รอยยิ้มบนรถไฟ

20151226_AnontawongMusingSlides

วันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของปี!

เช่นเดียวกับทุกเช้า ผมมาทำงานด้วยรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ ก่อนจะลงที่สถานีมักกะสัน และต่อรถไฟใต้ดินสถานีเพชรบุรีตัดใหม่

วินาทีที่ก้าวขึ้นบนรถใต้ดิน ผมก็นึกถึงสิ่งหนึ่งที่ผมเคยสงสัยมานานแล้ว

ว่าทำไมหน้าตาทุกคนที่อยู่ในรถไฟถึงดูบึ้งตึงกันจัง

โอเคล่ะ วันนี้เป็นวันจันทร์ด้วย แถมเป็นการกลับมาทำงานครั้งแรกในรอบหลายวัน จึงไม่แปลกที่จะอารมณ์บ่จอยที่จะมาทำงาน

แต่เท่าที่ผมเห็น ไม่ว่าวันไหนๆ ผู้โดยสารก็หน้าตาประมาณนี้กันเกือบหมดเลย

ใจหนึ่งอาจจะเป็นผมที่อคติไปเอง คือจริงๆ แล้วเขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจจะแค่เมื่อคืนนอนไม่พอ ก็เลยยังมึนๆ อึนๆ อยู่

แต่อีกใจหนึ่งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่คนเราไม่ยิ้ม เพราะว่าลึกๆ แล้วเราไม่มีความสุข หรืออยู่กับความตึงเครียดจนเคยตัวรึเปล่า

เราใช้เวลาสัปดาห์ละเป็นสิบชั่วโมงในการเดินทาง ถ้าสิบชั่วโมงนั้นต้องถูกรายล้อมด้วยคนหน้าบึ้งทั้งขบวนรถไฟ ผมว่ามันก็หดหู่เกินไปหน่อยนะ

แล้วผมก็กลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราล่ะ ยิ้มรึเปล่า?

เออ ผมเองก็ไม่ได้ยิ้มแฮะ

เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็เลยยิ้มออกมาทีหนึ่ง

แล้วก็อมยิ้มนิดๆ ตลอดการเดินทาง

ด้วยหวังว่า ใครที่เงยหน้าจากจอมือถือมาเห็นรอยยิ้มของผม จะรู้สึกอยากยิ้มขึ้นมาบ้าง

—–

ธรรมดาคนเราต้องอารมณ์ดีถึงจะยิ้ม

แต่การยิ้มก็ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะใบหน้าเราจะผ่อนคลายลง และเราจะมีความรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้น

การยิ้มไม่มีพิษไม่มีภัย แถมยังช่วยตระเตรียมจิตใจให้เริ่มการทำงานในอารมณ์ที่เหมาะสม

ผมเลยอยากจะชวนคุณมาร่วมขบวนการครับ

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่บนรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือแอร์พอร์ตลิงค์ พออ่านจบแล้วช่วยเงยหน้าขึ้นมายิ้มเล็กๆ ซักหนึ่งทีได้มั้ยครับ ถือว่าผมขอก็แล้วกัน

แล้ววันต่อจากนี้ เมื่อไหร่ที่ขึ้นรถไฟฯ ต่อให้คนจะเยอะจะเบียดเสียดกันแค่ไหน ก็ลองไม่ลืมที่จะยิ้มออกมาซักครั้ง

ผมเชื่อว่ามันจะทำให้วันทำงานของคนกรุงสดใสขึ้นอีกนิด

ใครจะรู้…

วันหนึ่งคุณกับผมอาจจะได้ยิ้มให้กันก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ!

20151231_NoGoals

สมัยหนุ่มๆ เมื่อถึงช่วงเวลาปีใหม่ ผมมักอดไม่ได้ที่จะมานั่งเขียนเป้าหมายให้ชีวิต

เป็นเป้าหมายแบบ SMART goals ตามตำราฝรั่งเสียด้วย คือ Specific, Measurable, Achievable, Relevant, และ Time-bound เช่น

จะมีเงินเก็บ xxx บาท ภายในปี xxx
จะมี Six Pack ภายในสิ้นปี
จะเพิ่มน้ำหนัก 2 กิโลภายในสามเดือน
จะมีแฟนที่หน้าตาอย่างนั้น-นิสัยอย่างนี้ภายในสิ้นปี
ฯลฯ

และสิ่งที่มักจะเจอคือเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 80% ไม่เป็นไปตามนั้น

แล้วผมก็จะรู้สึกแย่กับตัวเอง ว่าพยายามไม่พอ ไม่มีวินัยพอ หน้าตาไม่ดีพอ ฯลฯ

พอปีใหม่วนกลับมา ก็มานั่งตั้งเป้าหมายกันใหม่!

—–

พี่โน๊ส อุดมเคยพูดไว้ในเดี่ยว 9 ว่า รู้มั้ยว่าสาเหตุอันดับหนึ่งของการหย่าร้างคืออะไร?

คำตอบคือการแต่งงานครับ!

ฉันใดฉันนั้น สาเหตุอันดับหนึ่งของความล้มเหลว ก็คือการตั้งเป้าหมาย!

พระอาทิตย์ไม่มีเป้าหมาย พระอาทิตย์จึงไม่เคยล้มเหลว

แมวไม่มีเป้าหมาย แมวจึงไม่เคยล้มเหลว

ดอกไม้ไม่มีเป้าหมาย ดอกไม้จึงไม่เคยล้มเหลว

จะว่าไปแล้ว มีแต่มนุษย์เรานี่แหละ ที่มีเป้าหมายและมีล้มเหลว

—–

นอกจากล้มเหลวแล้ว เป้าหมายยังทำให้เรามีความสุขน้อยลงอีกด้วย

เพราะทุกๆ วัน เราจะเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับเป้าหมายของเราเสมอ

ถ้าช่องว่างนั้น “แคบลง” เรื่อยๆ ก็ดีไป เพราะนั่นแสดงว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกนิด

แต่โดยมากแล้ว ช่องว่างนั้นมักจะใหญ่เท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ จนถึงจุดๆ หนึ่งเราทนมองช่องว่างนั้นไม่ไหว ก็เลยทำเป็นลืมมันไปซะเลย (ไว้ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่)

และสำหรับคนส่วนน้อยที่ช่องว่างเล็กลงเรื่อยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

เพราะกว่าที่เขาจะ “แฮปปี้” จริงๆ ก็ต่อเมื่อเขาเดินทางถึงเป้าหมายแล้วเท่านั้น

เช่นบางคนตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลภายในสามเดือน พยายามอดทนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตามเป้า แต่สุดท้ายลดได้ “แค่” 5 กิโล ก็มองว่าตัวเองล้มเหลวแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ เขาควรจะรู้สึกดีกับตัวเองที่ลดน้ำหนักได้ตั้งขนาดนั้น

ไม่มีใครรู้อนาคต สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

การกระทำของเราบวกกับเหตุปัจจัยภายนอก อาจส่งผลลัพธ์ได้เป็นร้อยแบบ แต่พอเรามีเป้าหมายตายตัว นั่นหมายความว่าเราจะพอใจกับผลลัพธ์เพียงหนึ่งแบบเท่านั้น ส่วนอีก 99 แบบที่เหลือถือว่าเป็นเรื่องไม่น่าพอใจ

ทำไมคนเราถึงปิดโอกาสที่จะมีความสุขกันขนาดนี้?

—–

ไม่ใช่ว่าเป้าหมายเป็นสิ่งไม่จำเป็นนะครับ ผมว่าเป้าหมายแบบ SMART Goals นั้นสำคัญมากสำหรับโลกธุรกิจ

แต่สำหรับโลกภายในหรือชีวิตส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าการมีเป้าหมายที่วัดผลได้คือทางเลือกเดียวสำหรับการมีชีวิตที่ดี

เมื่อสองสามปีที่แล้ว ผมลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู แล้วก็ได้พบว่า เฮ้ย มันก็โอเคนี่หว่า

แทนที่จะมีเป้าหมาย เดี๋ยวนี้ blogger หลายๆ คนจึงเริ่มเชียร์ให้เลิกตั้งเป้าหมายกันได้แล้ว

เช่น James Clear บอกว่า ให้สร้างระบบดีกว่าตั้งเป้าหมาย

เช่น แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมงก่อนสิ้นปี ก็ให้สร้างระบบแบบแผนที่จะช่วยให้เราได้ซ้อมวิ่งทุกวัน

หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สิบกิโล ก็จงสร้างระบบที่จะช่วยให้เราได้กินแต่ของที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพทุกวัน

บล็อกเกอร์อีกคนอย่าง James Altucher ก็บอกว่าเขาไม่มีเป้าหมาย แต่เขามี Themes

ถ้าธีมหนังคือแก่นของหนังเรื่องนั้นๆ ธีมชีวิตในความหมายของเจมส์อัลทูเช่อร์ ก็คือแนวทางหรือวิธีปฏิบัติที่เขาจะทำทุกวัน

ธีมของเจมส์ ก็คือออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการเดินวันละ 20 นาที พักผ่อนให้เพียงพอด้วยการนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ใช้สมองทุกวันเพื่อคิดเรื่องสร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับเพื่อนๆ และทำหน้าที่เป็นพ่อและสามีที่ดี

ธีมของเจมส์มีแค่นี้เองครับ

ไม่มีเป้าหมาย แต่มีความหมาย

ไม่มีวัดผลเป็นตัวเลข แต่วัดได้ด้วยความรู้สึก

ไม่มีสำเร็จหรือล้มเหลว มีแต่เพียงว่าวันนี้เราได้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับชีวิตในแบบที่เราอยากให้เป็นรึยัง

เมื่อเราสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ตรงกับใจเรา เราจะมีความสุขได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ “สำเร็จ” ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก
๋James Clear: Forget About Setting Goals. Focus on This Instead.
James Altucher: Ask Altucher Ep. 45 “How do you set and track goals?”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

ใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ

20150727_Driftwood

เมื่อปี 2555 เป็นปีที่ผมไม่ตั้งเป้าหมายอะไรให้ชีวิตเลย

เพราะได้บอกกับตัวเองว่า จะลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู

ไอเดียแปลกๆ นี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ The Buddha Said ของ Osho ครับ

เนื้อหาตอนหนึ่งมีว่า

“Those who are following the Way should behave like a piece of timber which is drifting along a stream.  If the log is neither held by the banks, nor seized by men, nor obstructed by the gods, nor kept in the whirlpool, nor itself goes to decay, I assure you that this log will finally reach the ocean.”

แปลง่ายๆ ว่าถ้าเราจะปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธองค์ ก็จงใช้ชีวิตเหมือนขอนไม้ที่ลอยตามน้ำ ถ้าขอนไม้นั้นไม่ไปเกยฝั่ง หรือถูกมนุษย์หรือเทวดาเก็บไป หรือตกอยู่ในน้ำวน หรือเน่าในเสียก่อน ขอนไม้นั้นก็จะไปถึงมหาสมุทรอย่างแน่นอน

(ใครเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสามารถอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่)

ที่ผมอยากลองใช้ชีวิตแบบ “ขอนไม้ลอยน้ำ” เพราะรู้สึกว่ามันแปลกใหม่และแตกต่างจากวิธีการ “ตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วลงมือทำอย่างไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ” อย่างสิ้นเชิง

ตั้งเป้าแล้วทำสำเร็จก็เคยมาแล้ว ทำไม่สำเร็จก็เคยมาแล้ว ลองไม่มีเป้าหมายดูบ้างจะเป็นไร

เหนื่อยหนักเพราะ “ไว้ใจตัวเอง” มาเยอะแล้ว ลอง “ไว้ใจชีวิต” ดูบ้างจะเป็นไร

ขอนไม้ที่ลอยน้ำนั้น ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ขัดขืน ไม่ขัดขวาง สายน้ำจะพามันไปทางไหนก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ด้วยความเชื่อมั่นว่า  ยังไงๆ กระแสน้ำนี้มันก็ต้องพาเราไปสู่มหาสมุทรอยู่แล้ว

แต่การใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ ไม่ใช่การงอมืองอเท้า ไม่ทำมาหากินนะครับ

ผมก็ยังทำตามหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เพียงแต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ภายในสามเดือน หรือจะต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก่อนสิ้นปี

และเพราะไม่มีเป้าหมายนี่เอง จึงสามารถรับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้โดยแทบไม่มีความเครียดอยู่เลย

ขอนไม้ลอยน้ำนั้นจะไปถึงมหาสมุทรได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ไปติดอยู่กับอุปสรรคต่างๆ ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจ ความหมกมุ่น ความโลภ-โกรธ-หลง ซึ่งถ้าเราไปติดกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นขอนไม้เกยตื้นหรือขอนไม้เน่าในไปเสียก่อน

แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ไม่เบียดเบียนใคร และ “ยอมจำนน” ต่อกระแสน้ำแห่งชีวิตที่พัดพาเราไป

เราอาจจะพบว่า วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ ก็สามารถนำเราไปถึงจุดหมายที่ดีได้เช่นกันครับ

ป.ล. ช่วงนั้นผมเข้าสู่การเรียนเทอมที่สามของการเรียนปริญญาโทที่นิด้า และนั่นเป็นเทอมแรกที่ผมได้ A ทุกวิชา!

ป.ล.2 คำว่าโสดาบัน (ระดับแรกของอริยบุคคล) แปลว่าผู้เข้าถึง “กระแส” ธรรม และถ้าประคองตัวให้อยู่ในกระแสไปเรื่อยๆ ไม่ไปเกยตื้นที่ไหนเสียก่อน ก็จะไปถึงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งก็คือนิพพานนั่นเอง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings