นิทานขอโทษประตู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหวังจะมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เซนที่สำนักแห่งหนึ่ง

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู เขาปิดประตูเสียงดังปัง! แถมยังสลัดรองเท้าระเกะระกะก่อนเดินเข้ามาในตัวสำนักและก้มลงกราบพระอาจารย์

“ข้ารับการคารวะของเจ้าไม่ได้ เจ้าต้องกลับไปที่ประตูและขอให้ประตูยกโทษให้เจ้าก่อน รองเท้าก็ด้วย”

“ท่านพูดเรื่องอะไรกัน!?” ชายฉกรรจ์โวยวาย “คนอยู่ในนี้ตั้งเยอะแยะ ท่านจะทำให้ข้าเป็นตัวตลกอย่างนั้นหรือ”

“ถ้าเจ้าไม่ขอโทษประตู เจ้าก็จงกลับไปเสียเดี๋ยวนี้ ตอนที่เจ้าดูถูกประตูและดูถูกรองเท้าเจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าอับอายบ้างหรือ ทำไมเพิ่งจะมารู้สึกอายตอนที่ข้าบอกให้เจ้าขอโทษ”

ชายคนนั้นเดินกลับที่ประตูอย่างลังเล รู้สึกว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขา

“เจ้าประตู ข้าขอโทษ ข้าทำไปโดยไม่ทันยั้งคิด โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถิด” ก่อนจะหันไปพูดกับรองเท้าในแบบเดียวกัน

เมื่อเขาเดินกลับเข้ามา แววตาเขาเปลี่ยนไป อาจารย์เซนดึงร่างเขามากอดไว้

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ก่อนจะเอ่ยปากผมรู้สึกว่ามันไร้สาระชะมัด แต่พอขอโทษเสร็จผมกลับรู้สึกดีขึ้น เพราะรู้สึกได้ว่าทั้งประตูและรองเท้าได้ยกโทษให้ผมแล้ว”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

นิทานคาหนังคาเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณนายจอห์นสันระแคะระคายว่าสามีตัวเองอาจจะแอบเป็นกิ๊กกับคนใช้

เมื่อต้องไปเฝ้าไข้คุณแม่ที่โรงพยาบาลหลายวัน คุณนายจอห์นสันจึงสั่งให้ลูกชายวัย 5 ขวบจับตามองคุณพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนายจึงถามลูกชายว่าเจออะไรบ้าง

“ผมเห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในห้องน้าเคลลี่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วเขาทั้งสองก็ถอดเสื้อผ้า แล้ว”

“หยุดก่อน” คุณนายตัดบท “รอให้พ่อกลับมาบ้านก่อน”

ค่ำนั้นเมื่อคุณพ่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นคุณนายที่กำลังโกรธจัด คนใช้ที่วิตกกังวล และลูกชายที่หน้าตางุนงง

“ไหนบอกอีกทีซิว่าตอนแม่ไม่อยู่บ้านหนูเห็นอะไรบ้าง”

“ก็เห็นคุณพ่อเข้าไปห้องน้าเคลลี่”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วคุณพ่อกับน้าเคลลี่ก็ถอดเสื้อผ้า”

“แล้วยังไงอีก”

“ก็ทำเหมือนกับที่ลุงเบ็นนี่ทำกับแม่ตอนพ่อไปชิคาโกอ่ะครับ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

นิทานตะแกรงสามชั้น

วันนี้วันศุกร์มาฟังนิทานที่เป็นตำนานของชาวกรีกกันนะครับ

มีเพื่อนวิ่งมาหาโสเครตีสด้วยอาการคันปาก

“คุณได้ยินเรื่องเพื่อนของคุณรึยัง?”

“ก่อนที่คุณจะเล่า ผมอยากจะทดสอบด้วยตะแกรงสามชั้นก่อน” โสเครตีสกล่าว

“ตะแกรงสามชั้นงั้นเหรอ?”

“ใช่ ตะแกรงชั้นแรกคือความจริง คุณได้พิสูจน์รึยังว่าเรื่องที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริง?”

“ยังเลย ผมแค่ได้ยินเค้าเล่าต่อๆ กันมา”

“โอเค งั้นคุณยังไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านะ คราวนี้ตะแกรงชั้นที่สองคือความเมตตา สิ่งที่คุณจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนผมนั้นเป็นเรื่องดีรึเปล่า?”

“ไม่เลย ตรงกันข้ามเลยล่ะ”

“ก็คือคุณอยากจะเล่าเรื่องแย่ๆ ของเพื่อนผมโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่าสินะ ยังมีตะแกรงชั้นสุดท้ายคือความมีประโยชน์ เรื่องที่คุณจะเล่ามันมีประโยชน์อะไรกับผมมั้ย?”

“ก็ไม่เชิง…”

“สรุปก็คือ สิ่งที่คุณจะเล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ แล้วคุณจะยังอยากเล่าให้ผมฟังอีกไหม”

นิทานกวาดใบไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีเณรน้อยรูปหนึ่ง ทุกๆ เช้าเขามีหน้าที่กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นมาตกลงตามลานวัดให้สะอาดเอื่ยม

แต่การตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพื่อกวาดลานวัดนั้นเป็นความลำบากประการหนึ่ง

โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว เพราะนอกจากอากาศจะเยือกเย็นแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมาเบาๆ ใบไม้ก็พากันหล่นพรูลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ดังนั้น ในทุกๆ วันเณรน้อยต้องใช้เวลาอย่างมากในการกวาดใบไม้ทำความสะอาดลานวัด ซึ่งภาระหน้าที่นี้ทำให้เณรน้อยปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง จึงพยายามขบคิดหาวิธีการเพื่อมาลดภาระอันหนักหน่วงนี้

ต่อมามีพระรูปหนึ่งล่วงรู้ถึงปัญหาหนักอกของเณรน้อย จึงได้เสนอแนะว่า

“พรุ่งนี้ก่อนที่เจ้าจะลงมือกวาดใบไม้ ลองเขย่าต้นไม้แรงๆ ให้ใบไม้ร่วงลงมาให้หมดก่อนสิ แล้วค่อยกวาดคราวเดียว เพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่ต้องกวาดลานวัดซ้ำไปซ้ำมาอีกต่อไป”

เช้าวันต่อมา ก่อนที่จะลงมือกวาดลานวัด เณรน้อยก็รวบรวมกำลังเขย่าต้นไม้อย่างรุนแรง เพื่อให้ใบไม้ที่กำลังจะร่วงนั้นร่วงหล่นลงมาให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงลงมือกวาดลานวัด และเข้าใจว่าวันพรุ่งนี้ใบไม้ก็จะไม่ร่วงหล่นมาให้กวาดอีก ทำให้วันนั้นทั้งวันเณรน้อยรู้สึกสบายใจเป็นอันมาก

เช้าวันต่อมา เณรน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ทว่าเมื่อมาถึงลานวัดกลับต้องนิ่งงันเพราะลานวัดเต็มไปด้วยใบไม้ไม่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ แต่อย่างใด

ยามนั้นพระเซนที่ทราบเรื่องราวได้เดินมากล่าวกับเณรน้อยที่กำลังยืนหมดอาลัยตายอยากว่า

“ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะพยายามเขย่าต้นไม้เท่าไร วันพรุ่งนี้ใบไม้ก็ยังคงร่วงหล่นเช่นเดิม”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: เณรกวาดใบไม้

นิทานปลูกผัก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซน ยังมีลานดินโล่งที่ถูกทิ้งแห้งแล้งผืนหนึ่ง เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงเอ่ยกับอาจารย์เซนว่า

“ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดว่าเราควรหาเมล็ดพืชมาหว่านลงบนดินผืนนี้สักหน่อยดีไหมครับ ปล่อยไว้แห้งแล้งเช่นนี้เห็นแล้วช่างไม่สบายตาเอาเสียเลย”

อาจารย์เซนตอบว่า “เมื่อไหร่เมื่อนั้น สุดแล้วแต่”

เมื่อถึงกลางฤดูใบไม้ร่วง เณรน้อยนำเมล็ดพืชไปหว่านลงบนดินผืนนั้น แต่กลับมีลมพัดมาหอบใหญ่ ยิ่งหว่านไปเท่าไหร่ เมล็ดพืชก็ถูกลมพัดปลิวไปกับสายลม เณรเห็นดังนั้นก็ตกใจมาก ตะโกนบอกอาจารย์ว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ เมล็ดพืชโดนลมพัดไปแล้ว”

อาจารย์เซนกลับไม่ตื่นตกใจ เพียงกล่าวว่า

“ที่ลมพัดไปเป็นเพียงเมล็ดฝ่อ แม้จะหว่านลงในดินก็ไม่งอกเงย ปล่อยให้พวกมันสุดแล้วแต่ลมพาไปเถิด”

เมื่อทำการหว่านเมล็ดพืชเรียบร้อย กลับมีนกกระจิบฝูงใหญ่แห่กันมากินเมล็ดพืช พอเณรน้อยเห็นดังนั้นก็กล่าวด้วยความกังวลว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ นกกระจิบคงจะกินเมล็ดผักที่หว่านไว้จนหมดเป็นแน่”

อาจารย์เซนจึงกล่าวกับเณรน้อยว่า

“จงอย่ากังวล เมล็ดผักมากมาย นกกินไม่หมด จะกินเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่พวกมันเถิด”

พอตกกลางคืน ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำเอาเณรน้อยนอนไม่หลับ เนื่องจากเป็นห่วงว่าเมล็ดพืชจะลอยหายไปกับสายน้ำ พอเช้าขึ้นมาจึงรีบไปที่ลานดิน ปรากฏว่าเมล็ดผักอันตรธานไปดังคาด เณรน้อยทุกข์ใจยิ่งนัก จึงรีบวิ่งไปบอกอาจารย์เซนให้มาดู

เมื่ออาจารย์เซนทราบเรื่องก็กล่าวว่า

“เณรไม่ต้องทุกข์ใจไป เมล็ดพืชบางส่วนเพียงจมลงไปในดิน ส่วนเมล็ดพืชที่ลอยไปกับสายน้ำ เมื่อมันหยุดลงที่ไหน มันก็จะเจริญงอกงามขึ้น ณ ที่นั้นเอง สุดแท้แต่วาสนาเถิด”

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ยอดสีเขียวอ่อนของต้นพืชก็ปรากฏขึ้นมาเป็นหย่อมๆ บนลานโล่ง ที่แท้เมล็ดพืชที่ไม่ไหลไปกับสายน้ำได้งอกขึ้นมาแล้ว เมื่อเณรน้อยเห็นดังนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก รีบไปรายงานอาจารย์เซนทันทีว่า

“พืชที่ศิษย์ปลูกงอกงามขึ้นมาแล้ว ช่างดีจังเลยครับท่านอาจารย์”

อาจารย์เซนพยักหน้าพลางกล่าวแค่เพียงว่า “ดีแล้ว ชอบแล้ว”


ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: สุดแล้วแต่