นิทานผู้สืบทอด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ซามูไรผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน ซึ่งต่างก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงซามูไร

พอถึงวาระที่ซามูไรผู้พ่อจะต้องมอบตราประจำตระกูลให้ลูกชายเพื่อสืบทอดต่อไปนั้น เขาก็ใช้วิธีทดสอบความสามารถของลูกๆ ทั้ง 3 คน

ซามูไรผู้พ่อคิดวิธีได้แล้วก็เข้าไปนั่งอยู่ในห้อง แล้วหับประตูไว้ ประตูห้องแบบญี่ปุ่นเป็นแบบฉากเลื่อน และบนประตูแบบฉากเลื่อนนี้เอง ซามูไรผู้พ่อก็นำเอาหมอนลูกหนึ่งขึ้นไปวางไว้ แล้เรียกให้ลูกชายเข้าไปหาทีละคน

ลูกชายคนโตถูกเรียกก่อน เมื่อเดินไปถึงประตูเลื่อน พอขยับประตู ก็มองเห็นหมอนอยู่ข้างบน จึงเอื้อมมือไปหยิบ แล้วเลื่อนประตูเข้าไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อสั่งให้เอาหมอนไปไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้อง

ลูกชายคนกลางถูกเรียกเป็นคนต่อไป เมื่อเดินไปถึงประตูก็เลื่อนประตูเปิด ทันใดนั้นหมอนก็ตกลงมา ลูกชายคนกลางรีบรับเอาไว้ทันทีโดยแทบไม่มีเสียงเลย แล้วจึงเดินเขาไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อจึงสั่งให้เอาหมอนไปวางไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องเช่นกัน

ลูกชายคนเล็กถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย พอเดินถึงประตูก็เลื่อนเปิดทันที หมอนก็ตกลงมา ดาบซามูไรก็ปลิวออกจากฝักในชั่วพริบตา หมอนถูกฟันจนนุ่นปลิวว่อน แล้วเสียบดาบลงฝักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทบไม่มีใครเห็นใบดาบซามูไรเลยก็ว่าได้ แล้วลูกชายคนเล็กก็เดินอย่างสง่าและสงบเข้าไปหาพ่อ

ถ้าเป็นท่าน ท่านจะมอบตำแหน่งให้ลูกคนไหน?

ซามูไรผู้พ่อได้พูดกับลูกทั้งสามว่า

“เจ้าเล็ก เจ้าใช้ดาบได้รวดเร็วดังใจ”

“เจ้ากลาง เจ้ารู้วิธีใช้มือแทนดาบได้”

“เจ้าโต เจ้ารอบคอบ รู้การควรไม่ควรก่อนทำการทั้งปวง เจ้าใช้หัวและปัญญา ไม่ได้ใช้ดาบเพียงอย่างเดียว พ่อขอมอบดาบประจำตระกูลให้เจ้า จงปกครองคนในตระกูลแทนพ่อสืบต่อไป”


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรม

นิทานผีเสื้อ Metaverse

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งจวงจื่อฝันไปว่าตนเป็นผีเสื้อ

ขยับกระพือปีกบินไปรอบ ๆ อย่างสุขสำราญใจ

เริงเล่นไปตามใจปรารถนา มันหารู้ไม่ว่ามันคือจวงจื่อ

พลันเมื่อตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองเป็นจวงจื่ออย่างแน่แท้

แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าเป็นจวงจื่อที่ฝันไปว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ

หรือว่าเป็นผีเสื้อที่ฝันเป็นจวงจื่อกันแน่


2300 ปีหลังจากจวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ สำนักข่าว BBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหารคนดังของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหลังสูบกัญชากลางรายการสัมภาษณ์สดที่ออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต โดยขณะนั้นเขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจกำลังอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์ (Simulation) เหมือนเป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ของอารยธรรมที่มีความเจริญสูงกว่า

มัสก์กล่าวในรายการพ็อดคาสต์ “ประสบการณ์แบบโจ โรแกน” (The Joe Rogan Experience) ว่าจักรวาลนั้นมีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1.4 หมื่นล้านปี ซึ่งในช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นมีความเป็นไปได้ทางสถิติว่า น่าจะมีอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งในจักรวาลที่พัฒนาจนมีความเจริญสูง ถึงขั้นสร้างโลกที่เป็นสถานการณ์จำลองหรือซิมิวเลชันที่ดูสมจริงและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งได้

“ถ้ามีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ เกมคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ต่างจากสภาพความเป็นจริง จนเราไม่สามารถแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ หากอารยธรรมของผู้สร้างซิมิวเลชันนี้ยังคงอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นเพียงสถานการณ์จำลองเท่านั้น” มัสก์กล่าว


3 ปีหลังจากอีลอน มัสก์ พี้กัญชาออกสื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ไปออกพ็อดคาสต์ของ The Verge พร้อมประกาศว่าจะเปลี่ยน Facebook ให้กลายเป็น “Metaverse Company”

Metaverse คือโลกและสภาพแวดล้อมเสมือน ที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต รวมถึงร่วมเล่นเกม ทำงาน และสื่อสารกัน โดยมีคอนเซ็ปต์เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One

มาร์กกล่าวว่า Metaverse เป็นโลกของอินเทอร์เน็ตที่สร้างและรวมความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น ซึ่งเราจะอยู่ในโลกนั้น ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่ใช่วิธีที่ดีในการทำให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์กัน มีหลายประสบการณ์ เช่นการเต้น หรือการออกกำลังกาย ที่เราไม่สามารถทำได้บนแอปหรือเว็บ 2 มิติได้

แต่สำหรับโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ อย่าง Metaverse จะสามารถสร้างประสบการณ์แห่งโลกความเป็นจริงได้ เช่นทำให้เราไปนั่งประชุม หรือพูดคุยกับเพื่อนที่โซฟาต่อหน้ากันได้โดยตรง ผ่านการสร้างภาพโฮโลแกรม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในห้องเดียวกัน แม้ตัวจริงจะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์

หรือการเข้าชมคอนเสิร์ตในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อกระโดดโลดเต้น

หรือตอนเราเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้าน Starbucks เราก็สามารถเรียกใช้งาน Workstation ผ่านแว่น VR หรือ AR ขึ้นมาได้ทันที เพียงใช้แค่ปลายนิ้ว และโบกมือไปมาบนอากาศ ภาพหน้าจอทุกอย่างก็จะปรากฎขึ้นผ่านตาของเรา

ซึ่งน่าตื่นเต้นว่า โลก Metaverse ในอนาคต ที่จะสร้างโลกขึ้นมากี่ใบก็ได้ จะช่วยสร้างงาน และสร้างรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากขนาดไหน


ขอบคุณนิทานจาก

Mgronline: จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ

BBC: อีลอน มัสก์ เผยขณะพี้กัญชาออกไลฟ์สด “เราอาจจะอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์”

MarketThink: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องการให้ Facebook กลายเป็น “Metaverse Company” ภายใน 5 ปี

นิทานขอทาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวใส่บาตร ขอทานผอมโซคนหนึ่งรี่เข้ามาขอข้าวกินสักจาน

“ได้ๆ แต่รอฉันทำบุญก่อน แล้วจะทำทานให้เจ้า”

ขอทานจึงยืนรออยู่ตรงนั้น ครู่ใหญ่พระบิณฑบาตก็มาถึง เศรษฐีใส่บาตรเสร็จขอทานจึงขยับตัวจะตามเศรษฐีเข้าในบ้าน เศรษฐีรีบบอกว่า

“เดี๋ยวนะ เจ้ารออีกแป๊บเดียวให้ฉันกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลก่อน”

ขอทานจึงรออยู่ที่เดิม เศรษฐีตรงไปที่ศาลพระภูมิเริ่มอธิษฐานจิตขอโน่นขอนี่ ขอให้ร่ำรวย ขอให้มีเงินปลีกเงินปึก ขอให้มีตึกมีปราสาทใหญ่โตเท่านั้นเท่านี้ มีช้างม้าวัวควายไร่นาสาโท ตายไปให้ไปเกิดบนสวรรค์มีเทพบุตรนางฟ้าห้าร้อยหกร้อยเป็นบริวาร

เวลาผ่านไปนานแสนนาน เศรษฐีอธิษฐานไม่จบสักที ได้แต่ขอให้รวยๆๆ อยู่นั่นเอง

ขอทานจึงลุกขึ้น เศรษฐีเห็นเข้าจึงหยุดอธิษฐานหันมากล่าวกับขอทานว่า

“เดี๋ยวซิ จวนจบแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ทาน เจ้าจะรีบไปไหนเล่า”

ขอทานหันหลังกลับมาตอบว่า

“ข้าคงไม่ต้องรับทานจากท่านแล้ว ท่านจนกว่าข้าซะอีก เห็นท่านต้องการโน่นต้องการนี่มากมายจาระไนไม่หมด ส่วนข้าต้องการแค่ข้าวจานเดียว ไปขอที่ไหนก็ได้”


ขอบคุณนิทานจากเพจเซน: ใครคือขอทาน

นิทานอวยพร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งนิมนต์พระอาจารย์เซนเซียนหยามาที่บ้าน ทั้งยังขอให้เขียนคำอวยพรเพื่อเป็นสิริมงคลส่งให้คนในวงศ์ตระกูลร่ำรวยเงินทอง เจริญรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีวันอับจน

อาจารย์เซนเซียนหยารับปาก พลางกางแผ่นกระดาษออก จรดพู่กันเขียนลงไปเพียง 3 คำว่า “บิดาตาย บุตรตาย หลานตาย”

เมื่อมหาเศรษฐีอ่านข้อความทั้งหมด ก็บันดาลโทสะเป็นอันมาก กล่าวตำหนิอาจารย์เซนว่า “ข้าเพียงให้ท่านมาเขียนคำอวยพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับครอบครัวของข้า เหตุใดท่านจึงต้องล้อเล่นรุนแรงเช่นนี้ด้วย?”

“มิได้ล้อเล่น” อาจารย์เซียนหยากล่าวชี้แจง พลางอธิบายว่า “ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ สมมติว่าลูกชายของท่านสิ้นชีวิตก่อนหน้าท่าน ท่านย่อมต้องทุกข์ทรมานยิ่งนัก และถ้าหากหลานชายของท่านเสียชีวิตก่อนบิดาของเขา ทั้งท่านและบุตรชายของท่านย่อมต้องยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นอีกเท่าทวี แต่หากว่าครอบครัวของท่านล้วนสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ จากรุ่นสู่รุ่นตามลำดับตามที่ข้าได้เขียนเอาไว้ ในความคิดของข้าจึงค่อยถือเป็นความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลต่อครอบครัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: คำอวยพรที่ดีที่สุด

นิทานปากกาอวกาศ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์กันนะครับ

องค์การนาซ่ามีภารกิจในการส่งยานอวกาศและมนุษย์อวกาศออกไปในท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่ทั้งปีทั้งชาติ ก็เลยต้องคอยพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มนุษย์อวกาศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีบนยานอวกาศด้วย

ดังนั้นเครื่องมือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือออกกำลังกาย จาน ช้อน แก้วน้ำ โถส้วม จึงต้องถูกออกแบบให้สามารถใช้ในอวกาศได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่นไร้แรงดึงดูด

ทีนี้ก็มาถึงปากกา

คนเราลองให้ไปอยู่ที่ไหนมันก็ต้องเขียนต้องจดกันบ้าง ทั้งปากกาหมึกแห้ง ปากกาหมึกซึมที่เคยเอาขึ้นไปใช้ในสภาพไร้แรงดึงดูด เวลาเขียนทีหมึกกระจายลอยละล่อง
ไปทั่วยาน ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ก็เลยมีการคิดค้นปากกาหรือเครื่องมือชิ้นนี้ขึ้น

ลงหนังสือพิมพ์ป่าวประกาศให้นักประดิษฐ์ทั้งหลายช่วยกันคิดด้วย

ก็มีการเสนอสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมากันใหญ่ บางคนเสนอให้ใช้หมึกที่มีสารผสมของเหล็กเพื่อเขียนบนกระดาษผสมแม่เหล็ก บางคนเสนอการใช้ปากกาที่ต้องมีแบตเตอรี่และเขียนด้วยเลเซอร์บนกระดาษที่คล้ายๆ แผ่นฟิล์มรับแสง

เสนอกันไปต่างๆ นานา องค์กรนาซ่าเองก็ต้องคอยพิจารณาหลายๆ ทางเลือก
เพราะบางชิ้นแก้ปัญหาเรื่องสภาวะไร้แรงดึงดูดได้ แต่น้ำหนักมากเกินไปที่จะเป็นเครื่องเขียน บางชิ้นแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด และน้ำหนักเบาก็พอแล้ว แต่ราคาหนักเกินไปเสียอีก

แก้กันอยู่หลายเดือน วันดีคืนดีก็มีโทรศัพท์จากแม่บ้านคนหนึ่งโทร.เข้ามาที่นาซ่า

“ทำไมไม่ลองดินสอดูบ้างล่ะคะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ คุยกับประภาส ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 สำนักพิมพ์แม่ขมองอิ่ม