ทำบุญแล้วรวยจริงหรือ

ก่อนอื่นต้องนิยามก่อนว่า “รวย” คืออะไร

ถ้าความรวยไม่ได้ผูกกับตัวเงินในบัญชีเท่ากับความรู้สึกที่มีในใจ

คนที่มีเงินแสนที่รู้จักพอ อาจรวยกว่าคนที่มีเงินล้านที่ยังไม่พอก็ได้

เพราะเมื่อยังยังหิวอยู่ ก็ต้องดิ้นรนให้ได้มา จนไม่มีพื้นที่ว่างที่จะแบ่งปันให้ใคร

แต่ถ้าเราไม่ได้หิวโหย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตักตวง เราพร้อมจะชวนคนอื่นมาร่วมโต๊ะอาหารกับเราด้วย

การทำบุญจึงเป็นการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักพอ ฝึกให้กระเพาะกิเลสมีขนาดกะทัดรัด ฝึกให้เราพอใจกับปัจจุบันและไม่หวั่นเกรงอนาคต

การทำบุญที่ถูกต้อง จึงคือการทำบุญเพื่อมุ่งไปสู่การลดความข้นเหนียวในจิตใจ ไม่ใช่เพื่อหวังผลตอบแทนอะไร

เมื่อเรารู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน ใครก็อยากร่วมงานและทำธุรกิจด้วย แม้จะยังไม่มี passive income แต่เราจะมี passive reputation คือชื่อเสียงที่ขจรขจายโดยที่เราไม่ต้องออกแรง ซึ่งย่อมจะทำให้มีโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต เป็นวงจรกุศลที่ทำให้ชีวิตไหลขึ้นที่สูง

เมื่อวางใจได้เช่นนี้ การทำบุญก็น่าจะทำให้รวยขึ้นได้จริงๆ ครับ

กรุณาอย่าจับ

20200524b

สมัยก่อนเวลาไปเดินห้าง เรามักจะเห็นป้ายคำเตือนว่า “กรุณาอย่าจับ” วางอยู่ตามของชิ้นตางๆ โดยเฉพาะสินค้าราคาแพงๆ

สมัยนี้เหมือนจะมีป้ายเหล่านี้น้อยลง ราวกับห้างจะรู้แล้วว่าถ้าลูกค้าได้จับได้ทดลองสินค้า จะมีโอกาสซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้ง่ายขึ้น

หรือเป็นเพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เราจับต้องสิ่งใด เราก็จะแอบรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสิ่งนั้นโดยไม่รู้ตัว?

ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า หัวใจของพุทธศาสนาหรือหัวใจของธรรมะทั้งหมดก็คือ “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”

ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ คนที่เรารัก คนที่เราเกลียด ความเชื่อ ความรู้ อุดมการณ์ ความฝันหรือแม้กระทั่งตัวตนของเราเอง เพราะยิ่งเรายิ่งยึดแน่นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อใดที่รู้ตัวว่ากำลังไม่สบายใจ ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเรากำลังยึดมั่นถือมั่นในเรื่องใดอยู่

แล้วบอกตัวเองว่า “กรุณาอย่าจับ” 3 จบครับ

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะลูกงอแง

20200210b

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้ลูกไม่งอแง

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะแฟนกลับบ้านดึก

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้แฟนกลับบ้านเร็ว

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะรถติด

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้รถไม่ติด

ถ้าเราวางใจให้ถูก ว่าเป็นเด็กมันก็ต้องงอแง งานเยอะเลยต้องกลับดึก กรุงเทพรถมันก็ต้องติด มันคือเรื่องปกติ มันคือเรื่องธรรมดา เราก็จะหงุดหงิดน้อยลง

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ท่านบวชใหม่ๆ พอเห็นลูกศิษย์ขี้เกียจ ท่านก็หงุดหงิดเหมือนกัน เพราะท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้ดี

แต่พอผ่านไปได้สักพัก ท่านก็คิดได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตนเอง

เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์จะเป็นอย่างไรหลวงพ่อก็สบายๆ ถ้าตอนนี้เขาอยากหลงก็ปล่อยให้เขาหลงไปก่อน วันไหนเขาทุกข์มากๆ เดี๋ยวเขาก็จะอยากหันหน้าเข้าหาธรรมะเอง

ทุกความหงุดหงิดไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เกิดจากความคาดหวังของเรา

หวังมากก็ทุกข์มาก หวังน้อยก็ทุกข์น้อย

หวังก็อยู่ที่เรา ทุกข์ก็อยู่ที่เราทั้งนั้นครับ

 

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

บาปหนักที่สุดในโลก

20190219_sin

คือการไม่รู้ว่าตัวเองคิด

ประโยคนี้คือคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

เพราะเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองคิด เราก็จะหลงอยู่ในความคิด กลายเป็นทาสของความคิด และปล่อยให้ความคิดพาเราห่างไกลจากความรู้เนื้อรู้ตัวในปัจจุบันไป

เมื่อขาดสติ อกุศลก็แทรกได้ง่าย โลภก็เพราะว่าขาดสติ โกรธก็เพราะว่าขาดสติ หลงก็เพราะว่าขาดสติ

ถ้าการไม่รู้ว่าตัวเองคิดคือบาปหนักที่สุดโลก

การรู้ว่าตัวเองคิดก็น่าจะเป็นบุญที่หนักที่สุดในโลกเช่นกัน

ตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน การรู้ตัวมีตั้งแต่รู้อย่างหยาบๆ จนไปถึงการรู้อย่างละเอียด

รู้อย่างหยาบๆ ก็เช่นการรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย

ละเอียดขึ้นมาหน่อยคือรู้ตัวตอนที่กะพริบตา

และรู้ละเอียดสุดก็คือรู้ตัวว่ากำลังคิด

ถ้าอยากจะฝึกสติ ก็เริ่มจากฝึกรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายก่อน เดินก็รู้ นั่งก็รู้ ยกช้อนเข้าปากก็รู้ เคาะแป้นคีย์บอร์ดตอนเขียนบล็อกก็รู้

เมื่อรู้เรื่องหยาบๆ จนคล่องแล้ว ก็จะเริ่มรู้เรื่องละเอียดๆ ขึ้นได้เอง

วันนี้วันพระ เป็นโอกาสอันดีที่จะหันกลับมาสนใจอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

และเมื่อไรก็ตามที่การเจริญสติจนกลายเป็นกิจวัตร ทุกวันก็จะกลายเป็นวันพระที่เราสามารถทำบุญใหญ่ได้โดยไม่ต้องรอวันเพ็ญครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 15 ที่)