อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 1

20151116_London1

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมนั่งเขียนบล็อกอยู่ที่โรงแรมแลนด์มาร์คในลอนดอน ประเทศอังกฤษครับ

สาเหตุหลักที่มาที่นี่ เพราะผมได้รับเชิญให้มาร่วมงาน Trust Women Conference ที่จัดโดย Thomson Reuters Foundation

Thomson Reuters Foundation คือองค์กรการกุศลของทอมสันรอยเตอร์ครับ โดย the Foundation นี้จะมีงานหลักอยู่สี่อย่างคือ

1. ช่วยจับคู่ “ทนาย” กับ “NGO” (Pro Bono work) ทำให้ NGO ไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายแพงๆ

2. ทำข่าวเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ (underreported stories) เช่นข่าวด้านสิทธิมนุษยชน การค้าทาส ภาวะโลกร้อน ความขาดแคลนอาหาร

3. จัดเทรนนิ่งให้กับนักข่าว เพื่อสร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ดีให้กับวิชาชีพข่าว

4. จัดงาน Trust Women Conference ทุกปี เพื่อพูดคุยและหา actions ที่จะช่วยสนับสนุนสิทธิสตรีทั่วโลก

เมื่อตอนต้นปีผมได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทูตห้าคนของ Thomson Reuters Foundation โดยหน้าที่ของทูตก็คือการสร้างความรู้ความเข้าใจงานของ Foundation ให้กับคนในองค์กร และช่วยทำกิจกรรม Fundraising เพื่อหาทุนให้ผู้นำด้านสิทธิสตรีจากประเทศที่ยากจนสามารถมาเข้าร่วมประชุมงาน Trust Women Conference ได้

และด้วยความสนับสนุนของเพื่อนๆ ที่บริษัททุกคน ผมเลยมีผลงานเข้าตากรรมการและได้รับเชิญให้มาร่วมงานนี้ด้วยครับ

—–

การมาอังกฤษคราวนี้ต้องยอมรับว่าลำบากใจพอสมควรเพราะลูกสาวเพิ่งอายุครบสามสัปดาห์ การปล่อยให้ภรรยาเลี้ยงลูกคนเดียว (แม้จะมีคุณลุงและคุณย่าช่วยเลี้ยง) ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ถือว่าควรมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนมาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย

มาคราวนี้เลยออกแนวรีบไปรีบกลับ วันจันทร์ก็จะเจอกับเหล่าคนที่ได้ทุนมาร่วมงาน วันอังคารกับพุธก็เข้า Conference และว้นพฤหัสฯ ก็เดินทางกลับไทย

แต่ผมก็เชื่อว่าน่าจะเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากท่านผู้อ่าน Anontawong’s Musings ได้บ้างไม่มากก็น้อย

—–

ขอเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นวันนี้

สุวรรณภูมิ
เดี๋ยวนี้เขามี Rhythm @ Suvannabhumi Airport ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีสดตรงทางเดินในโซนร้าน Duty Free ตอนที่ผมเดินผ่านนักร้องยังไม่เริ่มร้องเพลงแต่แค่ฟังเสียงบรรเลงแซกโซโฟนก็รู้สึกฟินแล้วครับ นักดนตรีทุกคนใส่เชิ๊ตขาวสูทดำดูดีมีสกุลมาก และคนก็มารายล้อมเพื่อรอฟังไม่น้อย ขอชื่นชมคนคิดไอเดียนี้เพราะผมเชื่อว่าแขกจะประทับใจแน่ๆ

20151115_091403

ตอนแรกว่าจะหาน้ำเปล่ากินซักน้อย เดินไปดูที่ Boots น้ำเปล่าช้างขวดละ 30 บาท ขณะที่โค้กกลับเป็นราคาเกือบปกติคือ 17 บาทเท่านั้น นี่ย่อมแสดงว่าน้ำเปล่าเป็นที่นิยมมากกว่าโค้กจนสามารถตั้งราคาแบบนี้ได้

เครื่องบิน
ผมบินสายการบิน British Airways เครื่อง Boeing 777 ภายในเครื่องเก่าพอสมควรเลย ขนาดที่นั่ง business class ยังดูเล็กๆ (แต่ผมนั่ง Economy นะครับ) จอทีวีก็เป็นจอ touch screen เก่าๆ เหมือนสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว และที่แย่ก็คือไม่มี USB socket ให้ชาร์จมือถือ

แต่ข้อดีของสายการบินนี้คือบินตรงจากกรุงเทพถึงลอนดอนเลยครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย ส่วนบริการบนเครื่องก็ตามมาตรฐาน ที่น่าสนใจคือตอนเครื่องจะออก กัปตันชาวฝรั่งก็พูดทักทายกันเป็นภาษาไทยก่อน (ทั้งๆ ที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวไทย) ตอนเครื่องลงจอดที่ลอนดอน กัปตันก็ยังพูดภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน ผมว่าน่ารักดี

สนามบิน Heathrow
ผมไปลงที่ Terminal 5 ซึ่งเจ้านายบอกว่าเป็น Terminal ใหม่ อะไรๆ ก็เลยดูดีไปหมด ตรวจคนเข้าเมืองก็รวดเร็ว ใช้เวลาเข้าคิวไม่ถึง 15 นาที

จากนั้นก็เดินมาขึ้น Heathrow Express ที่ใช้เวลาวิ่งเข้าเมืองลอนดอนเพียง 20 นาทีครับ (ถ้าซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าจะได้ลดราคา 50% ด้วย)

ที่น่าสนใจคือผมสามารถขึ้นรถไฟ Heathrow Express ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านด่านใดๆ อาจจะเพราะว่ามันจะต้องแวะจอดอีกหนึ่งสถานี (ซึ่งเป็นของ Terminal 2,3,4) ซึ่งเขาให้นั่งฟรี แต่พอรถออกจากสนามบินมาแล้วก็จะมีพนักงานขึ้นมาตรวจตั๋วผู้โดยสารครับ

20151115_175417(ไม่มีด่านกั้น)

20151115_175413

อ้อ เวลารถจอด ก็จะมีเสียงพูดคล้ายๆ กับรถใต้ดินเมืองไทยเลยนะครับ มีเพิ่มขึ้นมาคำเดียวคือ edge – “Please mind the gap between the train and the platform edge”

รถใต้ดินในลอนดอน
รถ Heathrow Express มาจอดที่สถานี London Paddington ซึ่งเป็นชุมทางที่มีรถไฟปู๊นๆ อยู่ไม่น้อย ผมเดินผ่านจึงสังเกตได้ว่าเสียงเครื่องยนต์รถไฟในลอนดอนดังกว่ารถไฟที่สวิสมาก เดินต่อไปอีกนิดก็เจอทางลงรถใต้ดิน หน้าตาป้ายก็ละม้ายคล้ายคลึงกับรถไฟใต้ดินในปารีสทีเดียว

20151115_013328

ป้ายแบบนี้ก็สะดวกดี บอกว่าฝั่งที่เราจะขึ้นนั้น รถจะวิ่งไปทิศไหน ไม่ต้องมาจำชื่อสถานีปลายทาง

20151115_013600

รถใต้ดินเขาไม่ได้มีกระจกกั้นเหมือนที่บ้านเรานะครับ ป้ายที่บอกว่าจะจอดสถานีไหนบ้างนี่แปะอยู่บนกำแพงของทางรถไฟเลย

20151115_013657

20151115_013848

หัวหน้าผมให้ยืมบัตร Oyster มา (อารมณ์เดียวกับบัตรแรบบิทของไทยเรา) ตอนที่ผมแปะบัตรเข้า เงินเหลือ 4.20 ปอนด์ ผมนั่งรถไฟใต้ดินสาย Bakerloo มาแค่สองสถานี พอแปะบัตรขาออก เหลือเงินแค่ 1.90 เท่านั้น เท่ากับว่าจ่ายเงินไป 2.30 ปอนด์หรือ 125 บาทเลยทีเดียว

ตอนขึ้นบันไดเลื่อนมาจากรถไฟใตดิน ก็ได้เห็นป้ายโฆษณาละลานตามาก น่าจะถี่กว่าทุกเมืองที่ผมเคยไปมา

20151115_014443

เดินออกจากสถานีมา พยายามจะหาโรงแรมแลนด์มาร์คก็ไม่เห็นมีป้ายอะไรเลย โชคดีที่เหลือบไปเห็นอาคารหนึ่งที่แปะเลขที่ 222 จึงรู้ว่าใช่อันนี้แหละ เดินมาตรงประตูทางเข้าจึงเพิ่งจะเห็นป้ายเล็กๆ ว่านี่คือโรงแรมแลนด์มาร์คจริงๆ อันนี้อาจจะเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างไทยกับอังกฤษตรงที่ป้ายโรงแรมเขาไม่ได้ใหญ่โตซึ่งจะว่าไปก็ไม่ค่อยสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็คือในเมืองไม่มีปัายใหญ่เทอะทะจนรกสายตา

20151115_015244(ป้ายเลขที่ตึกช่วยชีวิตเอาไว้)

20151115_015335ป้ายชื่อโรงแรมเท่ากระดาษ A4

วันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน เอารูปห้องในโรงแรมมาฝากกันด้วย ไว้พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะครับ

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 15 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

Comfort Zone ใหญ่ มาก

20151115_Comfortzone

“เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ”

– ยุทธนา บุญอ้อม
ผู้จัดเทศกาลดนตรี บิ๊ก เมาน์เทน มิวสิก เฟสติวัล
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 188: No Play No Gain
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ขวัญใจเด็กแนวคนหนึ่ง

เพราะเป็นคนทำแฟต เรดิโอ ซึ่งเป็นคลื่นที่เปิดกว้างให้ศิลปินอินดี้ได้มีพื้นที่เผยแพร่ผลงาน

แถมป๋าเต็ดยังเป็นต้นคิดจัดงาน Big Mountain (มัน ใหญ่ มาก) อีกด้วย

ป๋าเต็ดเล่าถึงที่มาของงานนี้ว่าเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ค่ายเพลงสนามหลวงในเครือของแกรมมี่

“แล้วช่วงที่เรากำลังลังเลอยู่ว่าเราจะทำได้ไม่ได้ก็คิดโปรเจ็กต์ขึ้นมาโปรเจ็กต์หนึ่ง ซึ่งคิดเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจสนามหลวงอยู่รอด คือการทำอีเวนต์ ตอนแรกก็ว่าจะทำอีเวนต์เล็กๆ ให้กับศิลปินในค่าย แต่มีอยู่วันหนึ่งผมเข้าห้องน้ำ ระหว่างยืนฉี่อยู่ก็คิดว่าจะทำให้มันเล็กๆ ทำไม ทำอะไรให้ใหญ่ที่สุดไปเลยดีกว่า…แล้วพอกลับจากห้องน้ำก็เรียกลูกน้องประชุมเลยว่าเรามาทำอีเวนต์ใหญ่ไปเลยดีกว่า และต้องเป็นมิวสิกเฟสติวัลที่เราเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นมิวสิกเฟสติวัล ที่สุดก็เลยออกมาเป็นโปรเจกต์ Big Mountain แล้วก็นำไปเสนอคุณไพบูลย์ คือการทำมิวสิกเฟสติวัลใหญ่ที่มันใหญ่ขนาดนี้ บริษัทต้องยอมรับว่าในครั้งแรกเราอาจไม่ได้กำไร…คือลงทุนไปประมาณ 60 ล้าน และอาจจะไม่ได้กำไร…แล้วเราก็มาคิดต่อว่าเงิน 60 ล้านบาทนั้นมากกว่างบทำเพลงของค่ายสนามหลวงทั้งปีอีก ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เปิดบริษัทไปเลยล่ะ ผมก็เลยถอนตัวจากสนามหลวงแล้วมามุ่งทำ Big Mountain โดยตรงเลย”

คนที่ลองได้ทำงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ คงต้องผ่านการออกจาก comfort zone มานับครั้งไม่ถ้วน และนี่คือที่มาของประโยคที่ว่า

เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ

ชีวิตที่อยู่ใน comfort zone จะว่าไปก็เป็นชีวิตที่สบายตามชื่อเลย

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ (เพราะคาดเดาได้) แถมยังอาจขาดสีสันอีกด้วย (เพราะไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว)

คนที่ได้ทำอะไร “เกินตัว” บ่อยๆ ก็ยิ่งสามารถขยาย “อาณาเขต” ของตัวเองได้กว้างไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเขามีทางเลือกมากกว่าเดิม และได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้ “ลึก” และ “กว้าง” กว่าเดิม

และแน่นอน เขาย่อมมีโอกาสพลาดและล้มเหลวมากกว่าเดิมด้วย (เหมือนที่ป๋าเต็ดเคยพลาดกับคอนเสิร์ต “ดัม-มะ-ชา-ติ” ของบอดี้สแลม เมื่อปลายปีที่แล้ว)

แต่พลาดแล้วไง?

พลาดแล้วก็เรียนรู้ และก็กลับมาทำใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือ?

จะนั่งเย็นๆ อยู่แต่ในห้องแอร์ก็สบายดีอยู่หรอกครับ

แต่มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้มานั่งในห้องแอร์

เปิดประตู ก้าวออกมาโดนแดดให้มันร้อนบ้างก็ได้ แทนที่จะเดินอยู่แต่ในบ้าน ลองออกวิ่งไปนอกรั้วเพื่อชมโลกกว้างบ้างก็ได้

อาจจะหกล้มเข่าถลอก

แต่ก็คงไม่ถึงตายหรอก จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

Pic & Pause: SteveCutts.com

20151114_SteveCutts

เมื่อวานซืนเผอิญเห็นน้องชายแชร์คำตอบหนึ่งใน Quora เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอาแชร์ครับ

ภาพวาดพวกนี้มาจากฝีมือของชายที่ชื่อว่า Steve Cutts จากอังกฤษครับ

ภาพชุดของเขาสะท้อนโลกทุนนิยมได้อย่างถึงพริกถึงขิงจริงๆ

ยิ่งสองวันมานี้ผมต้องขึ้น Airport Link ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนด้วย ยิ่งทำให้เห็นเลยว่าคนกรุงเทพก็ไม่ต่างอะไรกับหนูใส่สูทจริงๆ

มีรูปเจ๋งๆ อีกเยอะที่อยากให้ได้ดูกัน ลองเข้าไปดูได้ที่ Simple Capacity

หรือจะแวะไปหาเขาถึงบ้าน (ออนไลน์) ที่ SteveCutts.com ก็ได้เช่นกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora, Simple Capacity, SteveCutts.com

ขอบคุณภาพจากSteveCutts

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

พนักงานต้องมาก่อน

20151113_ClientsDontComeFirst

Clients do not come first. Employees come first. If you take care of your employees, they will take care of the clients

ลูกค้าไม่ได้สำคัญที่สุด พนักงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณดูแลพนักงานให้ดี เขาก็จะดูแลลูกค้าดีเอง

– Richard Branson, founder of Virgin Group

“ลูกค้าคือพระเจ้า” คือประโยคที่เราได้ยินกันมานาน

ส่วนฝรั่งก็จะมีสำนวนคล้ายๆ กันคือ “The customer is always right”

ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อแนวคิดนี้เท่าไหร่

เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การมาของอินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล และโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้ทางเลือกมีเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหรือลูกค้า ถ้าคุณทำตัวไม่น่ารัก คู่ค้าของคุณเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนคุณอีกต่อไป

ในฐานะเจ้านายก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ดูแลคนของคุณให้ดีๆ เขาก็อาจเลือกไปทำงานให้กับคนอื่นได้เสมอ

แม้ว่าในยุคนี้ลัทธิบริโภคนิยมจะเฟื่องฟูกว่ายุคไหนๆ แต่ผมก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนประเภทที่เอาเงินฟาดหัวแล้วเขาจะยอมคุณทุกอย่าง

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน คือความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพและให้เกียรติในหน้าที่และวิชาชีพของตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณดูแลลูกน้องคุณดี ลูกน้องก็จะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องไปกรอกหูว่าลูกค้าคือพระเจ้า

เพราะถ้าเราได้ทำหน้าที่หัวหน้าอย่างเต็มที่แล้ว ลูกน้อง(ส่วนใหญ่) ก็จะรับรู้ ซึมซับ และคิดได้เองว่าเขาควรจะทำหน้าที่ของเขาให้สมศักดิ์ศรีเช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ชนชั้นของภาษา

20151112_LanguageHierarchy

เมื่อวันก่อนมีนักเรียนจากอเมริกาเข้ามาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับงานวิจัยปริญญาโทของเขา

พอคุยกันเรื่องงานสื่อสารของผมเสร็จแล้ว เขาก็ถามด้วยความสงสัยเฉยๆ ว่า ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ในกรุงเทพนี่ตั้งใจเอาไว้ให้ใครอ่าน? (Who’s the target group?)

ที่เขาถามอย่างนี้ เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ป้ายโฆษณาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เขาเห็นตั้งแต่ออกจากสุวรรณภูมิแล้ว จึงนึกว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยว แต่พอเข้ามาในเมือง เขาก็เห็นอีกว่าป้ายก็ยังเป็นภาษาอังกฤษเยอะอยู่ดี สมมติฐานถัดมาก็คือ ป้ายโฆษณาเหล่านี้เอาไว้ให้ฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยอ่านรึเปล่า

ผมก็ออกความเห็นไปว่า เป้าหมายของป้ายโฆษณาเหล่านี้ก็คือคนไทยนี่แหละ แต่ที่ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์

ผมบอกเขาไปว่าสินค้าในเมืองไทย น้อยมากที่จะใช้ชื่อภาษาไทยเพราะมันจะทำให้ดูเป็นของราคาถูกหรือเชยไปเลย

สินค้า บริการ และชื่อร้านที่อยู๋ในเมืองส่วนใหญ่ถึงมีแต่ชื่อภาษาอังกฤษ (หรือถึงจะเป็นชื่อไทยก็ใช้อักษรภาษาอังกฤษ)

ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษถูกยึดโยง (associate) กับของที่มีราคาสูงกว่าและคุณภาพสูงกว่า ซึ่งย่อมหมายถึงสามารถตั้งราคาได้แพงกว่าและทำกำไรได้มากกว่านั่นเอง

ผมเดินไปหยิบหลอดยาสีฟันเดนทิสเต้มาให้เขาดู เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าบนหลอดไม่มีภาษาไทยเลย ทั้งๆ ที่เป็นของคนไทย

เล่าไปก็แอบรู้สึกอายไปด้วยเล็กน้อย ที่เรามีภาษาของเราเองแท้ๆ แต่กลับให้ “คุณค่า” และ “มูลค่า” กับภาษาต่างชาติมากกว่า

—–

ผมบอกเขาอีกว่า สำหรับเมืองไทย ถ้าไม่ตั้งชื่อยี่ห้อเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังมีอีกทางหนึ่งคือตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะนี่ก็เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์โดยที่แทบไม่ต้องลงทุนใดๆ เช่นกัน

ในเซเว่นเรามีไข่ต้ม ซึ่งราคาน่าจะเท่ากับไข่ลวก แต่ไข่ออนเซ็นจะกระโดดไปอีกราคาหนึ่งเลย

ที่ออฟฟิศผม ชั้น 9 จะมีโรงอาหาร ซึ่งก็มีร้านหนึ่งที่ตั้งชื่อเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ทั้งๆ ที่รสชาติอาหารก็ไม่ได้รู้สึกว่าญี่ปุ่นอะไร แต่ตั้งราคาจานละ 60-80 บาทกันเลยทีเดียว

——

ตอนผมเรียนปริญญาโทที่นิด้า มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Sociolinguistics

Socio -> society -> สังคม
Linguistics -> language -> ภาษา

วิชานี้จึงว่าด้วยความเชื่อมโยงของภาษาและสภาพสังคม

ภาษาของเราจะปรับเปลี่ยนไปตามคนที่เราสังคมด้วย เช่นเวลาคุยกับพ่อแม่เราพูดแบบหนึ่ง เวลาคุยกับเพื่อนเราพูดอีกแบบหนึ่ง และเวลาคุยกับหัวหน้าเราก็พูดอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนั้น ภาษายังบ่งชี้ถึงชนชั้นในสังคมอีกต่างหาก โดย “ภาพลักษณ์” ของภาษาหรือสำเนียงท้องถิ่นน่าจะไล่เรียงได้ตามนี้ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ คนอื่นอาจจะไม่ได้เรียงแบบนี้)

ภาษากลาง > ภาษาเหนือ > ภาษาใต้ > ภาษาอีสาน

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการบริษัทซอฟท์แวร์ชั้นนำของโลก ต้องสัมภาษณ์เด็กสองคนที่เก่งพอๆ กัน คนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนกรุงเทพ อีกคนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนอีสาน คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกคนไหน?

ในความเป็นจริง คงไม่มีคนอีสานคนไหนมาสัมภาษณ์งานประเภทนี้แล้วพูดภาษาอีสานหรอกครับ ด้วยรู้ตัวดีว่าจะทำให้เขา “ดูไม่ดี” เลยต้องตอบเป็นสำเนียงภาคกลางอยู่แล้ว

และด้วยความที่สำเนียงของคนกรุงเทพมีมูลค่าสูงที่สุดนั่นเอง (เมื่อเทียบกับภาษาไทยด้วยกัน) คนต่างจังหวัดจึงต้องหัดพูดภาษากลาง แต่คนกรุงเทพไม่เคยต้องหัดพูดภาษาของภาคอื่นเลย

—–

ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่ต้องการหยามเหยียดภาษาของภาคไหนเลยนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นบางมุมที่พวกเราอาจมองข้ามไป เพราะเรา “ลำเอียง” กับภาษาบางภาษาหรือสำเนียงบางสำเนียงซะจนชิน

เผื่อว่าในอนาคต เจอใครที่พูดสำเนียงไม่เหมือนเรา เราจะได้รู้ทันความลำเอียงของตัวเอง

และเผื่อว่าเจอใครที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ ก็จะได้ไม่เผลอคิดไปว่าเขาเก่งกว่าเราเสียทุกเรื่องครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”