร์คจริงๆ อันนี้อาจจะเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างไทยกับอังกฤษตรงที่ป้ายโรงแรมเขาไม่ได้ใหญ่โตซึ่งจะว่าไปก็ไม่ค่อยสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็คือในเมืองไม่มีปัายใหญ่เทอะทะจนรกสายตา

20151115_015244(ป้ายเลขที่ตึกช่วยชีวิตเอาไว้)

20151115_015335ป้ายชื่อโรงแรมเท่ากระดาษ A4

วันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน เอารูปห้องในโรงแรมมาฝากกันด้วย ไว้พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะครับ

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 15 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ยูโรมโนสาเร่ตอนที่ 14

5 เรื่องเล่าจากเมืองแมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์คือเมืองสุดท้ายสำหรับการเดินทางไปยุโรปของเราครั้งนี้ครับ

เหตุผลหลักก็คือการไปดูบอลที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล ซึ่งเรื่องนี้ผมจะนำมาเล่าวันหลังครับ

วันนี้ขอเพียงนำความประทับใจเรื่องอื่นๆ จากแมนเชสเตอร์มาเล่าให้ฟังกันก่อน
1. เจอคนดังที่สนามบิน
อังกฤษเป็นเมืองเดียวในยุโรปที่ผมต้องกรอกใบคนเข้าเมือง เพราะที่สวิสกับเชคไม่ต้องกรอก ที่ฝรั่งเศสนี่ผมนั่งรถไฟเข้าไปเลยไม่ต้องกรอก แต่ถ้านั่งเครื่องบินไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

กรอกใบคนเข้าเมืองเสร็จไปต่อคิว จึงเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ พอมองไปตรงกลางกลุ่มก็เห็นคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล สงสัยพาคนกลุ่มนี้มาดูบอล ซึ่งไม่น่าจะเป็นแมนยูฯ เพราะคุณกนกเชียร์ทีมเอฟเวอร์ตัน (เมื่อกี้เข้าไปดู Fan page  จึงเห็นว่ามาในโครงการของเบียร์ช้างซึ่งเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของเอฟเวอร์ตัน)

ระหว่างต่อแถวก็เจอคนเอเชียหัวดำเยอะมากๆ อายุราวๆ 25-40 ปีซะเยอะ ดูหน้าตาไม่น่าจะเป็นประเภทอยากเดินเที่ยวชมเมืองแมนเชสเตอร์

ตอนเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เขาก็ถามว่าเรามาทำอะไร เราก็ตอบไปว่ามาดูแมนยูฯ คร้บ ส่วนแถวข้างๆ คนนึงตอบว่ามาดูบอลลิเวอร์พูล ส่วนอีกคนตอบว่ามาดูคริสตัล พาเลซ

คนบินจากทั่วลงมาลงที่เมืองแมนเชสเตอร์เพื่อมาดูบอลกันเยอะจริงๆ
2. การเดินทางด้วยรถบัส
เรานั่งแท๊กซี่คันสีดำเข้าที่พัก ค่าแท๊กซี่ 18.6 ปอนด์ หรือราวๆ 930 บาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่โอเค โชคดีที่สนามบินแมนเชสเตอร์อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก 25 นาทีก็ถึงแล้ว

ManchesterTaxi

เราคุยกับ Jon ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เขาก็แนะนำว่าถ้าจะเดินทางไปไหนก็ควรจะซื้อตั๋ว DayRider ราคา 3.9 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้ขึ้นรถบัสได้ทั้งวัน (ดีกว่าซื้อตั๋วทีละเที่ยวเพราะราคา 2 ปอนด์) หรือจะซื้อตั๋ว MegaRider ราคา 13.5 ปอนด์ ที่นั่งได้หนึ่งสัปดาห์ก็อาจจะคุ้มแม้เราจะอยู่ที่นี่แค่สามวันกว่าๆ ก็ตาม เพราะมันสามารถใช้นั่งรถบัสไปสนามบินได้ด้วย

สุดท้ายเราก็เลยซื้อ MegaRider โดยซื้อจากคนขับรถเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องซื้อตั๋วอีกต่อไป และเผื่อว่าจะใช้รถบัสเดินทางไปสนามบินในวันสุดท้ายด้วย

แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลอย่างหนึ่งทีจอนไม่ได้บอกกับเรา…

เราเดินทางถึง Piccadilly Gardens ซึ่งเป็นชุมสายของรถบัสที่นี่ (แถมมีชิงช้าสวรรค์น้อยๆ หน้าตาคล้ายๆ London Eye ด้วย แต่ไม่เห็นว่ามันเปิดเลยนะ) จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารเวียดนาม (เพราะแฟนอยากกินเฝอ) ซึ่งดูใน Tripadvisor แล้วมันต้องเดินออกไปนอกเมืองพอสมควร

ปรากฏว่าพอไปถึงแล้วร้านดันปิด คือเปิดแค่ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น (เราไปถึงประมาณสี่โมงเย็น เขาเปิดอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง) เราเลยตัดสินใจจะกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งจึงเดินไปรอที่ป้ายรถเมล์ พอรถผ่านมา รถจอด ประตูเปิด ผมชูตั๋ว MegaRider แต่คนขับรถกลับส่ายหน้าบอกว่าใช้ไม่ได้ เราก็เลยงงเลย ต้องรอรถสายอื่นแทน

20150520_205755

มารู้ทีหลังว่า ในแมนเชสเตอร์มี Bus Operator หลายเจ้า บัตรที่เราซื้อนั้นใช้ได้เฉพาะกับ StageCoach และ MagicBus เท่านั้น ส่วนเจ้าอื่นๆ อีก 3-4 เจ้า (หรืออาจมากกว่านั้น) ใช้บัตรนี้ไม่ได้!

เที่ยวมาตั้งหลายที่ก็เพิ่งเคยเจอ Day Pass ที่ใช้ได้กับรถบัสแค่บางคันนี่แหละ

(แต่หลังจากอยู่ไปสามวัน StageCoach ก็น่าจะเป็นเจ้าที่มีเครือข่ายรถเยอะที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะคุ้มที่สุดแล้ว)

3. คนดำที่นี่มีฐานะกว่าคนดำที่ปารีส
อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อตอนที่ 6 ว่า ที่ฝรั่งเศสมีคนดำเยอะกว่าที่คิด

ที่อังกฤษก็เช่นกันครับ แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนคือคนดำที่แมนเชสเตอร์ดูมีฐานะและมีอนาคตกว่าคนดำที่ปารีสอย่างเห็นได้ชัด

อยู่ที่ปารีส คนดำที่เราพบเห็นมักจะเป็นชายวัยกลางคนขึ้นไป ราวกับว่าเขาย้่ายมาที่นี่เพื่อที่จะมาหางานทำ แต่เท่าที่เห็นคนเหล่านี้มักจะทำงานประเภทขายของพวงกุญแจหอไอเฟลหรือของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวซะมากกว่า

ขณะที่ที่แมนเชสเตอร์ คนดำมีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนโต แถมอยู่กันอย่างมีฐานะด้วย พวกเราเคยเจอคนดำขับบีเอ็มซิ่งไปมาอยู่สองสามหน

4. เกลื่อนกลาดกว่าที่คิด

แฟนผมถึงกับอดอุทานไม่ได้ว่า “นี่หรือเมืองผู้ดี”

เพราะทิ้งขยะกันในที่สาธารณะกันไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ คือบนทางเดินและในรถบัส เอารูปมาฝากให้ดูกันนะครับ

  Manchester_Rubbish
(เศษขยะใกล้ๆ อู่รถบัส)

Manchester_RubbishBread(ทิ้งขนมปังปอนด์ไว้ในรถบัส!)

5. Chai ไม่อร่อยเลย
ผมได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Chai ตอนที่เล่นเกมเกมหนึ่งใน Lumosity เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

จนวันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะไปนั่งร้านกาแฟ Costa Coffee (ที่เดี๋ยวนี้ก็มีสาขาในไทยแล้ว) แล้วเห็นว่ามี Chai ขายพอดี โดยระบุว่าเป็น specialty menu ของอังกฤษ ก็เลยจัดแก้วขนาดกลางมา เพราะแพงกว่าแก้วเล็กแค่ 20 เพนนี

หน้าตามันคล้ายช็อคโกแล็ต แต่รสชาติมันไม่ใช่เลย รlมันหวานๆ เหมือนกินนมผสมกับขิงและอะไรซ่าๆ ก็ไม่รู้ กินได้แค่สองสามอึกก็ไม่ไหวแล้ว แบ่งให้แฟนกินอึกเดียวคุณเธอก็ขอบาย สุดท้ายเลยเหลือทิ้งเพียบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะกินอะไรที่ไม่เคยกิน ให้สั่งไซส์เล็กก็พอ

20150516_201343

—–

เป็นอันจบเรื่องราวในแมนเชสเตอร์นะครับ ขอติดเรื่องที่เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดไว้ก่อนเพราะต้องใช้พลังงานในการเขียนพอสมควร

และบัดนี้ ผมได้กลับถึงเมืองไทยแล้ว จึงขอยุติซีรี่ส์ “ยูโรมโนสาเร่” ไว้แต่เพียงเท่านี้

แต่จะยังเขียนบล็อกอยู่ทุกวันนะครับ ฝาก anontawong.com ไว้ในอ้อมใจของทุกคนต่อไปนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 13

5 เรื่องเล่าจากปราสาทปราก

วันสุดท้ายที่ปราก เราได้ไปร่วมทัวร์ Prague Castle ซึ่งแม้จะเป็นบริษัทเดียวกับทัวร์ฟรีเที่ยวเมืองปรากจากตอนที่แล้ว แต่คราวนี้เป็นแบบคิดตังค์คนละ 300 คราวน์ (ประมาณสี่ร้อยบาท)

ไกด์ของเราชื่อฟิลิป (เขียนว่า Filip) เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เป็นไกด์ที่พูดเก่งมาก เวลาฟังเขาพูดเหมือนฟังนักการเมืองเจนโลกปราศรัยกันเลยทีเดียว แนะนำครับคนนี้

20150514_144005  และนี่คือห้าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการเดินชมปราสาทปรากครับ

1. ความยิ่งใหญ่ของปราสาทปราก

ปราสาทปราก หรือ Prague Castle นั้นคือปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 7.28 เฮกเตอร์ หรือเท่ากับสนามบอล 11.3 สนาม และอยู่มานานถึง 1130 ปี (เห็นความสอดคล้องของตัวเลขมั้ยครับ?)

ด้วยความที่ประเทศนี้ผ่านสงครามมานักต่อนัก เมื่อปี ค.ศ.1541 ปราสาทปรากก็ถูกเผาจนเสียหายไปเสียส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายร้อยปีในการค่อยๆ ซ่อมแซมปรับปรุงตามแต่กำลังทรัพย์ที่ตัวเองมี

แต่ฟิลิปก็บอกว่า

“Maybe the fire was not a bad thing because it gave us a chance to do things even better. We learned that things will work out at the end”

“การถูกไฟไหม้อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้ทำหลายๆ อย่างให้ดีขึ้น พวกเราได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะออกมาโอเค”

#เมืองไทยก็เช่นกัน

2. ไม่มีใครสนใจเรา

ฟิลิปบอกว่า จริงๆ แล้วปราสาทนี้ไม่มีอะไรหรอก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครแคร์ประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะไปเที่ยวที่ไหนถ้าเค้ารู้ว่าเป็นคนเชคก็ไม่มีใครสนใจ

แต่เขาก็ชอบความเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีใครแคร์นี้นะครับ เพราะมันทำให้ประเทศของเขาไม่ค่อยมีปัญหากับใคร และทำให้มีโอกาสได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่เหมือนคนอเมริกันที่บางทีเวลาไปเที่ยวต้องแกล้งบอกว่าเป็นคนแคนาดาเพราะรู้ว่าคนไม่ชอบอเมริกาเยอะ

อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นคนเชคได้ดีคือคนเชคจะมีความขี้เล่นและ “ลูกบ้า” อยู่ในตัว ซึ่งคุณจะเห็นได้ทั่วไปในสิ่งก่อสร้างต่างๆ

เช่นพอเข้าประตูปราสาทเข้าไปเราจะเจอสวนที่มีต้นซากุระจากญี่ปุ่น แถมยังมีจุดที่คนไปยืนตะโกนชื่อตัวเองแล้วได้ยินเสียงสะท้อนอย่างชัดเจน ท้้งๆ ที่มันเป็นแค่สวนต้นไม้ ไม่ใช่เวทีการแสดงหรืออะไรทั้งสิ้น การมีอะไรที่ดูผิดที่ผิดทางนี่แหละที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนเชค

20150514_151846
3. คุณลุงชูป้าย

ตอนเราจะเข้าปราสาท เราได้พบคุณลุงคนนี้

20150514_152726
ฟิลิปอธิบายให้ฟังว่า ระบบยุติธรรมของเชคนั้นชักช้าและล้าหลังมาก เคยมีนักเทนนิสอาชีคนหนึ่งยื่นฟ้องหย่าตั้งแต่ปี 1985 แต่กว่าจะหย่าสำเร็จก็ปี 2005!

สำหรับคุณลุงคนที่มาชูป้ายนี้ เคยมีหนี้ก้อนเล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารมีการใส่ข้อมูลผิดพลาดในระบบ ทำให้โดนคิดดอกเบี้ยทบต้นถึง 103 ปี อันเป็นเหตุให้คุณลุงคนนี้โดนยึดบ้าน คุณลุงได้ทำการร้องเรียนแล้วแต่เรื่องก็ยังไม่คืบหน้า เลยมายืนถือป้ายประท้วงที่นี่เพื่อป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของที่นี่มันล่าช้าแค่ไหน

ฟิลิปบอกว่า นี่ก็เป็นปีที่ 5 แล้วที่คุณลุงมายืนชูป้ายที่นี่ทุกวัน

4. มหาวิหารนักบุญไวตัส (St. Vitus Cathedral)
Saint Vitrus Cathedral เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเชค รีพับบลิค เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1344 โดยกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชคคือ Charles IV (ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง Charles Bridge ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทุกคนที่มาเที่ยวปรากต้องมาเยือน)

แม้กระนั้นพระเจ้าชาลส์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนที่โบสถ์จะสร้างเสร็จ มิหนำซ้ำโบสถ์ยังเป็นอาคารหนึ่งที่ถูกเปลวเพลิงในปี 1541 แผดเผาจนพังไปไม่น้อย ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะบูรณาการและก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1929 รวมใช้เวลาในการสร้างทั้งหมดถึง 585 ปี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมีสามประการ

4.1 ประชากรส่วนใหญ่หรือ 75% ของเชคไม่นับถือศาสนาอะไรเลย (ฟิลิปบอกว่า We are one of the most godless nations in the world) เพราะฉะนั้นโบสถ์นี้อาจจะไม่ได้มีความหมายมากนักในเชิงจิตวิญญาณ แต่มันสำคัญเพราะว่ามันเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย และมหาวิหารนี้ก็เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของเชคหลายท่านด้วยกัน

4.2 จุดเด่นของ Cathedral หลายๆ แห่งคือ Stained Glass Window ซึ่งมักจะบ่งบอกเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล

มหาวิหารเซนต์ไวตัสก็มีกระจกสีเช่นกัน แต่การก่อสร้างกระจกสีนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย ทางการเลยใช้วิธีหา “สปอนเซอร์”

Stained Glass Window บานนึงจึงมีตราประจำตระกูล (Coat of Arms) ของตระกูล Schwarzenberg ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินก่อสร้างกระจกสีบานนี้

แต่ที่ฮาคือมีกระจกสีอีกบานนึงซึ่งชื่อสปอนเซอร์ไม่ได้เป็นตราประจำตระกูล แต่เป็นประโยคคำพูดว่า “บริษัทประกันภัยแห่งแรกในเชค”!

4.3 ด้านหน้าของมหาวิหาร จะเห็นว่ามีบางส่วนที่ยังสร้างไม่ครบถ้วนตามแบบ เพราะเงินหมดเสียก่อน แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีรูปแกะสลักสี่รูปที่เพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในแบบ แถมรูปแกะสลักสี่รูปนี้ดันไม่ใช่รูปของนักบุญหรือเทพอะไรทั้งนั้น แต่เป็นผู้ชายใส่สูทผูกไทด์สี่คนครับ (ในรูปจะเห็นแค่สองคน เพราะอีกสองคนอยู่อีกฝั่งนึง)

ผู้ชายสี่คนนี้คือสถาปนิกที่ได้รับการว่าจ้างให้มาออกแบบโบสถ์ ที่แสบก็คือ เงินหมดทำตามแบบได้ไม่ครบ แต่ดันแกะสลักรูปตัวเองไว้หน้าโบสถ์ซะอย่างนั้น

20150514_160814_Marked
5. ติดไฟให้ปราสาทปราก

เมื่อตอนที่เชคผ่านพ้นการปกครองของคอมมิวนิสต์ในปี 1990 ก็มีการระดมสมองกันว่าจะเฉลิมฉลองอย่างไรดีให้มัน “สุดเหวี่ยง” และ “ไม่เป็นคอมมิวนิสต์” แบบสุดๆ

ทางการปรากก็เลยเชิญวง Rolling Stones จากอเมริกามาเล่นคอนเสิร์ตซะเลย

จำได้มั้ยครับว่าในยูโรมโนสาเร่ตอน 11 คนเชคขายของเก่งแค่ไหน?

หลังจากเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกไปแล้ว Rolling Stones ก็กลับมาเล่นอีกหลายครั้ง จนปี 1995 หลังจบคอนเสิร์ต ประธานาธิบดี Havel ของเชคก็พา Mick Jagger นักร้องนำวง Rolling Stones ไปดื่มเบียร์กันในผับ

แล้ว Havel ก็บอกกับ Mick ว่า เนี่ย ปราสาทปรากของเราสวยงามมาก แต่ก็น่าเสียดายนะที่ตอนกลางคืนมันมืดจนมองไม่เห็นปราสาทเลย

Rolling Stones ก็เลยตัดสินใจใช้เงิน 32,000 ดอลล่าร์เพื่อประดับไฟให้ปราสาทปรากเสียใหม่ จนแจ่มไฉไลอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ

20150514_212001

—–

เป็นอันจบเรื่องราวจากเชครีพับลิคนะครับ

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 12

5 เรื่องเล่าเกี่ยวจากการร่วม Free Tour ในเมืองปราก

ตามที่ได้เกริ่นไปเมื่อตอนที่แล้วว่าผมรู้เรื่องปรากน้อยมาก จึงตัดสินใจเข้าร่วม Free Walking Tour รอบเมืองปราก

ผมว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจนะครับ คือจะมีไกด์พาคุณเดินชมเมืองปรากถึงสามชั่วโมงเต็ม แล้วตอนท้ายคุณจะให้ทิปเขาเท่าไหร่ก็เท่านั้น ซึ่งถ้ามองในมุมหนึ่งก็แสดงว่าไกด์ต้องพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้สุดฝีมือเพื่อที่จะให้ลูกทัวร์พอใจ และตบรางวัลให้ในตอนท้าย

และนี่คือห้าเรื่องราวที่ได้เรียนรู้จากไกด์ชื่อ Pavel ในวันนั้นครับ

1. เหตุที่ปราก (เคย) รุ่งเรือง

ปรากเคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรโบฮีเมีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (ชื่อยาวจัง แปลมาจาก Holy Roman Empire) และด้วยความที่เป็นเมืองหลวงในยุโรปตอนกลาง ที่มีพรมแดนตะวันตกติดกับราชอาณาจักรบาวาเรีย (Bavaria) หรือเยอรมันในปัจจุบัน และตอนใต้ก็ไม่ไกลจากกรุงโรมแห่งอิตาลี เมืองปราก (หรือที่ชาวเชคเรียกว่า “ปราฮา Praha”) จึงเป็นเหมือน interchange station อย่างสยามที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย

ในช่วงศตวรรษที่ 14 ใครที่มาพักที่เมืองปรากจะต้องสำแดงทรัพย์สินทุกอย่างที่ตนมีและ “พัก” ของเอาไว้กับเจ้าหน้าที่รัฐถึง 3 วัน เพื่อทำการตรวจสอบและเก็บภาษีก่อนจะเดินทางออกจากปรากไปได้ และนี่คือเหตุผลที่ปรากเฟื่องฟูมากจนมีเงินสร้างอาคารใหญ่ๆ อย่างที่ผมเล่าไปในตอนที่แล้ว

2. ประเทศที่ไม่เคยอยู่ได้เกิน 20 ปี

เราคิดว่าเมืองไทยตกอยู่ในวิกฤติการเมืองมานาน แต่ถ้าเทียบกับสาธารณรัฐเช็ก นี่ของเราดูจิ๊บจ๊อยไปเลย

ลุงพาเวลเล่าให้ฟังว่าในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ดินแดนแห่งนี้ได้พบกับ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ถึงสี่ห้าครั้ง

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ เลยทีเดียว

เราคนไทยคงเคยชินกับชื่อเชคโกสโลวาเกีย (Czechoslovakia) แต่ประเทศนี้จบสิ้นไปตั้งแต่ปี 1993 เมื่อเกิดการแยกออกเป็นสองประเทศคือสาธารณรัฐเชค (Czech Republic) และประเทศสโลวาเกีย (Slovakia) และสาธารณรัฐเชคก็อยู่อย่างมีสเถียรภาพมา 22 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็น “สถิติใหม่” เพราะในรอบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมายังไม่เคยอยู่เย็นเป็นสุขได้เกิน 20 ปีเลยสักครั้ง

ลองเข้าไปดูประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ใน  Wikipedia ก็จะเห็น “ยุค” ต่างๆ ดังนี้ครับ

The First Republic (1918–1938)
The Second Republic (1938–1939)
Second World War (นาซีเข้าปกครอง)
The Third Republic (1945–1948) and the Communist takeover (1948)
The Communist era (1948–1989)
Democratic Czechoslovakia (1989–1992)

3. Astronomical Clock นาฬิกาดาราศาสตร์

ถ้าไปปารีสต้องไปหอคอยไอเฟลและดูรูปโมนาลิซ่า คนที่มาเที่ยวเมืองปรากก็ต้องมาดูนาฬิกาดาราศาสตร์ เดินข้ามสะพาน Charles Bridge และเที่ยวชม the Jewish Quarter

นาฬิกาดาราศาสตร์โด่งดังมากเนื่องจากมันมีอายุถึง 605 ปี หน้าตาของมันคืออย่างนี้ครับ

(ภาพจาก Wikipedia)

ลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าด้านในจะมีรูปภาพของสัตว์ 12 ราศีอยู่ ส่วนวงกลมขาวๆ ที่อยู่รอบๆ วงกลมสีทอง จะมีชื่อของเซนต์ (Saint) จำนวนทั้งหมด 365 องค์ ซึ่งก็คือชื่อของเซนต์ประจำวันนั้นๆ โดยเขามีแม้กระทั่ง App ที่เอาไว้บอกด้วยว่า เซนต์ประจำวันนี้ชื่อว่าอะไร (ผมพยายามหาข้อมูลในเน็ตแล้วหาไม่เจอ)

ความเจ๋งอีกอย่างคือนาฬิกาดาราศาสตร์นี้คือ เวลาครบหนึ่งชั่วโมงตัวตุ๊กตาทั้งสี่ตัวนี้ก็จะเต้นระบำ และด้านบน (ซึ่งในรูปนี้มองไม่เห็น) ก็จะมีหุ่น 12 สาวกของพระเยซู (12 Apostles) วนออกมาให้ประชาชนยลโฉม

นี่ถือเป็นของ “ล้ำสมัย” อย่างที่สุดในปี 1410 เพราะไม่เคยมีใครสร้างนาฬิกาที่มีลูกเล่นอย่างนี้มาก่อน

ไกด์พาเวลเล่าให้ฟังว่า เจ้าครองเมืองปรากในสมัยนั้นชื่นชมนาฬิกานี้มากจนสั่งให้จับตัวคนสร้างนาฬิกานี้มาแล้วทำการควักลูกตาออกทั้งสองข้างและตัดลิ้นเขาซะ!

เพื่อ!!!???

เหตุผลก็คือเพื่อไม่ให้คนสร้างนาฬิกาเรือนนี้ไปสร้างนาฬิกาให้ที่อื่นได้อีกต่อไป

เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ แต่จะเล่าหมดก็กระไรอยู่ เหลือ “ช่องว่าง” ไว้บ้าง เพื่อให้คุณผู้อ่านไปเติมเอาเองตอนไปเยือนเมืองนี้ดีกว่านะครับ!

4. The Jewish Quarter

นี่คือเขตนึงในเมืองปรากที่คนยิวเคยอยู่มาก่อน

ชาวยิวที่เคยอยู่ในละแวกนี้ในสมัยก่อนนั้น ถูกสังคมประณามว่าเป็นคนสังหารพระเยซู จึงโดนรังเกียจและโดนบังคับให้อยู่ในพื้นที่จำกัด (ซึ่งตอนนี้เรียกว่า The Jewish Quarter) โดยบนเสื้อก็จะมีปักดาวสีเหลืองเพื่อให้คนอื่นรู้ว่านี่คือชาวยิว

นอกจากนั้นชาวยิวยังถูกกีดกันจากอาชีพเกือบทุกอย่าง  หนึ่งในอาชีพที่ชาวยิวได้รับอนุญาตให้ทำได้คือ การให้ยืมเงินและคิดดอกเบี้ยเพราะชาวคริสเตียนสมัยนั้นมองว่านี่เป็นอาชีพที่ต่ำเกินไปสำหรับ “คริสเตียนที่ดี”

การกดขี่ชาวยิวนี้ยืนระยะยาวนานถึง 500 ปี

5. อย่าแลกเงินสุ่มสี่สุ่มห้า

ก่อนจะมาที่นี่ “พี่โม” ซึ่งเป็นพี่ที่ออฟฟิศก็เตือนว่าอย่าไปแลกเงินกับคนตามถนนทีเดินมาถามว่าจะแลกตังค์รึเปล่า (พี่เขาเคยพลาดมาแล้ว วิ่งไปแลกตังค์ยูโรเป็นเงินคราวน์เพื่อจะมาซื้อของ พอกลับมาถึงร้านเจ้าของร้านก็ดุเลยว่าคราวหลังอย่าทำอย่างนี้ เพราะเรตเขาแพงมาก)

กรณีพี่โมยังถือว่าโชคดี เพราะไกด์บอกว่ามันมีพวกที่หนักกว่านั้น คือพวกที่อาศัยว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเงินคราวน์มาก่อน แถมอ่านภาษาเชคไม่ออกอีก เวลาเอาเงินยูโรหรือดอล่าร์มาแลก แทนที่จะให้เป็นเงินคราวน์ กลับเอาเงินรูเบิลของรัสเซียหรือเงินสกุลอื่นที่หน้าตาแปลกๆ มาให้แทน  มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอาเงิน 100 Euro ไปแลก ปรากฏว่าเงินที่ได้กลับมามีมูลค่าแค่ 0.5 Euro เท่านั้น!

จุดแลกเงินที่ดีคือร้านที่ชื่อว่า eXchange ซึ่งอยู่ตรง Kafka Square ครับ ผมลองไปแลกดูแล้วก็ได้เรตดีจริงๆ แถมบริการยังรวดเร็วด้วย

????

อ้อ ขอเตือนอีกอย่าง เพราะผมพลาดมาแล้ว เวลาไปถึงสนามบินปราก จะเจอโต๊ะแลกเงินของ Travelex ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเจ้าใหญ่ในยุโรป ทุกอย่างโปร่งใสน่าเชื่อถือก็จริง แต่ spread (ความต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย) ของเขาโหดมาก

นี่คือราคาของ 1 Euro ต่อเงินคราวน์ครับ

Buy 23.5984
Sell 29.2236

โชคดีที่ผมซื้อ buy back option เอาไว้ (ทำให้สามารถขายเงินคราวน์คืนได้ในราคา 23.5984 แทนที่จะเป็นราคา 29.2236) จึงเอาเงินยูโรที่เหลือไปแลกเป็นเงินคราวน์กับ eXchange ในเรต 27 กว่าๆ แล้วมาขายคืน Travelex ทำให้ไม่ขาดทุนเกินไปนัก

อ้อ ส่วนใครคิดจะทำกำไรด้วยวิธีนี้ก็อย่าหวังนะครับ เพราะ buy back option จะมีระบุไว้เลยว่าจะขายคืนได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เราซื้อไป

——

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องปรากกันอีกซักตอนนะครับ