ไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาว

20180609_princecharming

คนที่โตมาในยุค 80’s หรือ 90’s น่าจะคุ้นเคยกับเรื่องราวเหล่านี้

– วัยรุ่นหน้าตาดีไปเดินสยามหรือนั่งร้านโดนัทเจ้าดัง โดนแมวมองมาทาบทามและชักชวนเข้าวงการบันเทิง

– สาวผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน บรรจงพิมพ์เรื่องสั้นส่งไปให้นิตยสารที่ตัวเองชื่นชอบ และรอคอยจดหมายตอบรับอย่างใจจดใจจ่อ

– วงดนตรีมือสมัครเล่นฝันอยากเป็นศิลปินมืออาชีพ จึงทำเทปเดโมส่งไปตามค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต่างๆ

นั่นคือยุคที่วัยรุ่นใฝ่ฝันว่าผลงานของเขาจะผ่าน “คนเฝ้าประตู” ไปจนเข้าตา “ผู้ใหญ่” บางคนที่มี “อำนาจ” พอที่จะพลิกชีวิตและทำฝันให้เป็นจริงได้

ยุคสมัยนั้นจบลงไปแล้ว

เทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต และโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ชีวิตตกอยู่ใต้การตัดสินใจของผู้ใหญ่คนไหนอีกต่อไป

อยากเป็นดารา/เซเลบ ก็ถ่ายรูปลง Instagram และเปิดให้คนฟอลโล่วได้เลย

อยากเป็นนักเขียนก็เปิดบล็อกหรือเขียนลง storylog ได้เลย

อยากทำวงดนตรี ก็อัดเพลงลง Youtube ได้เลย (วง Room 39 ก็เกิดจากตรงนี้)

ไม่มีคนเฝ้าประตู ไม่ต้องอาศัยผู้ใหญ่ ไม่ต้องพึ่งพิงอำนาจใคร

เมื่อตระหนักว่าจะไม่มีเจ้าชายขี่ม้าขาวผ่านมาทางนี้อีกแล้ว เราก็จะเลิกหวังลมๆ แล้งๆ ให้ใครมาช่วย

โชคชะตาอยู่ในกำมือเราแล้ว หยุดรอ แล้วลงมือทำได้เลย

—–

Writing Workshop รุ่นที่ 2 เสาร์ที่ 30 มิ.ย. ยังเหลืออีก 5 ที่ครับ สมัครได้ที่ https://goo.gl/CsZkpi

เหตุผลที่เรากลัวการล้มเหลว

20180506_afraidtofail

เพราะเราถูกสอนอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนไม่เคยให้รางวัลกับความผิดพลาดเลย

ข้อสอบปรนัย สอนให้เราเข้าใจว่าคำตอบที่ถูกมีเพียงข้อเดียว

ถ้าทำข้อสอบถูกเยอะๆ เราก็ได้รับผลตอบแทนเป็นเกรด 4

ถ้าทำข้อสอบผิดเยอะๆ เราก็จะได้รับบทลงโทษเป็นเกรด 1 หรือ เกรด 2

ยิ่งถ้าทำผิดมากๆ ได้เกรด 0 ขึ้นมา อาจโดนลงโทษด้วยการซ้ำชั้นเลยก็ได้

จึงไม่แปลกอะไรที่หลายคนจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าลองผิด-ลองถูก

และไม่แปลกอะไรที่ผู้ใหญ่บางคนจะคิดว่าคำตอบของตัวเองเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

แต่เราไม่ควรเป็นนักโทษที่ถูกจองจำโดยประสบการณ์ในอดีต เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร เราก็ควรจะปลดปล่อยตัวเองจากมุมมองอย่างนั้นได้

ในชีวิตจริง คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว และเราสามารถผิดได้โดยที่บทลงโทษไม่ได้รุนแรงเหมือนการซ้ำชั้น

จริงๆ แล้ว ตราบใดที่เรายังผิดอย่างมีสติ เราสามารถผิดได้เป็นสิบเป็นร้อยครั้งโดยที่ยังไม่กระทบกับคุณภาพชีวิต

และต่อให้ผิดมาร้อยครั้ง แต่ถ้าถูกจังๆ เพียงครั้งเดียวก็อาจจะเกินพอแล้วก็ได้

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ไม่ comfortable

20180604_notcomfy

คำฝรั่งคำหนึ่งที่ผมเห็นคนไทยหลายคนใช้กันคือคำว่า “ไม่ comfortable”

เช่น “ไม่ comfortable ที่จะให้ฟีดแบ็คเพื่อนร่วมทีม”

หรือ “ไม่ comfortable ที่จะคุยเรื่องนื้กับหัวหน้า”

คำว่า comfortable ถ้าแปลตามปกติเราจะแปลว่า “สบายกาย”

แต่พอมาใช้ในบริบท “ไม่ comfortable” มันคือความไม่ “สบายใจ”

พอไม่สบายใจ เราก็เลยมักจะหนี ไม่ทำมันซะดื้อๆ

แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทิ้งขุมทรัพย์อยู่นะครับ

เพราะอะไรก็ตามที่ไม่ comfortable แสดงว่ามันยาก

ถ้ามันยาก แสดงว่ามันเกินความสามารถของเราอยู่นิดหน่อย

และการได้ทำอะไรก็ตามที่เกินความสามารถ ก็จะทำให้เราเก่งขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าเผชิญความ “ไม่ comfortable” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจจจะเป็นการติลูกน้อง แม้จะกังวลว่าจะถูกเกลียด

อาจจะเป็นการพรีเซนต์ต่อหน้าคนนับร้อย แม้จะใจสั่นมือเย็น

อาจจะเป็นการเดินเข้าไปขายสินค้า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาอาจปฏิเสธ

ถ้าวันนี้ คนๆ หนึ่ง ได้ทำเรื่องที่ไม่ comfortable ซักสามครั้ง เขาก็จะโตขึ้นสามรอบ

กับอีกคนหนึ่งที่เจอเรื่องไม่ comfortable แล้วหลีกเลี่ยงทุกครั้ง เขาก็จะยังย่ำอยู่กับที่

ใน 1 ปี คนแรกจะโตขึ้นราวหนึ่งพันครั้ง ขณะที่คนที่สองไม่ต่างจากเดิมเลย

เมื่อผ่านไปหลายปีเข้า ความแข็งแกร่ง ความสามารถ และผลตอบแทนสำหรับสองคนนี้ย่อมแตกต่าง

ดังนั้น เราต้องหัดทำเรื่องที่ไม่ comfortable บ่อยๆ

ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อที่เราจะได้ “สบาย” ในระยะยาวครับ

เมื่อไหร่จะเข้าเกียร์สูง

20180603_highgear

เชื่อว่าในการทำงาน เราทุกคนต้องเคยเจอ “คนเกียร์ต่ำ” มาแล้ว

คนที่ทำอะไรก็เชื่องช้า ใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม งานจะเสร็จก็ช่าง ไม่เสร็จก็ช่าง

และบางทีคนๆ นั้นก็เป็นตัวเราเองซะด้วย

มีสองสามวิธีที่อาจจะช่วยได้

หนึ่ง คือลองถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาชีวิตเราเคยเข้าเกียร์สูงบ้างมั้ย ช่วงที่เราใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้นและทำอะไรต่างๆ อย่างสุดความสามารถ ณ ช่วงเวลานั้น อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ถ้าเราหาปัจจัยเหล่านั้นเจอ ก็น่าจะพยายามสร้างปัจจัยเหล่านั้นในปัจจุบันด้วย

สอง คือลองเล่นเกมกับตัวเอง เพราะมนุษย์ชอบความสนุกและชอบความแข่งขัน เช่นถ้าต้องนั่งทำงานเอกสารที่น่าเบื่อที่ต้องใช้เวลา 30 นาที ก็ท้าทายตัวเองว่าจะสามารถทำให้เสร็จภายในเวลาแค่ 15 นาทีได้รึเปล่า

สาม คือพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ คนมีพลังหรือคนที่เราชื่นชม แค่ออกไปกินข้าวหรือนั่งดื่มกาแฟกับเขาก็ได้ ความกระตือรือร้นนั้นเป็นโรคติดต่อ ลองอาศัยเชื้อของเขามาจุดไฟที่มอดแล้วของเราดู

ในความเป็นจริง ชีวิตต้องมีทั้งเกียร์ต่ำและเกียร์สูง แถมบางครั้งก็ตั้งเข้าเกียร์ว่างและเกียร์ถอยหลังด้วย สำคัญคือเราต้องใช้ให้เป็นทุกเกียร์เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเส้นทางที่เรากำลังมุ่งไปครับ

จะปั้นซูชิก็ไม่ควรกินมาม่า

20180603_sushi_mama

ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า WeShare ทุกวันศุกร์ที่ 2 และ ศุกร์ที่ 4 ของเดือน โดยเราจะเชิญคนเจ๋งๆ ในวงการมาเล่ามุมมองและประสบการณ์ให้พนักงานของเราฟัง

ล่าสุด เราได้รับเกียรติจากเชฟแรนดี้ เจ้าของร้าน Fillets (ฟิลเล) ซึ่งเป็นร้านแรกๆ ในเมืองไทยที่ทำอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะ (Omakase)

ประเด็นหนึ่งที่เชฟแรนดี้พูดถึงก็คือ เขาจะสอนลูกน้องว่าอย่ากินมาม่า*

ในเมื่อคุณมีหน้าที่ทำอาหารดีๆ ให้ลูกค้ากิน ตัวคุณเองก็ควรได้กินของดีๆ ด้วยๆ

ถ้าคืนนี้คุณกินมาม่า พรุ่งนี้คุณจะอยากตื่นมาทำอะไรดีๆ ให้ลูกค้าคุณกินอย่างนั้นเหรอ

แว้บแรกอาจฟังดูเว่อร์ แต่ผมว่ามันเป็นความจริงไม่น้อยนะครับ

ฝรั่งมีสำนวนที่ว่า garbage in, garbage out – ถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกก็เป็นขยะ

ถ้าคุณยังทำอาหารให้ตัวเองกินแบบลวกๆ แล้วคุณจะทำอาหารแบบปราณีตให้คนอื่นกินได้อย่างไร

ถ้าผมอยากให้บทความในบล็อก Anontawong’s Musings เป็นบทความที่มีประโยชน์ แต่เอาแต่เสพข่าวดราม่าหรือเมาธ์ดารา ผมก็ไม่คงไม่มี “เชื้อเพลิง” ที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกแน่ๆ

ดังนั้น ลองกลับไปคิดดูนะครับว่า ทุกวันนี้งานที่เราผลิตออกไปคืออะไร แล้วสิ่งที่เราเสพอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากมอบให้คนอื่นรึเปล่า

เพราะถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกคงไม่อาจเป็นทองได้ จริงมั้ยครับ

—–

*มาม่าในบริบทนี้ไม่ได้เจาะจงถึงมาม่าแต่หมายถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อใดก็ได้

ขอบคุณภาพจาก Lou Stejskal on Flickr