คำถามที่สตีฟจ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า

20160705_jobsquestion

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จาก Inc.com มาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Minda Zetlin ชื่อบทความว่า Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too

คำถามที่จ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า ถูกพูดถึงในสุนทรพจน์ที่จ็อบส์กล่าวในงานรับปริญญามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2005

“If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?” And whenever the answer has been “No” for too many days in a row, I know I need to change something.

“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต ผมจะยังอยากทำในสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว”

ถ้าเราถามคำถามนี้ แล้วได้คำตอบว่า “ไม่” หลายๆ วันติดกัน แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี?

มินดาให้คำแนะนำมา 5 ขั้นตอน

1. คิดดูว่า ถ้าเรามีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง เราจะยังเลือกทำอาชีพนี้อยู่มั้ย (Decide if you would choose the career you already have.)

2. ถ้าคำตอบคือไม่ แล้วเรากำลังกลัวอะไรอยู่?  ถ้าคุณได้พรวิเศษให้ทำอะไรก็สำเร็จ คุณจะลองทำอะไรบ้าง? (What would you try if you knew you could not fail ) อยากเขียนหนังสือ? อยากเริ่มธุรกิจ? พอลองคิดว่าได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้วมันทำให้หัวใจเราฟูฟ่องรึเปล่า? เรารักมันเพียงพอที่จะลงแรงและให้เวลากับมันรึเปล่า?

ถ้ารู้ว่าทำแล้วมีความสุข แต่เรายังไม่กล้าทำ นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรากลัวล้มเหลว แต่สุดท้ายแล้ว ในวันหนึ่งที่เรามองกลับมา เราควรจะเห็นชีวิตที่สร้างขึ้นจากการกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เห็นแต่โอกาสที่พลาดไปเพราะมัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่

3. จินตนาการถึงชีวิตในฝัน – ในชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เราจะอยู่แบบไหน แต่ละวันเราจะทำอะไรบ้าง งานของเราคืออะไร แล้วมันสำคัญกับเรายังไง? จากนั้นก็ลองเปรียบเทียบชีวิตในอุดมคติกับชีวิตของเราตอนนี้ว่า มันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “โลกปัจจุบัน” และ “โลกในอุดมคติ” ของเรารึเปล่า

4. มองให้ออกว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างที่จะพาตัวเราจาก “ตรงนี้” ไปถึง “ตรงนั้น” มีเป้าหมายรายทางอะไรบ้างที่เราต้องทำให้สำเร็จ อาจต้องไปลงเรียนเพิ่มรึเปล่า? ถ้าคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็ลองคุยกับคนที่เราเห็นว่ามีชีวิตดี๊ดีดู

5. เริ่มก้าวแรก ทำตอนนี้เลย อะไรก็ได้ที่ทำให้เราเข้าใกล้ชีวิตที่เราอยากมีขึ้นอีกหน่อย อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการเข้ากูเกิ้ลเพื่อหาข้อมูล หรือเข้าเฟซคนที่เราชื่นชม หรือซื้อหนังสือซักเล่มก็ได้ สิ่งสำคัญคือขอให้เริ่มตั้งแต่วันนี้

ผมหวังว่าอ่านบทความนี้แล้วจะไม่เดินไปลาออกกับห้วหน้านะครับ! ความฮึกเหิมนั้นมีได้ แต่ต้องควบคู่กับสติด้วย ขอแนะนำให้อ่าน ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion จะได้ตัดสินใจไม่พลาดครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Inc.com Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too by Minda Zetlin

ขอบคุณภาพจาก Youtube Image

อ่านบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Box1B_300x250

สามคำถาม

20160418_ThreeQuestions

สามคำถาม

1.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาไหน?
2.คนสำคัญที่สุดคือใคร?
3.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?

คำถามสามข้อนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่เป็นคำถามของลีโอ ตอลสตอย หนึ่งในนักเขียนชื่อก้องโลก

ตอบคำถามทั้งสามข้อได้มั้ยครับ?

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก

เวลาที่สำคัญที่สุด คือ “ตอนนี้” เพราะเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถทำอะไรกับมันได้

คนที่สำคัญที่สุด คือ “คนที่อยู่ตรงหน้าเรา” เพราะอนาคตไม่แน่นอน และนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ ก็คือการ “ทำดีต่อเขาคนนั้น” เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่เราถูกส่งมายังโลกใบนี้

เปิดเทอมสงกรานต์คราวนี้ ขอให้มีแต่วันดีๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Literature Network: Three Questions by Leo Tolstoy

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

ซื้อได้-ซื้อไม่ได้

20160412_Buyable

“Spend your money on the things money can buy.
Spend your time on the things money can’t buy.”

“จงใช้เงินกับสิ่งที่คุณซื้อได้ และใช้เวลากับสิ่งที่คุณซื้อไม่ได้”

– Haruki Murakami

เงินซื้อหนังสือได้ แต่ซื้อความรู้ในหนังสือไม่ได้

เงินซื้อใบปริญญาได้ แต่ซื้อปัญญาไม่ได้

เงินซื้อห้องพักสุดชิลได้ แต่ซื้อความสบายใจไม่ได้

เงินซื้อหน้าตาสะสวยได้ แต่ซื้อจิตใจงดงามไม่ได้

เงินซื้อเมมเบอร์ฟิตเนสได้ แต่ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้

เงินซื้อเหล้าได้ แต่ซื้อเพื่อนร่ำสุราไม่ได้

เงินซื้อความสนใจได้ แต่ซื้อความใส่ใจไม่ได้

เงินซื้อแอปเปิ้ลวอทช์ได้ แต่ซื้อความตรงต่อเวลาไม่ได้

เงินซื้อรถเบนซ์ได้ แต่ซื้อมารยาทบนท้องถนนไม่ได้

เงินซื้อตำแหน่งใหญ่โตได้ แต่ซื้อบารมีไม่ได้

เงินซื้อความบันเทิงได้ แต่ซื้อความปีติไม่ได้

เงินซื้อความสุขได้ แต่ซื้อความหมดทุกข์ไม่ได้

เงินซื้อ House ได้ แต่ซื้อ Home ไม่ได้

เงินซื้อของเล่นให้ลูกได้ แต่ซื้อความอบอุ่นให้ลูกไม่ได้

เงินซื้อไอแพดให้พ่อได้ แต่ซื้อการนั่งคุยกับพ่อไม่ได้

เงินซื้อซูชิแซลม่อนได้ แต่ซื้อกับข้าวรสมือแม่ไม่ได้

หยุดยาวสงกรานต์นี้ ขอให้ได้ใช้เวลากับสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นะครับ

—–

หมายเหตุ: ข้อความบางประโยคจำมาจากที่เคยอ่านในฟอวอร์ดเมล์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เป้าหมายไม่ได้มีไว้พุ่งชน

20160323_Goals

“A goal is not always meant to be reached, it often serves simply as something to aim at.”

เป้าหมายอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องคว้ามาให้ได้ตลอด หลายครั้งเป้าหมายมีไว้เพียงให้เราเล็งไปเท่านั้น

– Bruce Lee

ระยะหลังนี้ผมอ่านเจอบ่อยมากว่า Goals are for losers

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนัก 10 กิโล จากนี้ไปทุกๆ วันเราจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น failure / loser จนกว่าจะถึงวันที่เราลดน้ำหนักได้ตามเป้า

แต่ถ้าเราไม่ได้มองว่าเป้าหมายมีไว้เพื่อไปให้ถึงหรือคว้ามาให้ได้ แต่เป้าหมายมีไว้เป็นเครื่องช่วยนำทางล่ะ?

เปรียบเป้าหมายเป็นดาวเหนือ ที่ไปไม่ถึงหรอก แต่บอกเราได้ว่ากำลังเคลื่อนที่ไปในเส้นทางที่ถูกต้องรึเปล่า

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว

เราก็จะเป็นคนที่ชัดเจนกับการใช้ชีวิต แต่ไม่เครียดเกินไปกับการไปให้ถึงเป้าหมายครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ปากเบา หูหนัก

20150107_LightLips

อะไรไม่รู้ก็ถาม อย่าเดาเอง เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะรู้ทุกอย่างในโลก และคุณต้องใช้การถามเพื่อหาคำตอบ อยากให้คิดว่าต้นทุนของการถามนั้นไม่แพงเลย เพียงแค่คุณอ้าปากพูดเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่ถามและเดาเอาเอง มูลค่าของความเสียหายที่เกิดจากการคิดเอง เดาเอง อาจจะมากกว่าต้นทุนของการถามร้อยเท่าพันเท่า แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนส่วนมากเลือกที่จะไม่ถามแล้วเดาเอาเอง เรียกว่ากล้าเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรจริงๆ

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก (อย่าเชื่อทุกเรื่องโดยไม่ไตร่ตรอง) แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

– ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์
หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย

 

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมรู้จักกับพี่ปิ๊ก ธรรศภาคย์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

แม้จะเป็นการรู้จักกันแบบห่างๆ เพราะว่าเราไม่เคยเจอหน้ากัน เคยแต่คุยกันทางเฟซบุ๊ค เพราะพี่ปิ๊กผ่านมาเจอบล็อกผมเข้าเลยเข้ามาให้กำลังใจ

ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade ที่มีแฟนคลับหลายหมื่นคน เพราะเพจนี้มีคำแนะนำดีๆ สำหรับคนทำ (หรือคิดทำ) ธุรกิจ SME มาแบ่งปันตลอด

—–

ผมได้หนังสือ “ทำธุรกิจคิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” มาจากร้านนายอินทร์ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

อารมณ์ว่าเดินเข้าไปในร้าน เห็นปก แล้วพอรู้ว่าพี่เขาเป็นคนเขียนก็หยิบมาโดยไม่ลังเลเลย (อ้อ จ่ายตังค์ด้วยนะครับ)

ตอนแรกกะว่าจะอ่านช่วงหยุดปีใหม่ แต่แล้วก็มัวแต่เก็บบ้านและเลี้ยงลูก

เมื่อสองวันที่ผ่านมาเลยหยิบขึ้นมาอ่านใหม่

หนังสือของพี่เขาประหลาด คือเนื้อหาเยอะ รูปประกอบแทบไม่มีเลย แต่กลับอ่านได้อย่างลื่นไหลจนผมอ่านจบโดยใช้เวลาแค่แป๊บเดียว

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้มีอยู่สามอย่าง

หนึ่ง คือความสดใหม่ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ค่าที่พี่เขาเล่นเขียนขึ้นมาเองเกือบทั้งดุ้น และน่าจะมาจากประสบการณ์ตรงเสียส่วนใหญ่ จึงแทบไม่มีอะไรที่อ้างอิงหรือลอกฝรั่งมาเลย เนื้อหาจึงไม่มีซ้ำกับหนังสือ How To ที่มีมากมายจนล้นตลาด

สอง คือเทคนิคการใช้อุปมาอุปไมยตลอดทั้งเล่ม ซึ่งนอกจากจะทำให้อ่านง่ายแล้ว ยังทำให้เราจดจำเนื้อหาได้มากกว่าการเขียนแบบปกติอีกด้วย

ตัวอย่างของการใช้อุปมาอุปไมยก็เช่น

  • การทำธุรกิจก็เหมือนกับการขับรถที่ต้องมองข้างหน้าเพื่อพร้อมรับปัญหา มองกระจกข้างเพื่อให้รู้ว่าคู่แข่งของเรากำลังทำอะไร และมองกระจกหลังเพื่อเรียนรู้อดีต
  • คนทำธุรกิจแต่ละรุ่นก็เหมือนไฟบนเตาที่มีความแรงไม่เหมือนกัน
  • ลูกค้ามีหลายแบบ เหมือนปิ่นโตที่มีห้าชั้นและใส่อาหารไม่เหมือนกัน
  • ทำธุรกิจแบบ SME ต้องคิดอย่างต้นหญ้า ถึงจะสู้ธุรกิจยักษ์ที่เป็นเหมือนไม้ใหญ่ได้
  • การรับมือคู่แข่งก็เหมือนวัวไบซันรับมือฝูงหมาป่า

สาม หนังสือเล่มนี้มีข้อความชวนคิด ที่นอกจากจะช่วยนำทางเรื่องธุรกิจแล้ว ยังนำทางเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

อย่างเช่นประโยคที่ยกมาเปิดหัวเรื่องเป็นต้น

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

จะบอกพี่ปิ๊กว่า ผมเองก็(ยัง)อยู่ใน 99 เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ!

โดยเฉพาะเรื่องปากหนัก เพราะมีนิสัยชอบทำอะไรเอง เลยเกรงใจไม่ค่อยขอความช่วยเหลือใครถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น อาจจะเป็นเพราะตัวเองยังมีอีโก้สูงอยู่ กลัวว่าการถามออกไปจะทำให้เราดูไม่เก่งในสายตคนอื่นรึเปล่า

ซึ่งก็อย่างที่พี่บอก ว่ามันทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุจริงๆ

—–

อีกหนึ่งช่วงตอนที่ผมประทับใจ คือตอนที่พี่ปิ๊กพูดถึงนางเอกหนังเรื่อง Little Forest ที่นั่งอยู่บนคันนาและนึกพูดกับตัวเองว่า

“วันนี้ฉันกำลังนั่งกินข้าวที่ฉันปลูกไว้เมื่อปีที่แล้ว
และปีหน้า ฉันก็จะนั่งกินข้าวที่ฉันกำลังปลูกวันนี้”

ประโยคธรรมดาๆ นี้มีความหมายยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของผม มันหมายความว่าเราทุกคนจะต้องได้รับผลของสิ่งที่เราทำไว้ในอดีต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะส่งผลกับตัวเราในวันข้างหน้า แปลง่ายๆ คือ เราทุกคนเป็นคนกำหนดชีวิตของเราเอง ไม่ต้องรอโชคชะตาฟ้าบันดาล

ประโยคธรรมดาสั้นๆ ในหนัง เป็นผมฟังคงไม่ได้คิดอะไร (เพราะมัวแต่มองนางเอก) แต่พี่แกสามารถผูกเรื่องข้าวกับเรื่องกรรมและวิบากได้อย่างเนียนกริบเลย

—–

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากบอกคือความรู้สึกตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว

ผมรู้สึกว่าพี่เขาใส่ใจกับหนังสือเล่มนี้มาก เพราะนอกจากเนื้อหาที่สดใหม่แล้ว ผมยังไม่พบตัวสะกดผิดซักคำเดียว (แต่ผมเจอเว้นวรรคผิดที่นึงนะครับพี่!)

เลยขอเชียร์ออกนอกหน้านิดนึงว่า ลองอ่านดูเถิด

เนื้อหาแปลกใหม่ อ่านง่าย และมีข้อคิดดีๆ ที่จะติดตัวคุณไปอีกนาน

กับหนังสือเล่มหนึ่ง จะขออะไรได้มากกว่านี้?

แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมครับ

เพราะคนเราควรปากเบา แต่หูหนัก

ลองไปยืนอ่านดูก่อน ถ้าคิดว่าใช่ ก็อย่าลืมช่วยอุดหนุนพี่เขานะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย โดย ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade