เราไม่ได้ขาดแคลนเวลา

20180827_time

สิ่งที่เราขาดแคลนจริงๆ คือความเบิกบาน (joy)

หลายคนอาจรู้สึกว่าอยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง เพราะเราไม่เคยมีเวลาพอที่จะทำทุกอย่างที่เราอยากทำซักที

พอเวลามีน้อย เราก็เลยทำงานไม่ทัน กินก็รีบ พักผ่อนก็ไม่เพียงพอ

แต่ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่กับจำนวนชั่วโมงในแต่ละวันก็ได้

ปัญหาอยู่ตรงที่เราใช้ชั่วโมงเหล่านั้นมีคุณภาพแค่ไหน

ถ้าใครได้ทำงานที่ชอบ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ต่อให้งานจะหนักจนต้องกลับค่ำ เขาก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตรันทดอะไร เพราะงานที่เขาทำนั้นเติมเต็มและมอบอะไรบางอย่างให้เขาเพียงพอแล้ว

ในทางกลับกัน แม้เราจะได้เลิกงานห้าโมงครึ่ง แต่หากเราใช้เวลาที่เหลือไปกับเรื่องที่ไม่ได้สร้างความเบิกบานกับเราอย่างแท้จริง เราก็อาจจะรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพออยู่ดีก็ได้

ดังนั้น แทนที่จะขอให้มีเวลามากขึ้น ลองเปลี่ยนมาขอให้ตัวเองมีสติพอที่จะเลือกทำในสิ่งที่จะมอบความสุข ความเบิกบานให้กับตัวเรา

อะไรที่ spark joyspark joy ก็จงเก็บเอาไว้ อะไรที่ไม่ก็ทิ้งไปหรือพยายามลดให้น้อยที่สุดครับ

—–

Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 คนสมัครเต็มแล้วนะครับ ขอบคุณทุกๆ คนมากครับ อาจจะมีเปิดอีกครั้งช่วงปลายปีครับ

ผิดคาดกับผิดหวัง

20180825_disappointed

เวลาเรา “คาด” การณ์อะไรบางอย่าง เราคิดว่ามันจะเกิด และเราค่อนข้างแน่ใจว่ามันจะเกิด

ขณะที่เวลาเรา “หวัง” กับอะไรบางอย่าง เราอยากให้มันเกิด แต่ก็เผื่อใจไว้ว่ามันอาจจะไม่เกิดก็ได้

พูดอีกแบบก็คือ สิ่งใดที่เรา “คาด” มักจะมีโอกาสเกิดมากกว่าสิ่งที่เรา “หวัง”

% คาด > % หวัง

พอเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด เราก็จะ “ผิดคาด”

พอเหตุกาณ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง เราก็จะ “ผิดหวัง”

แปลกดี ที่ “ผิดหวัง” ทำให้เรารู้สึกแย่กว่า “ผิดคาด” ทั้งๆ ที่ตอนเราหวังนั้น เราเผื่อใจไว้มากกว่าตอนที่เราคาดเสียอีก

เพราะอะไร?

ผมเดาว่า ตอนเราคาด เราใช้สมอง

แต่ตอนเราหวัง เราใช้หัวใจ

พอใช้สมองและตรรกะกับการคาดการณ์ เมื่อสิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปตามคาด เราก็แค่รู้สึกว่าการคำนวณหรือการอนุมานของเรามันผิดพลาด เป็นความตกหล่นของข้อมูล เป็นแค่การผิดพลาดของกระบวนการ

แต่เมื่อเราใช้หัวใจไปกับสิ่งที่เราหวัง แล้วสิ่งนั้นไม่ได้เป็นดังหวัง มันไม่ใช่เรื่องกระบวนการอีกต่อไป มันเป็นเรื่อง personal มันเป็นเรื่องที่กระทบตัวตน มันเป็นสัญญาณที่ตะโกนบอกว่า “ฉันมันไม่ดีพอ”

“ผิดหวัง” จึงเจ็บปวดกว่า “ผิดคาด” เสมอ

และ “ผิดคาด” ก็เจ็บปวดน้อยกว่า “ผิดหวัง” เสมอ

พอเราเข้าใจตรงนี้แล้ว เราก็นำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวังไว้ แทนที่จะพูดกับตัวเองว่า “ผิดหวังว่ะ” ก็เปลี่ยนเป็น “ผิดคาดแฮะ”

เปลี่ยนคำพูดนิดเดียว ความรู้สึกก็เปลี่ยนแล้ว

เมื่อเปลี่ยนจากผิดหวังเป็นผิดคาด เราก็จะถอยออกมาหนึ่งก้าว ไม่เอาตัวตนลงไปผสมกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ และเราน่าจะแก้ปัญหาหรือยอมรับมันได้อย่างมีสติมากขึ้นครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 เสาร์ที่ 22 กันยายน ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR (รับ 20 ที่ ตอนนี้เหลือ 5 ที่ครับ)

อย่าทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก

20180819b

– นอนหลับให้เพียงพอ
– กินของที่เป็นประโยชน์
– ให้ร่างกายออกเหงื่อเสียบ้าง
– พูดคุยกับคนที่เรารัก
– ทบทวนตัวเอง
– เอ่ยปากขอโทษ
– หาความรู้เพิ่มเติม
– กลับมารู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ

วิธีดูว่าเรากำลังให้ความสำคัญกับสิ่งไหน คือดูว่าเราใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร

ยิ่งเรื่องใหญ่ควรใช้เวลาให้มาก ยิ่งเรื่องเล็กควรใช้เวลาให้น้อย

ถ้าเราใช้เวลาไปกับเรื่องเล็กๆ เรื่องเล็กเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต โดยที่มันไม่ได้ให้ผลตอบแทนอะไรที่ยั่งยืน

และเมื่อเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องเล็ก เราก็จะเหลือเวลาน้อยนิดสำหรับเรื่องใหญ่ๆ ชีวิตก็เลยไม่ปลอดภัยทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ

เราจึงไม่ควรทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ควรทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กครับ

—-

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR

คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน

20180807_whichtale

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการอ่าน Sapiens – A Brief History of Humankind ก็คือ “นิทาน” หรือชุดความเชื่อของแต่ละยุคแต่ละสมัยจะเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา

เหตุผลหนึ่งที่ยุโรปครองโลก เพราะเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ยุโรปเชื่อเรื่องการล่าอาณานิคมและการค้นพบดินแดนใหม่ ชาวยุโรปจึงออกทะเลไปยึดครองดินแดนที่ห่างไกลมากมายซึ่งรวมถึงทวีปอเมริกา ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งมีวิทยาการการเดินทะเลก้าวหน้ากว่ายุโรป กลับไม่ได้ทำในสิ่งนี้ เพราะในยุคนั้นฮ่องเต้ไม่ได้สนใจ “นิทาน” เรื่องเดียวกันนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก)

มาในยุคนี้ เรามีนิทานมากมายที่คนจำนวนมากเลือกที่จะเชื่อ

นิทานทุนนิยม – การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเงินจะนำพามาซึ่งความเจริญและความสุขสบาย

นิทานมนุษยนิยม – มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ของมนุษย์มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

นิทานมนุษย์เงินเดือน – ตั้งใจเรียน จบมหาลัยดังๆ ได้งานบริษัทที่มั่นคง มีเงินออมและมีเงินลงทุน ทำงานให้ดีจนได้รับการโปรโมต การได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคือเป้าหมายสูงสุด

นิทานเจ้าของกิจการ – ทำงานประจำไม่มีทางรวย การเป็นนายตัวเองและอิสรภาพที่จะทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้คือเรื่องสำคัญ หาไอเดียแล้วลงมือทำ สร้างบริษัทจนมีกำไร แล้วค่อยๆ ถอยออกมา เอาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลกิจการ เราก็จะมี passive income ไปตลอดชีวิต

นิทาน Social Media – การมียอด followers และ engagements สูงๆ คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

นิทานนิพพาน – การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์ เราจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ด้วยการเข้าถึงอริยสัจสี่ผ่านสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอกและทางสายเดียว

ยังมีนิทานอีกมากมายที่คนเราเลือกจะเชื่อ นิทานพระผู้สร้าง นิทานอเทวนิยม(คนไม่เชื่อในพระเจ้า) นิทานบิ๊กแบง นิทานสตาร์ทอัพ นิทานประชาธิปไตย นิทานพรหมลิขิต นิทานเพลย์บอย  ฯลฯ

ผมคงไม่ขอออกความเห็นว่านิทานเรื่องไหนดี-ไม่ดี จริง-ไม่จริง แค่อยากชี้ให้คุณผู้อ่านลองมองไปรอบตัวว่าโลกนี้เต็มไปด้วยนิทานอะไรบ้าง และเรากำลังเลือกใช้ชีวิตอยู่ในนิทานเรื่องไหน

และถ้าไม่ชอบนิทานที่เรากำลังเล่นอยู่ ก็อย่าลืมว่าเราเปลี่ยนนิทานได้นะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 8 ที่)

ยากก่อน ง่ายทีหลัง

20180807_hardbeforeeasy

มันเป็นอย่างนี้เสมอมา

ไม่ว่าเรื่องอะไรในชีวิต เราต้องเผชิญความยากก่อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่เรื่องนี้จะง่ายลง

แต่ถ้าเราเอาแต่วิ่งหนี เรื่องนี้มันก็จะยากเท่าเดิมหรืออาจจะยากขึ้นกว่าเดิม

หลายสิ่งที่เราเคยเอาแต่หลบหลีก พอได้ลองทำจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก มีคนอีกตั้งเป็นร้อยเป็นพันที่ทำเรื่องนี้ได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ จริงมั้ย?

มองเรื่องยากให้เป็นเกม มองให้มันเป็นความท้าทาย และอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันมากนัก ชนะก็ดีไป แพ้ก็แค่ลองใหม่เท่านั้นเอง

เมื่อเราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความยาก อย่างอื่นในชีวิตก็จะง่ายขึ้นแน่นอน

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 13 ที่)