นิทานตีกลอง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่ชอบตีกลองมาก เขาตีกลองตลอดทั้งวัน ไม่ว่าใครจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด

ชาวบ้านต่างมาเตือนว่าตีกลองดังเกินไปจะทำให้หูหนวก หรือกลองนี้มีเอาไว้ใช้แค่ในพิธีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น พวกเขาเอาหนังสือมาให้เด็กชายอ่านและสอนวิธีทำสมาธิภาวนา พวกเขาทำแม้กระทั่งหาซื้อที่อุดหูมาให้คนในละแวกนั้นใส่ แต่ไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คเลย

สุดท้าย มีนักปราชญ์ซูฟีปรากฎตัวขึ้น ยื่นค้อนให้เด็กชาย แล้วพูดว่า

“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าข้างในกลองนั้นมีอะไร”

—–

ขอบคุณนิทาน Sufi จาก Chris Highland | Citizen Times

นิทานกระเป๋าใบเดียว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“มุลล่า” เดินมาเจอชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าเศร้าสร้อย จึงเอ่ยปากถาม

“น้าเป็นอะไรเหรอ”

ชายคนนั้นยกกระเป๋าผ้าซอมซ่อขึ้นมา แล้วพูดว่า

“ข้าแร้นแค้นเหลือเกิน กระเป๋าผุๆ พังๆ ใบนี้เพียงใบเดียวก็ใส่สมบัติทุกอย่างของข้าได้หมดแล้ว”

“แย่จังเลยเนอะ” มุลล่าพึมพัม พร้อมกระชากกระเป๋าจากมือชายคนนั้นแล้ววิ่งหนีไปทันที

เมื่อรู้ตัวว่าโดนขโมยกระเป๋า ชายผู้เศร้าสร้อยก็ได้แต่ร้องไห้โฮ

ส่วนตัวมุลล่านั้น เมื่อวิ่งเลยทางโค้งไปได้นิดเดียว ก็วางกระเป๋าไว้ตรงกลางทาง

เมื่อชายคนนั้นเดินมาพบกระเป๋าของตัวเอง ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง

“กระเป๋าของข้า! กระเป๋าของข้า! ข้านึกว่าข้าเสียเจ้าไปแล้วซะอีก!”

มุลล่าที่แอบดูอยู่ตรงพุ่มไม้พูดกับตัวเองเบาๆ

“นี่คงเป็นวิธีนึงที่ทำให้คนมีความสุขได้สินะ!”

นิทานมะระ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังจะไปแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

พระอาจารย์นำมะระมาลูกหนึ่ง แล้วพูดกับลูกศิษย์ว่า

“พวกเจ้านำมะระนี้ติดตัวไป และทุกครั้งเมื่อผ่านแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้นำมะระนี้ลงไปแช่ด้วย และเมื่อทำการบูชาถวายเครื่องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้นำมะระนี้รวมลงไปเซ่นไหว้ด้วย”

ทุกครั้งที่ผ่านแม่น้ำหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าลูกศิษย์ก็ทำตามที่พระอาจารย์สั่ง เมื่อกลับมาถึงวัด พระอาจารย์จึงสั่งให้นำมะระนั้นไปปรุงเป็นอาหาร

เมื่อถึงเวลาฉัน พระอาจารย์ฉันมะระลงไปหนึ่งคำ แล้วพูดขึ้นว่า

“แปลกจริงๆ มะระลูกนี้ผ่านพิธีกรรมจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งหลายแห่ง ทำไมถึงยังไม่ได้กลายเป็นรสหวาน”

นิทานสอนลูกให้เป็นขโมย

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายผู้หนึ่งเป็นขโมยอาชีพที่เข้าสู่วัยชรา ลูกจึงพูดกับเขาว่า

“พ่อก็อายุมากแล้ว ส่วนข้าเองก็น่าจะโตพอแล้ว ถึงเวลาที่พ่อจะถ่ายทอดวิชาขโมยให้ลูกได้หรือยังครับ”

พ่อรับปากจะสอนให้ คืนนั้นจึงพาลูกไปขโมยของที่บ้านเศรษฐี

เมื่อเข้าไปในบ้านได้แล้ว พ่อก็ใช้กุญแจผีเปิดตู้เก็บของ แล้วเรียกลูกเข้าไปซ่อนอยู่ในนั้น

เมื่อลูกเข้าไปแล้ว ผู้เป็นพ่อก็ปิดล็อกตู้แล้วร้องตะโกนว่า

“มีขโมย! มีขโมย!” ก่อนวิ่งหนีออกจากบ้านไป

หัวขโมยฝึกหัดได้แต่ซ่อนอยู่ในตู้เงียบๆ ด้วยใจระทึก คนในบ้านเที่ยวหาจนทั่วว่าขโมยอยู่ไหน เมื่อสำรวจดูทรัพย์สินก็ไม่เห็นมีอะไรสูญหาย จึงแยกย้ายพากันเข้านอน

หัวขโมยคิดอยู่นานว่าทำยังไงถึงจะหนีไปได้ สุดท้ายเขาก็คิดอะไรออก

เขาทำเสียงร้องเหมือนหนูที่กำลังกัดข้าวของ คุณผู้หญิงของบ้านจึงสั่งให้คนรับใช้นำตะเกียงมาดู เมื่อคนรับใช้เปิดตู้ออกมา ขโมยก็เป่าตะเกียงจนดับแล้ววิ่งหนีไปทันที

เศรษฐีเจ้าของบ้านรีบสั่งให้บ่าวไพร่ไล่ตามจับขโมย เมื่อถูกตามมาถึงบ่อน้ำบาดาล ขโมยจึงใช้ไหวพริบยกหินก้อนใหญ่โยนลงไปในบ่อ ส่วนตัวเองก็แอบอยู่บริเวณนั้นจนได้ยินเสียงคนพูดว่า

“น่าสงสาร ขโมยคงหมดหนทาง กระโดดลงในบ่อนี้ไปแล้ว”

เมื่อขโมยผู้เป็นลูกกลับมาถึงบ้าน เห็นพ่อกำลังนอนกรน จึงปลุกพ่อขึ้นมาต่อว่ายกใหญ่

พ่อจึงถามถึงเหตุการณ์ว่าลูกเอาตัวรอดกลับมาได้อย่างไร เมื่อได้ฟังแล้วพ่อก็ยิ้มอย่างภูมิใจ

“พ่อถ่ายทอดวิชาให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”

นิทานถ่มน้ำลาย

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายคนหนึ่งเข้ามาถ่มน้ำลายใส่พระพักตร์พระพุทธเจ้า เขาเป็นพราหมณ์และพระพุทธเจ้ากำลังตรัสสิ่งที่ทำให้เขาโกรธมาก พระองค์ทรงเช็ดออกและถามว่า “มีอะไรจะกล่าวอีกไหม”

พระอานนท์สาวกของพระพุทธเจ้าโกรธมากจนต้องทูลพระพุทธเจ้าว่า “โปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์สั่งสอนชายคนนี้ด้วยเถิด ทำเช่นนี้มันเกินไปแล้ว ข้าพระองค์ไม่อาจทนรับได้”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “แต่เขาไม่ได้ถ่มน้ำลายใส่หน้าท่าน เขาถ่มน้ำลายใส่ตถาคต ลองมองชายคนนั้นสิ แล้วท่านจะเห็นว่าเขาลำบากใจเพียงใด ลองมองชายคนนั้นสิ แล้วท่านจะเห็นใจเขา เขาอยากบอกอะไรสักอย่างแก่ตถาคต แต่ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เขาตกที่นั่งลำบากเหมือนกับตถาคต เขาโกรธมากจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับที่ตถาคตรักมากเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดและการกระทำได้ ตถาคตรู้ว่าเขาลำบากใจที่จะพูดออกมา ด้วยเหตุนี้เขาจึงถ่มน้ำลาย ลองมองชายคนนี้สิ”

ขณะที่พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเขา พระอานนท์ก็มองเขาเช่นกัน ขณะที่พระพุทธเจ้าบันทึกความทรงจำจากข้อเท็จจริง พระอานนท์ก็บันทึกความทรงจำที่ผ่านการปรุงแต่ง

ชายคนนี้แทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสเช่นนั้น เขาตกใจมาก หากพระพุทธเจ้าทรงทุบตีเขา หรือหากพระอานนท์พุ่งเข้าใส่เขา เขาคงจะไม่ตกใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะตอบโต้เช่นนั้น แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเห็นใจเขา และเห็นว่าเขาลำบากใจเพียงใด ชายคนนี้กลับไปนอนไม่หลับทั้งคืน เขาใคร่ครวญและพิจารณาถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น เขารู้สึกเจ็บปวดเสียใจ เขารู้สึกตัวแล้วว่าทำอะไรลงไป บาดแผลในใจเขาเปิดออกแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาวิ่งพรวดพราดเข้าหาพระพุทธเจ้าและทิ้งตัวลงแทบพระบาทของพระองค์ พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า “ดูสิ ปัญหาเดิมอีกแล้ว ตอนนี้เขามีความในใจต่อตถาคตมากมาย แต่เขาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาจึงสัมผัสเท้าของตถาคต ชายคนนี้ไม่รู้จะทำเช่นไร เขามีความในใจมากเกินกว่าจะสื่อสารออกมาได้ แต่ท่าทางของเขาบ่งบอกอะไรบางอย่าง ดูสิ”

เขาเริ่มร้องไห้และกล่าวว่า “โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิดท่านผู้เจริญ ข้าเสียใจเหลือเกิน ข้าช่างโง่เขลาแท้ๆ ที่ถ่มน้ำลายใส่คนเช่นท่าน”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ลืมมันไปเถิด ผู้ที่ท่านถ่มน้ำลายใส่ไม่มีอีกแล้ว ผู้ที่ถ่มน้ำลายก็ไม่มีอีกต่อไป ท่านเป็นคนใหม่แล้ว ตถาคตก็เป็นคนใหม่ ดูสิ ดวงตะวันกำลังทอแสงรับวันใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด ไม่มีวันวานอีกต่อไป จงให้มันจบสิ้นไปพร้อมกันเถิด อีกอย่างหนึ่งตถาคตจะให้อภัยท่านได้อย่างไร เพราะท่านไม่เคยถ่มน้ำลายใส่ตถาคต ท่านถ่มน้ำลายใส่คนที่จากไปแล้วต่างหาก”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: พลังสร้างสรรค์ : ของกำนัลแด่ผู้ฉีกกรอบ แปลโดย ภัทริณี เจริญจินดา