เบรคไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราขับรถช้าลง

20170629_brake

เบรคมีไว้เพื่อให้เราขับรถได้เร็วขึ้นต่างหาก

ลองนึกดูก็ได้ว่า ถ้าเราต้องขับรถที่ไม่มีเบรค เราจะกล้าขับเร็วแค่ไหน? เผลอๆ เราไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นรถคันนั้นด้วยซ้ำ

แต่ถ้าเรารู้ว่ารถยนต์คันนี้มีเบรค เราจะกล้าเหยียบคันเร่ง เพราะเรามั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เบรคจะช่วยให้เราปลอดภัย

การมีเบรคในชีวิตจึงไม่ได้ทำให้เราไปได้ช้าลง ตรงกันข้าม มันทำให้เรากล้าไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นต่างหาก

ดังนั้น หากเรากำลังจะทำอะไรบางอย่างแล้วมีคนท้วงติง (เช่นพ่อแม่) เราก็ไม่ควรจะรำคาญท่าน ต้องขอบคุณท่านเสียอีกที่ทำให้เรามั่นใจว่า หากเรากระโดดคว้าดาวแล้วพลาดตกลงมา อย่างน้อยเราจะยังมีคนคอยโอบอุ้มและเยียวยาเรา

รถยนต์มีเบรคเพื่อให้เรากล้าขับรถเร็วฉันใด ชีวิตเราก็ควรมีเบรคเพื่อให้เรากล้าคิดทำการใหญ่ฉันนั้นครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Sarhad Choudhary’s answer to What is the best thing that you read today? 

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

อย่าเอามือเปื้อนสบู่ไปขยี้ตา

20170628_handfullofbubble

ปรายฝน ลูกสาวของผมอายุได้ขวบ 8 เดือนแล้ว

ทุกคืนก่อนเข้านอน ผมจะมีหน้าที่พาปรายฝนเปลี่ยนผ้าอ้อม แปรงฟัน แล้วก็ล้างมือ

ปรายฝนโปรดปรานการล้างมือมาก ผมจะเป็นคนอุ้มเขาขึ้นมาแล้วเอียงตัวไปใกล้ๆ ก๊อกน้ำให้เขาเปิดน้ำเอง จากนั้นปรายฝนก็จะเรียกร้องให้ผมกดฟองสบู่คิเรอิใส่มือให้เขาได้ถูมือไปมา เดาว่าเขาคงชอบความรู้สึกลื่นๆ และกลิ่นที่หอมติดมือ

แต่เมื่อคืนก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อปรายฝนนึกสนุกตบมือในขณะที่ฟองสบู่ยังเต็มมืออยู่ ฟองก็เลยกระเด็นไปโดนกระจกและโดนหน้าผม ก่อนที่จะห้ามไว้ทันฟองก็กระเด็นใส่ตาปรายฝนเสียแล้ว

ปรายฝนรีบเอามือซ้ายไปขยี้ตา ผมก็รีบคว้ามือปรายฝนออก (แต่เค้าขยี้ไปทีสองทีแล้วนะครับ) พอจับมือซ้ายเขาไว้ เขาก็เอามือขวาขึ้นมาขยี้ตาแทน (ตอนนั้นมือผมว่างแค่มือเดียวเพราะอีกมืออุ้มปรายฝนอยู่) ผมเลยต้องรีบวางปรายฝนลงแล้วจับมือเขาไว้ทั้งสองข้าง พาไปล้างมือให้สะอาดในห้องอาบน้ำก่อน แล้วค่อยเอาน้ำมาล้างหน้าล้างตาให้พอหายปวดแสบปวดร้อน

ระหว่างที่เช็ดตัวให้ปรายฝนที่กำลังยืนงงๆ ว่า ทำไมยิ่งขยี้ตาก็ยิ่งแสบตา ผมก็คิดได้ว่าบางทีผู้ใหญ่เราก็มีอาการอย่างนั้นเหมือนกัน

อาการของคนที่รีบขยี้ตาทั้งๆ ที่มือยังเปื้อนสบู่อยู่

ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่มานั่งถกกันว่าใครถูกใครผิด ทั้งๆ ที่อารมณ์ยังคุกรุ่น

หรือคนมีชื่อเสียงที่ออกมาแถลงข่าวเพื่อพยายามกลบเกลื่อนเรื่องที่คนสงสัย

หรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ที่เรารีบร้อนแก้ไขแต่พอทำไปแล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝุ่นละอองในชีวิตทำให้เราแสบตา

ก่อนจะทำอะไร อย่าลืมล้างมือ-ล้างใจก่อนทุกครั้งนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

ถ้าวันนี้มีคนมาขอเงิน 30 บาท

20170628_30baht

คุณจะให้เค้ามั้ย?

และถ้าพรุ่งนี้มาขออีก 30 บาท คุณจะยังให้เค้ามั้ย?

และถ้ามะรืนนี้มาขออีก 30 บาทล่ะ?

ต่อให้เราฐานะดีหรือใจบุญแค่ไหน เราก็คงไม่ยอมยื่นเงินให้ใครฟรีๆ ได้นานนัก

แต่ถ้าเปลี่ยนเงิน 30 บาท เป็นเวลา 30 นาทีล่ะ?

วันนี้เรายอมให้ใครบางคนมาโขมยเวลาเราไปครึ่งชั่วโมงบ้างรึเปล่า?

และพรุ่งนี้เราก็ยังจะยอมให้ใครมาเอาเวลาเราไปอีกครึ่งชั่วโมงรึเปล่า?

มะรืนนี้ก็ยังยอม และวันต่อไปก็ยังยอมรึเปล่า?

“ใครบางคน” ในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นคนรู้จักที่โทร.มาบ่นโน่นบ่นนี่ให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเฟซบุ๊คของคุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณทำเสร็จแล้วแอบมารู้สึกเสียดายเวลาทีหลัง

“Time is what we want most, but what we use worst.”
-William Penn

เวลาคือสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่เราใช้อย่างไม่ระมัดระวังที่สุดเช่นกัน

ถ้าเรา “หวงแหนเวลา” ของเราพอๆ กับที่เรา “หวงแหนเงิน” เราคงไม่ใช้จ่ายมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้

จริงๆ แล้วเราควรหวงเวลามากกว่าหวงเงินด้วยซ้ำไป

เพราะเงินนั้นหาใหม่ได้เสมอ

แต่เวลานั้นหมดแล้วหมดเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Eric Barker: This Is How To Be Productive: 4 Secrets From The Stoics

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คิดเสียว่าแฟนคือลูกคนหนึ่ง

20170626_lover_children

วันก่อนผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของ Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love  แล้วเจอประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก

เขาบอกว่าให้เรามองแฟน/ภรรยา/สามี เหมือนเรามองลูก ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่เพื่อให้เราเป็นคนที่เมตตาและใจเย็นกว่านี้

เวลาที่ลูกของเรางอแง หรือพูดว่า “หนูเกลียดพ่อแล้ว” เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องขำๆ และเราจะพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้นออกมา อาจจะหิวรึเปล่า ปวดฟันรึเปล่า โกรธใครมารึเปล่า

แต่กับผู้ใหญ่เรากลับไม่ทำอย่างนั้น ถ้าแฟนบ่นว่าวันนี้เหนื่อย ขออยู่คนเดียวหน่อยได้มั้ย เราจะรู้สึกเจ็บปวดและงอนแฟนขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ถ้าเราใช้ทัศนคติแบบเดียวกับที่เราคุยกับลูก เราจะไม่เฮิร์ทและไม่ take it personally เราจะมีใจที่เป็นกลางพอที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แฟนแสดงอาการอย่างนี้ออกมา

ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งเราและเขาต่างก็เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องมีเมตตาต่อกันให้มากๆ เหมือนที่เรามีความเมตตาให้กับลูกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราเปลี่ยนไพ่ในมือไม่ได้

20170626_cards

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดร.แรนดี้ เพาช์ อาจารย์ด้าน Computer Science โด่งดังไปทั่วโลกจากการขึ้นพูด The Last Lecture ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ในวันที่เขารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน

หนึ่งในประโยคที่กินใจผมถึงทุกวันนี้ คือคำพูดที่ว่า เมื่อไพ่ถูกแจกมาอยู่ในมือเราแล้ว เราไม่สามารถขอเปลี่ยนไพ่ได้ ทำได้เพียงเล่นมันให้ดีที่สุด

“We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.”
-Randy Pausch

แรนดี้ได้รับไพ่มะเร็งตับอ่อน (โรคเดียวกับที่คร่า Steve Jobs) ในวันที่ลูกทั้งสามยังตัวเล็กอยู่เลย

แรนดี้อาจเลือกที่จะตีโพยตีพายกับความโชคร้ายของเขาก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะขึ้นเวที The Last Lecture เพื่อพูดเรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง (Achieving Your Childhood Dreams) โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อลูกๆ เขาโตพอ จะได้ฟังและเข้าใจคำสอนที่พ่อตั้งใจทิ้งไว้ให้

เราแต่ละคนได้รับไพ่มาไม่เหมือนกัน บางคนมีวัยเด็กที่สมบูรณ์และมีครอบครัวที่อบอุ่น ขณะที่บางคนบ้านแตกสาแหรกขาด บางคนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ขณะที่บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนหน้าตาดีจนใครเห็นก็เอ็นดู ในขณะที่บางคนถูกเพื่อนล้อเพราะขี้เหร่

แต่ในเมื่อไพ่ถูกแจกมาที่เราแล้ว การถามว่า “ทำไมฟ้าไม่ยุติธรรม” รังแต่จะทำให้เราเสียกำลังใจ สู้เอาสติและปัญญามาขบคิดว่า “แล้วจะเล่นไพ่ของเรายังไง” เพื่อให้เราชนะในเกมชีวิตนี้ได้จะดีกว่า

ถ้าเงินไม่ค่อยมี เราก็ต้องขยันกว่านี้ ถ้าหน้าตาไม่ค่อยดี เราก็ต้องอดทนมากกว่าคนอื่นอีกหน่อย

หากเรา “เล่นไพ่” อย่างมีสติ และไม่ “หมอบ” ไปเสียก่อน

วันหนึ่งเราต้องจั่วได้ไพ่ดีๆ บ้างแหละน่า


ป.ล. ดร.แรนดี เพาช์ จากไปอย่างสงบในวันที่ 25 กรกฎาคม 2008 วีดีโอ The Last Lecture ความยาว 75 นาที มีคนดูไปแล้วกว่า 18 ล้านครั้ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives