ก่อนจะวิจารณ์ใคร

20180913_criticize

อย่าลืมว่าเขาไม่ได้โชคดีเหมือนเรา

“Whenever you feel like criticizing anyone, just remember that all the people in this world haven’t had the advantages that you’ve had.”
-Scott Fitzgerald

ถ้าเราเชื่อว่าเด็กเป็นผ้าขาว แสดงว่านิสัยของแต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น

ถ้าเขาเป็นคนตระหนี่ เขาอาจเคยลำบากมาก่อน

ถ้าเขาชอบอู้งาน แสดงว่าเขาเคยเห็นตัวอย่างไม่ดีมา

ถ้าเขาเป็นคนแล้งน้ำใจ แสดงว่าเขาอาจเคยผิดหวังกับใครบางคนมากๆ มาก่อน

เราไม่เป็นอย่างเขา แสดงว่าเราโชคดี ถูกเลี้ยงมาดี มีแบบอย่างที่ดี ได้พบเจอคนดีๆ เลยเข้าใจว่าเราควรจะทำตัวแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร

ที่เขาทำตัวไม่ถูกต้อง (หรือไม่ถูกใจ) จึงไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนแย่เสมอไป

เขาแค่เพียงมีจุดอ่อนที่เราไม่มีเท่านั้นเอง

อย่าล้างจานของวันพรุ่งนี้

20180911_dontwashtomorrowdishes

คนขยัน จะใช้กฎ 2 นาที กินข้าวเสร็จแล้วล้างจานเลย จึงไม่มีจานสกปรกสะสม

คนขี้เกียจ จะกินข้าวเสร็จแล้วทิ้งเอาไว้ข้ามคืน เป็นแหล่งเรียกแมลงสาบและหนู เป็นดินพอกหางหมู เลยต้องล้างจานจากเมื่อวานนี้เป็นประจำ

แล้วคนที่เอาจานสะอาดของวันพรุ่งนี้ออกมาล้างล่ะ จะเรียกว่าคนอะไร?

คงมีน้อยคนที่จะเอาจานที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาล้าง เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย

แต่กลับมีคนมากมายที่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ กลัวไปก่อนล่วงหน้าต่างๆ นานา จนเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดคือปัจจุบันไป

คนที่ต้องกลับมาสะสางสิ่งที่ค้างคา คือคนที่ล้างจานของเมื่อวานนี้

คนที่กังวลอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คือคนที่ล้างจานของพรุ่งนี้

อย่างแรกป้องกันได้ อย่างที่สองไม่จำเป็น

ล้างจานของวันนี้ให้สะอาดก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ How to stop worrying and start living by Dale Carnegie

เมื่อเกมจบแล้ว

20180906_endofthegame

เบี้ยและขุนย่อมลงไปอยู่ในกล่องเดียวกัน

เบี้ยจึงไม่ควรไปเทียบตัวเองกับขุน และขุนก็ไม่ควรดูถูกเบี้ย

หน้าตาแตกต่าง ความสามารถแตกต่าง หน้าที่ย่อมแตกต่าง และต้องพึ่งพาอาศัยกัน

การที่หมากตัวนึงเดินได้ไกลกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าเสมอไป

การที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากกว่า หน้าที่การงานดีกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์เขาจะสูงกว่าคนอื่นเสมอไปเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ล้วนแต่เป็นหมากบนกระดานแห่งชีวิตนี้

และเมื่อจบเกม หมากทุกตัวก็ต้องลงไปอยู่ในกล่องเดียวกันทั้งนั้น

เราจึงควรดีต่อกันไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้สิ

20180830

ประโยคนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่า เคยพูดเอาไว้ตอนมาพูดที่ Wongnai

พี่ต่อหมายถึงว่า หนังฮอลลีวู้ดที่เขาใช้งบประมาณมหาศาล เอฟเฟ็กต์อลังการดาวล้านดวง เมืองไทยไม่ควรพยายามไปทำหนังแบบนั้นกับเขา แต่ควรทำหนังในแบบที่เราถนัด ในแบบที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

เพราะถ้าไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้เท่านั้น

ผมว่าแนวความคิดนี้เอามาใช้กับด้านอื่นๆ ในชีวิตได้เช่นกันนะครับ

เช่นในที่ทำงาน ถ้ามีคนเล่นการเมืองเก่ง หรือยั่วโมโหเก่ง ถ้าเราลงไปทะเลาะ ลงไปสู้กับเขา เราก็เปลืองตัว เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นและชั่วโมงบินสูง ในขณะที่จริตของเราไม่ได้เอื้อให้ไปเล่นเกมอะไรแบบนั้น

การลงทุนก็เช่นกัน ต้องรู้ตัวว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ถ้าเห็นอะไรฮอตๆ ก็เฮโลไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ เราก็จะกลายเป็นแค่เบี้ยหรือแมงเม่าตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

สำรวจตัวเองให้ดี หาต้นทุนให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราเด่น อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับเรา แล้วลงเล่นเกมที่ตัวเองถนัดหรือแม้กระทั่งสร้างเกมของตัวเองขึ้นมา

จะได้ไม่ต้องเจ็บช้ำกับเกมที่เราเป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไปครับ

Emotional Labor สำคัญกว่า Physical Labor

20180828_emotionallabour

ในยุคที่โรงงานอุตสาหกรรมเฟื่องฟู สิ่งสำคัญคือ “แรงงาน” หรือ Physical Labor ที่ต้องมาทำงานร่วมกับเครื่องจักรเพื่อสร้างผลผลิต คนจำนวนไม่น้อยจึงทิ้งอาชีพชาวไร่ชาวนา เดินทางเข้าเมืองกรุงและผันตัวเป็นหนุ่ม-สาวโรงงาน

ยุคนั้นกำลังค่อยๆ จบลงพร้อมกับการมาถึงของ AI และ automation ที่เครื่องจักรจะทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ

Physical Labor จึงกำลังถูกลดความสำคัญ และสิ่งที่เรียกว่า Emotional Labor จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมได้ยินคำว่า Emotional Labor มาจาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม

ผมไม่มีคำแปลสำหรับ Emotional Labor แต่ถ้า Physical Labor คือการ “ลงแรง” Emotional Labor ก็คือการ “ลงใจ”

ในโลกยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว คนทำงานมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นแต่ KPI (เช่นยอดไลค์และยอดแชร์) และประสิทธิภาพ (efficiency) คือลงแรงให้น้อยที่สุด สร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด

โพสต์บางโพสต์อาจมีคนไลค์มากก็จริง แต่มันก็มีคุณค่าแค่ชั่วคราว ข้างในนั้นไม่ได้มีสารัตถะ คนสร้าง content ก็ไม่ได้ใส่ใจ คนเสพ content ก็ไม่ได้คาดหวัง เป็นความสัมพันธ์แบบ one night stand

เมื่อทุกอย่างดูฉาบฉวย เวลาเราเจอคนที่ทำงานด้วย Emotional Labor เราจึงแปลกใจและชื่นชม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และสิ่งที่หายากนั้นมีคุณค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนกลาดเสมอ

ขอยกตัวอย่างของเรื่องที่ใช้ Emotional Labor จาก Zappos บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการลูกค้า

แซปโป้ส์มีนโยบายให้ลูกค้าสามารถสั่งรองเท้าไปลองใส่ก่อนได้ คู่ไหนไม่ชอบก็ส่งคืนให้แซปโป้ส์ มีผู้หญิงคนหนึ่งแจ้งว่าจะส่งรองเท้าคืนให้แซปโปส์หลายคู่ แต่แล้วสัปดาห์นั้นแม่ของเธอก็เสียชีวิต เธอจึงวุ่นมากจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องรองเท้า พอแซปโป้ส์ส่งเมลมาสอบถาม เธอจึงบอกเหตุผลไปว่าเธอเพิ่งเสียแม่ไปแต่จะรีบจัดการเรื่องรองเท้าให้

แซปโป้ส์จึงเมลกลับมาว่าได้นัดหมายให้ UPS เข้าไปรับรองเท้าเธอถึงที่บ้าน (เธอจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้) แล้วอีกไม่กี่วันถัดมาแซปโป้ส์ส่งช่อดอกไม้พร้อมการ์ดแสดงความเสียใจมาให้เธอ

ถามว่าแซปโปส์จำเป็นต้องส่งการ์ดมาให้มั้ย? คำตอบก็คือไม่ แต่แซปโปส์เลือกที่จะทำเพราะแซปโปส์ให้ความสำคัญกับ Emotional Labor

ขอยกตัวอย่าง Emotional Labor โดยคนไทยบ้าง

Readery.co เว็บขายหนังสือ ซึ่งบริการรวดเร็วและบรรจุหนังสืออย่างพิถีพิถันมากจนผมแทบไม่กล้าแกะกล่องเพราะเสียดาย

ครูณัชร ดร.ณัชร สยามวาลา ที่ทำคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” อ่านและสรุปมาร่วม 500 เล่ม เพื่อสนับสนุนให้คนไทยรักการอ่าน

คุณบิวแห่งเพจวิศวกรรีพอร์ตที่สอนใช้ Excel อย่างละเอียด บทความแต่ละตอนของคุณบิวผมเดาว่าใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง หรือบางตอนอาจใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงด้วยซ้ำไป

บทความของผมที่ใช้ Emotional Labor อย่างมหาศาลเช่น Sapiens 20 ตอน, การจัดบ้านแบบ KonMari หรือรถติดบนทางด่วนพระราม 9 ก็เป็นบทความที่มีคนกลับเข้ามาอ่านตลอดแม้จะเขียนเอาไว้ตั้งนานแล้ว

หรือล่าสุด เมื่อวานนี้น้องโปรแกรมเมอร์ที่ออฟฟิศคนหนึ่งไม่สบาย มะเหมี่ยวกับเมทีม People ก็พาน้องคนนั้นไปโรงพยาบาลและขับรถไปส่งถึงบ้านที่พระราม 2

Emotional Labor คือการ go the extra mile คือการทำสิ่งที่เกินความคาดหวัง คือการทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำก็ได้

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือความประทับใจและความไว้ใจ ซึ่งมีคุณค่ากว่ายอดไลค์มากมายนัก

ดังนั้น ถ้าเราอยากสร้างความไว้ใจและสร้างผลงานที่เป็นที่จดจำ ลองนำ Emotional Labor ไปใส่ในงานของเราดูนะครับ