ดาร์คมาต้องดาร์คกลับ?

20161012_dark

สองสามวันมานี้มีคลิปวีดีโอตัวหนึ่งที่ go viral (มีคนดู/คนแชร์สูง) นั่นคือคลิปเรื่อง “ขับรถ…อย่าไปเครียด” ของเพจ เครื่องเสียง รถยนต์ ชลบุรี Powersoundv9 ซึ่งมีคนดูไปแล้วกว่าหนึ่งล้านสามแสนครั้ง

เชื่อว่าคนดูคงชอบความแปลกใหม่ของ “แม่ญ่านาง” (เข้าใจว่าสะกดด้วย ญ.หญิง เพื่อให้ดูเก๋ไก๋) รวมทั้งเรื่องราวที่ใกล้ตัวที่คนไทยทุกคนเคยประสบมา

นั่นคือความไร้น้ำใจบนท้องถนน

เขาไม่ยอม เราก็ไม่ยอม

เขาจะเปลี่ยนเลน เราก็เร่งเครื่องปิดทางไม่ให้เขาเปลี่ยน

เขาปาดหน้ามา เราต้องปาดกลับ

เป็นการฟาดฟันที่ค่อนข้างไร้สาระ เพราะโอกาสสูงมากที่จะแพ้ทั้งคู่ และถึงจะมีใครชนะ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้น และถึงจะไปถึงที่หมายเร็วขึ้น เราก็เอาเวลาที่ได้มาไปผลาญกับไลน์หรือเฟซบุ๊คอยู่ดี

เรื่องราวของคลิปนี้ เริ่มต้นจากรถสองคันที่ไม่ยอมกัน คันหนึ่งเป็นเด็กแว้นๆ ส่วนอีกคันเป็นอาเฮียอายุประมาณ 40

ในจังหวะที่อาเฮียกำลังจะลงไปเอาเรื่องกับเด็ก จู่ๆ แม่ญ่านางก็โผล่มาเตือนสติและเสนอแนะวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้ใจเย็นลง

จังหวะที่ผมชอบที่สุด เกิดในนาที 4:56

เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว จิตใจของอาเฮียและเด็กแว้นยังเต็มไปด้วยโทสะ

แต่หลังจากที่อาเฮียคิดได้ และตัดสินใจถอยรถเปิดทาง แววตาของเด็กแว้นก็เป็นประกายขึ้นมา

น้ำใจที่อาเฮียหยิบยื่นให้เด็กแว้น ได้ไปจุดประกายความดีงามที่อยู่ในใจเด็กแว้นด้วยเช่นกัน

และแม้คลิปจะจบลงตรงนี้ ผมก็นึกภาพออกเลยว่า ถ้าเด็กแว้นขับไปเจอรถคันอื่น เขาก็น่าจะมีน้ำใจเปิดทางให้คันอื่นบ้าง

Martin Luther King Jnr เคยกล่าวไว้ว่า

“Darkness cannot drive out darkness: only light can do that.
Hate cannot drive out hate: only love can do that.”

ความมืดไม่อาจทำลายความมืดได้ มีแต่แสงสว่างเท่านั้นที่ทำได้
ความเกลียดชังไม่อาจทำลายความเกลียดชังได้ มีแต่รักเท่านั้นที่ทำได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอคนอื่นดาร์คใส่ การที่เราจะดาร์คกลับนั้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว ไม่ต้องใชสติปัญญาอะไรเลย

แต่คงจะดีกว่า ถ้าเราจะระลึกถึงคำพูดนี้ของลูเธอร์คิง และนึกถึงแววตาเป็นประกายของเด็กแว้นในคลิปหนังเรื่องนี้

เราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง เอามันมาช่วยจุดประกายให้คนอื่นบนท้องถนนกันนะครับ


ขอบคุณรูปภาพและประกายความคิดจากคลิปเรื่อง “ขับรถ…อย่าไปเครียด” ของเพจ เครื่องเสียง รถยนต์ ชลบุรี Powersoundv9

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

เคล็ดลับการทำงาน: จิบน้ำก่อนปากแห้ง

20161110_drymouth

สมัยเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนโดราเอมอนภาคพิเศษ ถ้าพวกโดราเอมอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอมอนจะเป็นคนคอยคุมจังหวะว่า ควรจะพักตอนไหน

เพราะถ้าบินยาวๆ โดยไม่พักเลย คอปเตอร์ไม้ไผ่จะแบตหมดเร็ว

ตอนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการหยุดพักบ่อยๆ มันทำให้ใช้แบตได้ยาวนานขึ้นยังไง


คนที่ติดตามบล็อกของผมมาซักพัก อาจจะเคยได้อ่านตอนที่ผมเล่าถึงการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกของผม ที่กว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ

หนึ่งในคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการวิ่งคราวนั้นของผมอย่างมาก มาจากรุ่นน้องที่ชื่อพีธซึ่งวิ่งแทบจะเป็นอาชีพไปแล้ว

ตอนที่ผมซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน ผมมักจะซ้อมวิ่งรวดเดียวจบแล้วค่อยกลับมาดื่มน้ำที่บ้าน ผมเลยถามพีธว่า ตอนวิ่งแข่ง ควรจะวิ่งไปไกลๆ ก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ หรือควรจิบน้ำตามสเตชั่นที่มีทุกสองกิโลเมตร

พีธรีบบอกผมทันทีว่า “จิบไปเรื่อยๆ เลยพี่ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง”

เรื่องนี้สำคัญต่อการวิ่งอย่างมาก เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้ง ก็แสดงว่าร่างกายของเราเริ่มขาดน้ำแล้ว

ถ้าไม่ได้คำแนะนี้ ผมอาจจะวิ่งไม่ครบ 21 กิโลก็ได้


ผมเคยอ่านเจอมาว่า ถ้าเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าตอนบ่ายแก่ๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรง หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้ก็คือการลุยงานแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเช้า

ดังนั้น ถ้าอยากจะมีแรงทำงานได้ตลอดวัน เราจึงต้องคอยเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าให้หยุดพักบ่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เหนื่อยก็ตาม

โดยเราอาจจะใช้เทคนิค Pomodoro ที่ทำงาน 25 นาที่ และหยุดพัก 5 นาที เป็นต้น


หยุดพักก่อนที่จะล้า

จิบน้ำก่อนที่ปากจะแห้ง

หยุดบินก่อนที่แบตจะหมด

ถนอมร่างกายของเราไว้ จะได้มีแรงทำงานได้อย่างตลอดรอดฝั่งครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คนจะลืมสิ่งที่เราพูด

20161010_peopleforget

“People will forget what you said,
People will forget what you did,
But people will never forget how you made them feel.”
-Maya Angelou


อ่านถ้อยคำนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเรียนอยู่ที่ Asian University อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองพัทยาประมาณ 40 นาที

เนื่องจากมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนทางหลวง 331 แถบนั้นจึงไม่มีร้านค้าใหญ่ๆ เลย ถ้านักศึกษาคนไหนอยากจะเข้าเมืองก็ต้องมาลงชื่อเพื่อจองที่นั่งในรถตู้ ซึ่งจะพาเรามาส่งที่โลตัสก่อนถึงซอยเทพประสิทธิ์ตอนบ่ายแก่ๆ แล้วจะแวะมารับเราอีกครั้งตอนหนึ่งทุ่มตรง

อยู่มาวันหนึ่งผมแยกไปทำธุระคนเดียว แล้วกลับมาที่ป้ายรถเมล์หน้าโลตัสช้าไปหน่อย ปรากฎว่าไม่มีนักศึกษาคนไหนเหลืออยู่แล้ว แสดงว่ารถตู้มารับกลับไปหมดแล้ว และพี่คนขับเขาคงลืมไปว่าผมจะกลับด้วย

งานเข้าสิครับ เพราะอีกทางเดียวที่จะกลับเข้ามหาลัยได้นั้นคือการเหมารถสองแถวเข้าไป ระยะทางก็หลายสิบกิโล แถมทางที่ไปก็เปลี่ยว การนั่งสองแถวไปคนเดียวจึงเสี่ยงไม่น้อย

ตอนนั้นผมยังไม่มีโทรศัพท์มือถือด้วย เลยต้องไปใช้โทรศัพท์สาธารณะโทร.หาไก่ เพื่อนร่วมรุ่นวิศวะที่อยู่ที่หอ เล่าปัญหาให้เขาฟังเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้

วางหูแล้วผมก็กลับไปรอที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ผ่านไปซักพัก รถตู้มหาลัยก็วิ่งมาจอด ปรากฎว่าพี่คนขับเขาไม่ได้ลืมผมหรอก เพียงแต่ว่าเขาต้องไปรับคนที่จุดอื่นพอดีและเห็นว่าผมยังไม่มา เลยแวะไปรับคนกลุ่มนั้นก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมารับผมที่โลตัสอีกครั้ง

พอได้ขึ้นมานั่งบนรถตู้แล้ว ผมจึงขอยืมโทรศัพท์มือถือน้องนักศึกษาในรถ โทร.หาไก่อีกรอบเพื่อจะบอกว่า ไม่เป็นไรแล้วนะ มีรถกลับแล้ว

ปรากฎว่าไก่กำลังอยู่บนรถของอาจารย์พงษ์จันทร์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่พักอยู่ที่หอ

ไก่เอาเรื่องของผมไปเล่าให้อาจารย์ฟัง เลยตัดสินใจกันว่าออกมารับผมดีกว่า

พอรู้ว่าผมอยู่บนรถตู้แล้ว อาจารย์จึงตีรถกลับ เรื่องทุกอย่างจึงแฮปปี้เอนดิ้ง

แม้ผมกับไก่จะไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์นี้กันอีก แต่ผมก็ไม่เคยลืมมันเลย

เพราะทั้งสองคนทำให้ผมรู้สึกว่า เออ ยังมีคนเป็นห่วงเราและมีน้ำใจที่จะออกจากมหาลัยตอนสองทุ่มกว่า ขับรถ 40 นาทีผ่านเส้นทางเปลี่ยวๆ เพื่อมารับผมเพียงคนเดียว

“People will forget what you said,
People will forget what you did,
But people will never forget how you made them feel.”

คนจะลืมสิ่งที่เราพูด คนจะลืมสิ่งที่เราทำ แต่เขาจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เราทำให้เขารู้สึก

ขอให้ผู้อ่านได้มีโอกาสสร้างความรู้สึกดีๆ กับคนรอบข้างนะครับ

เพราะเขาจะจำมันไปอีกนานเลยล่ะ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตมอบโอกาสที่สองให้เราเสมอ

20161009_secondchance

โอกาสนั้นมีชื่อว่า “วันพรุ่งนี้”

“Life always offers you a second chance.
It’s called Tomorrow.”

– Nicolas Sparks


ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะผิดพลาด

เพราะถ้าเราไม่ผิดพลาดเลย นั่นก็แสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากเดิมเลย

ซึ่งก็หมายความว่าเราแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

ความผิดพลาดคือโอกาสทองให้เราได้เรียนรู้

และความผิดพลาดส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้นเราจึงมีโอกาสอีกหลายครั้งที่จะทำมันให้ถูกต้อง

สิ่งสำคัญคือเราต้องเลิกฟูมฟายหรือเสียดายกับความผิดพลาดที่ผ่านพ้นไปแล้ว และหันมาสนใจว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ผิดพลาดเรื่องเดิมอีก

และถึงแม้พรุ่งนี้จะพยายามแล้วก็ยังผิดพลาดอยู่ ก็อย่าเพิ่งตีอกชกตัว เพราะในเวลาแบบนี้ คนที่ต้องการความเมตตาจากเราที่สุดก็คือตัวเราเอง

วันมะรืนยังมี วันมะเรื่องก็ยังมี

ขอแค่ตั้งใจและคอยตรวจสอบตัวเอง

มันต้องถูกเข้าซักวันแน่นอน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คิดจะลดน้ำหนัก อย่าหวังพึ่งแรงใจ

20161009_loseweight

เมื่อวานนี้ได้อ่านบทความดีๆ จาก Ted.com เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังครับ

ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไบรอัน แวนซิงค์ (Brian Wansink) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลนามได้ทำการวิจัยกว่า 1200 ครั้งเกี่ยวกับอุปนิสัยการกินของมนุษย์

สิ่งสำคัญที่เขาได้พบก็คือ คนเรานั้นเป็น “ทาสของสภาพแวดล้อม” (We are utterly at the mercy of our environment)

แต่ละวัน เราต้องตัดสินใจเรื่องการกินมากมาย ไม่ใช่แค่จะกินอะไร แต่จะสั่งธรรมดาหรือสั่งพิเศษ จะปรุงด้วยอะไร จะกินให้หมดจานรึเปล่า แล้วจะต่อจานที่สองหรือไม่*

การตัดสินใจเหล่านี้ เรามักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว และปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเราก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา (environmental cues)

และนี่คือการค้นพบบางส่วนจากงานวิจัยของไบรอันครับ

เรากินด้วยตา ไม่ได้กินด้วยท้อง ไบรอันเคยทดลองให้คนมานั่งกินซุปจากถ้วย แต่ถ้วยบางถ้วยจะมีท่อใต้โต๊ะที่คอยรีฟิลซุปในถ้วยนั้นโดยที่คนกินไม่รู้ตัว ปรากฏว่าคนที่กินซุปจากถ้วยรีฟิลจะกินมากกว่าคนที่กินซุปจากถ้วยธรรมดาถึง 73% แต่คนที่กินถ้วยรีฟิลนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอิ่มกว่าแต่อย่างใด ไบรอันบอกว่า we tend to eat with our eyes and not our stomach ซึ่งหมายความว่า คนเรามักจะวัดว่ากินไปมากน้อยแค่ไหนจากสิ่งที่ตาตัวเองเห็น ไม่ใช่จากสิ่งที่ท้องรู้สึก

ยิ่งใช้จานใหญ่เราจะยิ่งกินมากขึ้น เหตุผลก็คืออาหารขนาดเดียวกันนั้นจะดูน้อยทันทีเมื่อมันไปอยู่ในจานที่ใหญ่ขึ้น (ถ้าใครไปเมืองนอกจะเห็นเลยว่าฝรั่งใช้จานใหญ่มาก ก็ไม่แปลกที่เขาจะอ้วนกว่าคนไทยเรา)

สีของจานก็มีผล ถ้าจานนั้นมีสีเดียวกับอาหารที่เรากิน เรามักจะตักอาหารใส่จานมากกว่าจานที่มีสีต่างจากอาหารถึง 22% เพราะเวลาคนเราตักอาหารใส่จาน เรามักจะไม่ได้จ้องมองว่าเราใส่ไปเท่าไหร่ แต่ใช้สายตารอบนอกที่เรียกว่า peripheral vision ในการชำเลืองมอง และถ้าสีจานกับสีอาหารมันกลืนกัน เราก็มีแนวโน้มที่จะตักอาหารใส่มากกว่าจานที่มีสีตัดกับอาหาร

ยิ่งเห็นชัดก็ยิ่งกินเยอะ ลูกอมที่อยู่ในขวดโหลใสนั้นจะถูกกินมากกว่าลูกอมที่อยู่ในขวดโหลขุ่นถึงสองเท่า แต่เราสามารถใช้ข้อเท็จจริงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ไบรอันได้ถ่ายรูปในครัวของผู้หญิงกว่าสองร้อยคน แค่เพียงดูจากรูปก็จะรู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนไหนมีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเยอะหรือน้อย ถ้าในรูปมีน้ำอัดลมวางอยู่บนโต๊ะทานข้าว ผู้หญิงเจ้าของครัวนั้นมักจะหนักกว่าผู้หญิงที่ไม่มีน้ำอัดลมอยู่บนโต๊ะถึง 10 กิโลกรัม และถ้าผู้หญิงคนไหนมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะแม้เพียงแค่ชิ้นเดียว ก็มักจะมีน้ำหนักน้อยว่าค่าเฉลี่ยถึง 5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นข้อยืนยันเป็นอย่างดีของพลังของไดเอ็ตสไตล์ “เห็นอะไรเราก็กินอันนั้น” (“See-food diet” เล่นคำกับ seafood diet)

จุดที่วางก็มีผล แค่วางโถขนมให้ห่างออกไปจากโต๊ะซัก 2 เมตรก็ทำให้เรากินขนมนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แถมในการสังเกตการณ์พฤติกรรมของคน 213 คนในร้านบุฟเฟ่ต์ก็พบว่า คนที่ผอมกว่า (ค่า BMI ต่ำกว่า) มักจะนั่งหันหลังให้ไลน์อาหาร และคนที่นั่งใกล้กับหน้าต่างหรือทางเข้า ก็มักจะกินสลัดเยอะและของหวานน้อย (อาจเพราะรู้สึกว่ามีคนผ่านไปผ่านมาเยอะ) ขณะที่คนที่นั่งด้านในสุดจะทำตรงกันข้ามกันเลยคือกินสลัดน้อยและซัดของหวานเต็มพิกัด

แม้กระทั่งเสียงและระดับแสงก็มีผล ไบรอันได้ลองเปลี่ยนร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งด้วยการลดแสงลงครึ่งหนึ่งและเปิดเพลงซอฟท์ๆ เบาๆ ผลก็คือลูกค้ากินน้อยลง กินช้าลง และรู้สึกอร่อยมากขึ้นด้วย

พวกเราเกือบทุกคนเชื่อว่าตัวเองนั้นฉลาดว่าจานที่อยู่ข้างหน้าเรา แต่จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับได้ว่าสภาพแวดล้อมก็มีผลกับเราไม่น้อย ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะ

ถ้าให้ผมสรุปก็คือ ถ้าเราอยากจะปรับปรุงวิถีการกินของเรา ก็ควรเริ่มจากปรับสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและที่ทำงาน เช่นใช้จานให้เล็กลง หาผลไม้มาวางไว้ใกล้ตัว วางขนมที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ไปอยู่ในที่ที่หยิบได้ยากขึ้นซักหน่อย

เท่านี้ เราก็จะเริ่มมีสุขภาพและหุ่นที่ดีได้โดยไม่ต้องใช้ความมุ่งมั่นเกินคนธรรมดา

ไบรอันกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“การลดความอ้วนด้วยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมน้้นง่ายกว่าการใช้ความมุ่งมั่นเยอะเลย เพราะการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแค่ครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของเราไปตลอดชีวิต”


* ต้นฉบับพูดเรื่องการกินซีเรียล (Cereal) ผมเลยขอเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทคนไทยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Ted.com Want to eat well? Forget about willpower 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com