นักสะสมวันพรุ่ง

20161214_tomorrows

“You pile up enough tomorrows, and you’ll find you are left with nothing but a lot of empty yesterdays.”

เมื่อคุณสะสมวันพรุ่งนี้มากพอ คุณจะพบว่าคุณไม่เหลืออะไรนอกจากวันวานอันว่างเปล่า

– Harold Hill


ถ้าให้ต้องนับนิ้วว่ามีอะไรบ้างที่ผมเก็บไว้ทำ “วันหลัง” สองมือที่มีอาจจะยังไม่พอ

เรื่องบางเรื่องเราผัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันดี แต่พอโดนความรับผิดชอบหรือสิ่งเร้าอื่นๆ เราก็เลยไม่เหลือเวลาทำสิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนเสียที

เราจึงสะสมสิ่งที่จะทำวันพรุ่งนี้ไว้เรื่อยๆ

พอจะหมดปีแล้วมองย้อนกลับมา จึงพบว่ามีสิ่งที่คิดจะทำแต่ยังไม่ได้ลงมือทำหลายอย่างเลย

ปีใหม่ที่จะมาถึง อาจต้องเริ่มสะสมวันพรุ่งนี้ให้น้อยลง และสะสมวันนี้ให้มากขึ้น

จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายเวลาภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ภาพในหัว

20161212_picture

What screws us up most in life is the picture in our head of how it’s supposed to be.

สิ่งที่ทำร้ายเราได้มากที่สุดคือภาพในหัวว่ามันควรจะเป็นอย่างไร


ทุกๆ วันเราไม่พ้นที่จะเจอเรื่องไม่เป็นดั่งใจ

ไม่ว่ารถที่ติดนรก หรืองานที่เข้ามาโดยไม่ได้ตั้งตัว คำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้าหู หรือการกระทำที่เราไม่เข้าใจ

เพราะเรามีภาพในหัวแล้วว่าสถานการณ์ควรจะเป็นยังไง พอสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของเรา ก็เพียงพอที่จะทำให้เราหงุดหงิดแล้วก็บอกกับตัวเองซ้ำๆ ว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทุกสิ่งก็เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ในนาทีนี้

บางที เคล็ดลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างเป็นอย่างใจหวัง แต่เป็นการพร้อมที่จะยืดหยุ่นกับภาพที่เรามีอยู่ในหัวของเราต่างหาก

เมื่อเราลดความคาดหวังจนมันสอดคล้องกับความเป็นจริง เราก็จะหายหงุดหงิด

เมื่อหายหงุดหงิด ก็มีสติ และสามารถคิดหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ได้ครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปิดประตู

20161211_closesomedoors

Close some doors. Not because of pride, incapacity or arrogance, but simply because they no longer lead somewhere.

จงปิดประตูบางประตู ไม่ใช่เพราะความทะนงตน หยิ่งผยอง หรือไร้ความสามารถ แต่เพราะว่ามันไม่ได้พาเราไปที่ไหนอีกแล้ว

-Paulo Coelho


เป็นเรื่องปกติที่เราไม่อยากปิดโอกาสตัวเอง

แต่ในยุคที่ทางเลือกมีมากมายขนาดนี้ การปล่อยให้ประตูเปิดหลายบานเกินไป ก็อาจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

เพราะมันจะกลายเป็นว่าเราไม่สามารถโฟกัสกับอะไรได้เลย

ทักษะในการที่เราจะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ อย่างอดทนและไม่ว่อกแว่ก เป็นทักษะที่น้อยคนนักจะมี

และเพราะน้อยคนมี มันจึงเป็นทักษะที่มีคุณค่า (what is scarce is valuable)

ดังนั้นแม้เราจะมีทางเลือกมากมาย ก็ควรจะใจแข็งปิดประตูที่แง้มอยู่หลายประตู เพื่อที่จะได้ทุ่มเทไปกับประตูที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องกลัวว่าเราจะเสียโอกาส

เพราะเมื่อเราผ่านประตูบานนี้ไปได้ ก็จะมีประตูบานอื่นๆ รออยู่ด้านหลังอย่างแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย

20160711_horse

ช่วงนี้ใครขับรถเส้นพระราม 4 หรือนราธิวาส-ราชนครินทร์อาจจะเห็นป้ายโฆษณาเครื่องสำอางที่มีคุณเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณเป็นพรีเซ็นเตอร์

แฟนผมบอกว่าเจ้าของเครื่องสำอางยี่ห้อนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนป.ตรีของเธอ ซึ่งตอนที่อยู่ในห้องเรียนก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ได้คะแนนท๊อปของห้อง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสาเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป แต่พอจบมาแล้วเริ่มไปเปิดร้านขายเครื่องสำอางที่ต่างจังหวัดแล้วขายดีมาก จนเริ่มเข้ามาขายในกรุงเทพและทำเครื่องสำอางแบรนด์ของตัวเอง

 


 

ที่บริษัทของผมจัดงานมินิมาราธอนมาสี่ครั้งแล้ว โดยเราจะจัดงานกันที่สวนลุมพินีในเย็นวันธรรมดาแล้วชวนเพื่อนพนักงานไปวิ่งด้วยกัน ใครวิ่งครบสองรอบตามเวลาที่กำหนดก็จะได้เหรียญที่ระลึกไป และรายได้ทั้งหมดจากการขายเสื้อเราจะมอบให้การกุศล

สองปีแรกที่จัดงานมีฝรั่งชื่อแกรมได้ครองแชมป์ถึงสองครั้ง (ปีที่สามเขาป่วยเลยไม่ได้ลงแข่ง และปีที่สี่เขาไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมเคยคุยกับแกรม เขาบอกว่าตอนออกตัว เขาจะดีใจมากถ้ามีนักวิ่งหลายคนวิ่งแซงเขาไป

เพราะเขารู้แล้วว่าคนพวกนี้มักจะวิ่งเร็วเกินไป และจะหมดแรงก่อนวิ่งครบสองรอบ ซึ่งเขาก็มั่นใจว่าเขาจะกลับมาแซงนักวิ่งใจร้อนพวกนี้เพื่อเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

อันนี้ผมรู้ดีว่าเขาพูดแล้วทำได้จริง เพราะผมเองก็เคยโดนเขาแซงเหมือนกัน!

 


 

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ปี 4 ผมเคยไปร่วมงานมินิมาราธอนที่จัดที่บางแสน (หรือพัทยาไม่แน่ใจ) โดยมีเด็กมหาลัยผมไปร่วมหลายคน

จำได้ว่าผมวิ่งไปพร้อมๆ กับ “ต้อง” น้องรหัส พอผ่านไปได้สามสองสามกิโลเมตร สปีดเขาก็ตกลง ผมเลยบอกเขาว่า ไม่ต้องรีบนะ วิ่งไปตามจังหวะของเรา – go at your own pace

จากนั้นเราก็แยกกันวิ่ง และไปถึงเส้นชัยทั้งคู่

 


 

เวลาที่เรามองไปรอบตัว เราอาจเห็นหลายคนที่เรียนจบมาพร้อมกัน แต่ดูเขาเจริญรุ่งเรืองกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว ฐานะทางการเงิน หรือฐานะทางสังคม

จนบางทีเราก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

ทั้งๆ ที่เราก็ขยันทำงานเหมือนกัน สติปัญญาของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาซะหน่อย

ผมว่าบางทีเราอาจจะอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่ว่า บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนกลาง และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เขาวิ่งนำหน้าเราฉิวๆ นั้น เราไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และกำลังประสบกับอะไรอยู่บ้าง

เขาอาจจะแซงหน้าเราในบางเรื่อง แต่ใครจะรู้ว่าด้านที่เขาไม่ได้เปิดเผยนั้น เขาอาจจะตามเราอยู่ก็ได้

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำ อาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ขอให้เชื่อว่า ถ้ายังหมั่นรดน้ำพรวนดิน ยังไงซะมันก็จะผลิดอกออกผลในวันหน้า

จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งกับคนอื่น เพราะถ้าเราคิดเปรียบเทียบ ใจก็ขุ่นเปล่าๆ

เพราะชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

จุดประสงค์จึงไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เป็นการประคับประคองตัวเองให้วิ่งได้จนจบการแข่งขัน

ถ้าเรามัวแต่กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน และรีบเร่งฝีเท้า เราอาจจะเหนื่อยจนหมดแรงก่อนก็ได้

ทางที่ดีที่สุดคือวิ่งในสปีดที่เหมาะกับตัวเอง – go at your own pace

ถ้าไม่นอกลู่นอกทางหรือหันหลังกลับ

ยังไงก็ถึงเส้นชัยแน่นอน


(UPDATE Sep 2017: ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

สิ่งสำคัญจะไม่ตะโกน

20160705_noshouting

มนุษย์เป็นสัตว์ขี้ตกใจ

เวลาเจออะไรที่เสียงดังหน่อย เราจึงเทความสนใจให้กับสิ่งนั้นทันที

แต่ละวันเราจะเจอเสียงดังมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นงานที่ใกล้เส้นตาย หัวหน้าที่ต้องการสั่งงานเพิ่ม เสียงปิ๊งป่องจากไลน์ และโนทิฟิเคชั่นจากแอพต่างๆ ที่ยั่วให้เราเปิดดู

แต่สิ่งสำคัญในชีวิตจริงๆ นั้นมักจะไม่ตะโกน เราก็เลยมักไม่ได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่รอกินข้าวอยู่ที่บ้าน

หรือภรรยาที่รอให้สามีกลับไปช่วยดูลูก

หรือร่างกายที่ต้องการอาหารดีๆ สักมื้อ

ถ้าเราทำตามสัญชาตญาณและให้เวลากับสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ส่งเสียงดังที่สุด

เราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สุด

เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยตะโกน

จนกว่ามันจะสายเกินไปแล้วนั่นแหละ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com