อย่าหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20181119b

แต่ละวันเรามีเรื่องให้หงุดหงิดได้ตลอด

คนขายกาแฟพูดจาไม่เพราะ

เฟซบุ๊คโหลดช้า

น้องในทีมคุยกันเสียงดัง

ได้ถั่วงอกทั้งๆ ที่สั่งเล็กไม่งอก

คนที่เราไม่ชอบดูมีความสุขกว่าที่ควร

นี่เรากลายเป็นผดุงความถูกต้องของโลกใบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

คนที่หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยถือเป็นคนมีกรรมนะครับ แทนที่จะเห็นคุณค่าของ 100 เรื่องที่เป็นดั่งใจ เรากลับหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับ 1 เรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ แต่ละวันจึงแทบไม่เหลือช่องว่างให้เรามีความสุขหรือความสบายใจเลย

เรื่องบางเรื่องมันน่าหงุดหงิดก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องหงุดหงิดก็ได้

เพราะการหงุดหงิดแต่ละครั้ง ไม่น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับใคร

แต่คนที่เสียประโยชน์แน่ๆ คือตัวเราเองครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ

สุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

20181115_numbersonpaper

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้ง Asian University เคยเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากที่เขาได้สร้างบริษัทจนเข้าตลาดหุ้นได้ เขาก็ถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อดี ระหว่างทำให้บริษัทเติบโตขึ้นกับสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่

แล้วอาจารย์ก็ได้คำตอบว่าถ้าเขาเอาพลังและเวลาอีก 10 ปีไปทำให้บริษัทเติบโตขึ้น 10 เท่า อย่างมากอาจารย์ก็จะได้เลขศูนย์มาห้อยท้ายในบัญชีอีกหนึ่งตัว (I will have one more stupid zero in my bank account)

แต่ถ้าเขาลงแรงกับการสร้างมหาวิทยาลัย เมืองไทยอาจจะมีสถาบันการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

สุดท้ายอาจารย์วิพรรธ์เลือกอย่างหลัง และผมโชคดีมากที่ได้จบจากสถาบันนี้*

—–

ถ้าถามถึงมื้ออาหารที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คำตอบของผมคืออาหารมื้อเที่ยงที่ผมไปกินกับแฟนหลังจากจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรักเมื่อสี่ปีที่แล้ว

ผมเป็นเจ้ามือ เราไปกินเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นย่านเอกมัยที่ราคาค่อนข้างสูง เรากินซูชิกันอิ่มหนำมาก เชฟก็อารมณ์ดีปั้นแต่คำใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ผมจำไม่ได้แล้วว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกอิ่มเอมในวันนั้นยังคงอยู่กับผมถึงทุกวันนี้

——

ช่วงก่อนแต่งงาน ผมพาแฟนไปเที่ยวญี่ปุ่น นั่งรถบัสจากชินจูกุลงไปเมืองคาวากูชิโกะเพื่อจะเชยชมภูเขาไฟฟูจิซึ่งแฟนอยากเห็นมานานแล้ว (ส่วนผมเคยมาเที่ยวแล้วครั้งนึง)

แต่พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะเมฆหมอกบดบังทัศนียภาพของฟูจิไปเกือบทั้งลูก ผมบอกแฟนว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน เราเข้าที่พัก แล้วยืมจักรยานของโรงแรมมาปั่นเล่นยามเย็น

และแล้วช่วงห้าโมงกว่าๆ เมฆหมอกก็คลี่คลาย เผยให้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม แต่สิ่งที่งดงามยิ่งกว่าคือรอยยิ้มแก้มปริของแฟนที่ได้เห็นฟูจิเป็นครั้งแรกในชีวิต

——

ผมโชคดีที่เป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยไม่ค่อยใส่ใจมากนักว่าประสบการณ์นี้ต้องแลกด้วยเงินเท่าไหร่ ตราบใดที่มันดูสมเหตุสมผลและไม่เกินกำลังของเรา

เพราะสุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขในบัญชี

หรือตัวเลขในบิลค่าอาหาร

หรือตัวเลขที่เราใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะลืมราคา และจะจำได้แค่ moment ดีๆ

เมื่อชีวิตเดินถึงปลายทาง ใครจะมานั่งสนใจว่า ณ ปีนั้น-ปีนี้ เรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่

สิ่งที่เราจะระลึกถึงและทำให้ยิ้มได้ คือประสบการณ์ดีๆ กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง

—–

* Asian University ปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม อ่านสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในบทความ Asian U Always ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

กล้าพอไหม

20181114_braveenough

ที่จะให้ทาง

ที่จะไม่ขึ้นเสียง

ที่จะฟังเขาอย่างตั้งใจ

ที่จะยอมเสียเปรียบเสียบ้าง

ที่จะกล่าวขอโทษก่อนแม้ว่าเราไม่ผิด

ที่จะปิดแอร์ห้องในโรงแรมเวลาเราไม่อยู่ในห้อง

ที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อว่าดีแม้คนรอบข้างจะไม่มีใครทำ

ความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่

หลายครั้ง ความกล้าหาญเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ให้เราลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่มุ่งหมายความสุขมวลรวมและลดอัตตาตัวตนครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt