เร็วแต่ไม่รีบ

20170824_fast

“Be quick, but don’t hurry.”
-John Wooden

คำสองคำที่ดูจะคล้ายกันแต่หากหยุดคิดดีๆ แล้วจะเจอความต่าง

ไม่ว่าจะเป็น “สงสาร” กับ “เมตตา” goo.gl/dzcnAq

หรือ “จริงจัง” กับ “เคร่งเครียด” goo.gl/7Hnxpr

วันนี้ผมก็ไปเจออีกสองคำที่คล้ายคลึงกัน คือคำว่า “เร็ว” กับ “รีบ”

เร็ว ทำให้ประหยัดเวลา
รีบ จะยิ่งช้า เพราะต้องกลับมาแก้

เร็ว พอดีๆ คุณภาพงานไม่ตก
รีบ ไม่มีทางพอดี และงานมักไม่ได้มาตรฐาน

เร็ว แต่เปี่ยมไปด้วยสติ
รีบ มักขาดสติ

เร็ว เพราะเริ่มในเวลาที่ควรเริ่ม
รีบ เพราะเริ่มนาทีสุดท้าย

เร็ว เพราะคิดแล้วลงมือทำ
รีบ เพราะลงมือทำโดยไม่คิด

เร็ว เพราะทำเต็มความสามารถไม่ว่อกแว่ก
รีบ เพราะมัวแต่ไปแวะข้างทาง

เร็ว หัวหน้าจะชื่นชม
รีบ หัวหน้าจะว่าว่าเราชุ่ย

เร็ว จะได้กลับบ้านไปเจอคนที่เรารัก
รีบ ถึงจะอยู่บ้านก็ไม่ได้คุยกันอยู่ดี

“Be quick, but don’t hurry.”

เร็วได้ แต่อย่ารีบนะครับ


UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อย่าขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้

20170823_easierlife

แต่ขอให้เราเก่งกว่านี้

“Don’t wish it was easier, wish you were better.
Don’t wish for less problems, wish for more skills.
Don’t wish for less challenge, wish for more wisdom”

― Jim Rohn

การขอให้ชีวิตง่ายกว่านี้มีจุดอ่อนอยู่สองข้อ

ข้อแรกคือเราสั่งมันไม่ได้ เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ข้อสองคือต่อให้เรา”โชคดี” ได้มีชีวิตที่ง่ายขึ้นจริงๆ เราก็จะสูญเสียโอกาสในการเติบโต

ถ้าเราตั้งใจจะอยู่บนโลกนี้ไปอีกซักพัก ยังไงก็ต้องได้เจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้น หนักหน่วงขึ้นแน่ๆ

ความยากลำบากที่เราประสบในตอนนี้ จึงเป็นนาทีทองที่จะขัดเกลาให้ตัวเองเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และมีภูมิคุ้มกันที่จะรับมือกับปัญหาอื่นๆ ที่เราจะต้องเจอในวันข้างหน้า

ดังนั้นอย่าหนีปัญหา หันไปเผชิญหน้ากับมันแล้วก้าวข้ามมันไปให้ได้

แล้วตัวเราเองในอนาคต จะมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

ทำให้งานมีความสุข

20170822_happywork

หลายคนคงเคยเห็นภาพวงกลมสามวงวางเหลื่อมกันอยู่

วงกลมแรกคือสิ่งที่เราชอบทำ

วงกลมที่สองคือสิ่งที่เราทำได้ดี

วงกลมที่สามคือสิ่งที่มีประโยชน์

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ คือคนที่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่วงกลมทั้งสามวางซ้อนกัน

คือเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำได้ดี และทำแล้วมีประโยชน์จนคนอื่นยอมจ่ายเงินให้เรา

ถ้ามองวงกลมทั้งสามวงนี้โดยเอา “ความสุขเป็นตัวตั้ง”

สิ่งที่เราชอบทำ ก็คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

สิ่งที่มีประโยชน์ คือสิ่งที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

แล้วสิ่งที่เราทำได้ดีล่ะ?

ตอนแรกผมคิดเล่นๆ ว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ “พระเจ้า” มีความสุข เพราะมันเป็นความสามารถที่พระเจ้าบนสวรรค์มอบมาให้เรา หรือที่เราเรียกว่า “พรสวรรค์” นั่นเอง

แต่ก็มีคนบอกอีกว่า พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และยิ่งฝึกฝนเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น

ผมเลยคิดว่า วงกลมของสิ่งที่เราทำได้ดี ก็คือวงกลมของสิ่งที่เราทำให้ “งานมีความสุขนั่นเอง”

—–

วิธีการจัดบ้านแบบ Konmari” คือหนึ่งในบทความที่ดีที่สุดของ Anontawong’s Musings เพราะถูกแชร์ไปร่วม 49,000 ครั้ง และโดนอ่านไป 244,000 ครั้ง (ใครไม่เคยอ่านขอแนะนำอย่างยิ่งนะครับ)

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่คอนโดะ มาริเอะ สอนพวกเรา คือให้มองสิ่งของเครื่องใช้ราวกับว่ามันมีชีวิต

ยกตัวอย่างเช่นวิธีการเก็บถุงเท้า

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อนหลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

—–

ถ้าเรามองว่าถุงเท้ามีชีิวิตได้ เราก็น่าจะมองว่างานของเรามีชีวิตได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ที่เราเขียน เอ๊กเซลที่เราใส่สูตร หรือสไลด์ที่เราดีไซน์

ขอยกตัวอย่างสไลด์พาวเวอร์พอยท์แล้วกันนะครับ

ทุกคนน่าจะเคยได้นั่งดูคนพรีเซนท์หลายๆ คน บางคนก็ทำพรีเซนท์มาสวยมาก ขณะที่บางคนก็ทำพรีเซนท์ออกมาได้ทรมานคนดูมาก

คิดภาพว่าเราอยู่ในการ์ตูนของพิกซ่าร์ เวลามนุษย์หายไปหมดแล้ว สไลด์ต่างๆ ก็จะเริ่มคุยกัน

“เฮ้ย สไลด์ของนายเลือกภาพสวยมากเลยว่ะ”

“สไลด์ของยูก็เท่ คำน้อยๆ ไม่กี่คำ แต่โคตรอิมแพคเลย”

“สไลด์ของเธอก็เล่าเรื่องได้พีคมาก ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล”

แล้วก็จะมีสไลด์อีกอันที่ไม่มีใครพูดถึง มันคงไปนั่งหลบมุมเพราะรู้ตัวว่ามันไม่สวย ใช้คำเยอะแยะ ภาษาอังกฤษง่ายๆ ก็ยังสะกดผิด ใช้สีฉูดฉาดจนอ่านไม่รู้เรื่อง เรื่องราวก็จับต้นชนปลายไม่ถูก

มันคงเป็นสไลด์ที่มีปมด้อย ไม่กล้าคุยกับใครไปอีกนานแสนนาน

—–

งานที่เราชอบ คืองานที่เราทำแล้วเรามีความสุข

งานที่มีประโยชน์ คืองานที่เราทำแล้วคนอืื่นมีความสุข

งานที่เราทำได้ดี คืองานที่เราทำแล้ว “งานมีความสุข”

มันคืองานที่จะไปอวดเพื่อนๆ ได้ว่า ผู้ให้กำเนิดฉันนั้นสร้างฉันมาอย่างตั้งใจ ด้วยทักษะที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นแรมปี

ทำได้เช่นนี้แล้ว ความสำเร็จจะไปไหนเสีย

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

จะเป็นอะไรก็ตาม

20170821_beagoodone

เป็นให้ดีก็แล้วกัน

“Whatever you are, try to be a good one.”
Makepeace Thackeray *

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้รับข่าวดีในกรุ๊ปไลน์ของศิษย์เก่า Asian U ว่า “ต้อง” ปิยะพงษ์ สีหะวงษ์ ได้เข้ารอบสุดท้าย The Maestro Barista Challenge ซึ่งจะแข่งรอบชิงชนะเลิศในวันถัดมา

ต้องเป็นน้องรหัสของผม ตอนเรียนก็เตะบอลด้วยกันแทบทุกวัน และตั้งแต่จบมา น้องรหัสคนนี้ก็จะหมั่นโทร.มาอวยพรวันเกิดหรือแวะมาหาเวลาที่เข้ากรุงเทพ

ผมรู้ว่าต้องเปิดร้านกาแฟที่ศรีสะเกษ (บ้านเกิดของเขา) มาพักใหญ่แล้ว แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยเพราะผมไม่กินกาแฟ พอได้รู้ว่าต้องได้เข้ารอบชิงการแข่งขันบาริสต้าเลยอดแปลกใจและดีใจไปกับเขาไม่ได้

วันอาทิตย์ (เมื่อวานนี้) เลยได้ดีใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อทราบว่าต้องชนะเลิศรายการนี้และจะได้ไปแข่งต่อที่อิตาลี!

มันทำให้ผมนึกถึงบทความที่อาจารย์เกตุวดี Marumura เขียนถึงร้านขนมญี่ปุ่นเล็กๆ ชื่อ ‘โอซาสะ’ ที่ขายขนมแค่ 2 ชนิด แต่ก็มีคนมาเข้าแถวรอแต่เช้าทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์บางคนมารอตั้งแต่ตี 1 หรือตี 2!

ขนมสองชนิดที่ว่า คือวุ้นถั่วแดงรสหวานกลมกล่อมอย่างมีเอกลักษณ์ และมีจำหน่ายเพียงวันละ 150 แท่งเท่านั้น คนหนึ่งซื้อได้ไม่เกิน 3 แท่ง ส่วนใครที่ซื้อไม่ทันก็ไปซื้อ “ขนมโมนากะ” แทน ซึ่งเป็นขนมแป้งบางกรอบประกบกัน ข้างในไส้ถั่วแดง

คุณป้าอินาคากิเจ้าของร้านผู้ได้วิชาทำวุ้นถั่วแดงจากคุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่า สมัย ตอนที่คุณพ่อเธอยังอยู่นั้น ทุกเช้า สองพ่อลูกจะตัดวุ้นถั่วแดงที่จะจำหน่ายในวันนั้นมาวางไว้บนโต๊ะ หลับตาและทานวุ้นถั่วแดงอย่างเงียบๆ เพื่อจดจ่อกับสัมผัสและรสชาติของวุ้นถั่วแดงตั้งแต่ในปากจนถึงตอนวุ้นผ่านลำคอไป

ในช่วงแรก อินาคากิคิดว่าวุ้นชิ้นนั้นอร่อยดีอยู่แล้ว แต่คุณพ่อก็จะบอกว่าเธอล้างถั่วยังไม่ดีหรือต้มถั่วนานไป แม้แต่คนทำขนมเป็นอาชีพอย่างเธอยังไม่รู้ถึงความแตกต่าง ลูกค้าก็คงไม่ทราบแน่ แต่พ่อก็ยังบอกให้เธอแก้ขั้นตอนการทำต่างๆ อยู่เสมอ

หากสินค้ารุ่นไหนที่ทำออกมาได้ไม่ดีจริง พ่อก็จะสั่งให้เททิ้งทั้งหมด ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด

“เรามิได้มุ่งสะสมตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่เรากำลังสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อลูกค้า”

—–

ศิลปะมีอยู่ทุกที่ ไม่ใช่แค่ในพิพิธภัณฑ์หรือ Art Gallery เท่านั้น

การชงกาแฟหรือการทำวุ้นถั่วแดงต่างก็เรียกได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

เขียนบล็อกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เลี้ยงลูกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

แม้กระทั่งสิ่งที่เราทำในที่ทำงานก็เป็นศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการนำการประชุม การซื้อใจลูกน้อง การรักษาใจให้สมดุลย์ในยามที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย

หน้าที่ของศิลปินคือการทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเราให้ดี ไม่ใช่เพื่อเงินทองหรือชื่อเสียง แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติกับงานและให้เกียรติตัวเราเอง

“Whatever you are, try to be a good one.”

เป็นอะไรก็ได้ แต่เป็นให้ดีก็แล้วกัน

เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองเลือก เหลือแค่ว่าเราเลือกจะทำหรือไม่ทำเท่านัั้นเอง

ถ้าทำ เราก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งผลตอบแทนก็จะตามมา

ส่วนคนที่เลือกจะเช้าชามเย็นชามก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยโอกาสที่เขาจะเสียไปอีกนับไม่ถ้วนในอนาคตครับ

—–

* ประโยคนี้มักจะถูกอ้างอิงว่าเป็นของอับราฮัม ลินคอล์น (Whatever you are, be a good one) แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ เพราะไม่เคยมีหลักฐานว่าลินคอล์นเคยพูดประโยคนี้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

ศุกร์นี้จะมีอะไรอวดหัวหน้าบ้าง?

20170820_whattosaytoboss

วันนี้วันอาทิตย์ เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัวสำหรับวันจันทร์ – วันทำงานวันแรกของสัปดาห์

หลายคนมักจะไม่ได้วางแผนว่าสัปดาห์ที่จะถึงนี้จะทำอะไรบ้าง อย่างมากก็แค่นึกในใจไว้คร่าวๆ เท่านั้น

เช้าวันจันทร์เราจึงไปถึงออฟฟิศแบบเบลอๆ กว่าจะเช็คเมล คุยกับคนนั้นคนนี้เสร็จก็เที่ยงแล้ว กว่าจะตั้งลำตั้งสติได้ก็อาจจะบ่ายแก่ๆ หรือเย็นๆ รู้ตัวอีกทีสัปดาห์แห่งการทำงานก็จบไปแล้ว 20% แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ถ้าลองใหม่

ลองจินตนาการว่านี่คือบ่ายวันศุกร์ แล้วหัวหน้าเดินมาถามเราว่า “ไหน สัปดาห์นี้คุณทำอะไรไปบ้าง?” เราจะตอบเขาว่าอะไร?

มีงานสำคัญชิ้นไหนที่เรารู้ว่าถ้าทำเสร็จหัวหน้าจะดีใจหรือแม้กระทั่งเอ่ยปากชม?

มีงานชิ้นไหนที่ถึงเราทำเสร็จก็ไม่ได้อยากจะเล่าให้ฟังเท่าไหร่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น

บ่ายวันอาทิตย์นั้นเรามีแรงและเวลาเหลือเฟือ ถ้าเราแบ่งเวลามาซัก 15 นาที เพื่อนั่งคิดดีๆ ว่าศุกร์นี้เราควรจะมีผลงานที่ควรค่าแก่การเล่าให้เจ้านายฟัง เราก็จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า อีก 5 วันต่อจากนี้ต้องทำอะไรบ้าง

เป็นการลงทุนที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มนะครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce