กล้าพูดอย่างเดียวไม่พอ

20170828_courage

ต้องกล้าฟังด้วย

“Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen. ”
-Winston Churchill

วัฒนธรรมของไทยที่ปลูกฝังให้เรานับถือผู้อาวุโสกว่า มักจะถูกมองว่าทำให้เด็กไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่นั้นถูกเสมอ

จริงๆ แล้วคนที่น่าเห็นใจไม่ใช่เด็กนะครับ คนที่น่าเห็นใจคือผู้ใหญ่ต่างหาก

ยิ่งถ้าเราอายุเยอะและมีตำแหน่งสูงๆ โอกาสที่จะมีใครเตืือนเราเวลาที่เราทำพลาดยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เพราะเราพูดอะไรไปก็ไม่มีใครกล้าขัด ได้แต่พยักหน้ากันหงึกๆ แล้วค่อยไปนินทาเราลับหลัง

ดังนั้น ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมีความกล้าสองขั้น

กล้าขั้นแรก ต้องกล้าถามคนที่อาวุโสน้อยกว่าเราว่ามีความเห็นอะไรบ้าง (เพราะถ้าเราไม่เอ่ยปาก บางคนก็ไม่ยอมพูดหรอก)

กล้าขั้นที่สอง คือหากมีคนพูด และมันเป็นเรื่องที่เราไม่เห็นด้วย เราต้องกล้าฟังเขาจนจบ ไม่ใช่พูดตัดบทหรือรีบปฏิเสธ

เพราะถ้าเราตัดบทเมื่อไหร่ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้จริงใจที่จะฟังเขาตั้งแต่แรก แล้วจะมีใครกล้าแสดงความเห็นอีก

Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen.

ความกล้าพูดจะทำให้เราเป็นผู้นำที่ดี

แต่ความกล้าที่จะฟัง จะทำให้เราเป็นผู้นำที่ลูกน้องรักครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

กฎ 5 วินาที

20170827_fivesecondrule

วันนี้ผมได้ดู TEDx Talk ของ Mel Robbins ซึ่งพูดเรื่องน่าสนใจไว้หลายอย่าง เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณรอบบิ้นส์บอกว่า เหตุผลที่เรามีเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นก็เพราะว่าสมองเรามีการทำงานสองแบบ

สมองส่วนนึงทำงานแบบ autopilot คือทำเองโดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

อีกส่วนนึงคุณรอบบิ้นส์เรียกว่า emergency brake หรือเบรคฉุกเฉิน อารมณ์คล้ายๆ ที่เราเห็นในรถไฟฟ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเราออกจากโหมด autopilot หรือออกจาก comfort zone เจ้าตัวเบรคฉุกเฉินนั้นก็จะทำงานแทบจะทันที ก่อนจะพาเรากลับสู่โหมด autopilot ตามเดิม

เบรคฉุกเฉินนั้นทำงานอยู่ทุกหนแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นาฬิกาปลุก เราก็จะกดปุ่ม snooze แล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกหน่อย

หรือตอนอยู่ที่ประชุมอยู่แล้วเกิดคำถามในใจ แต่ก็กลัวว่าถามออกไปจะดูไม่ฉลาดรึเปล่า สุดท้ายก็เลยไม่ได้ยกมือถาม

หรือตอนเจอคนแปลกหน้าที่เราสนใจ อยากเข้าไปคุยด้วย แต่เบรคฉุกเฉินก็จะยกเหตุผลหลายสิบข้อขึ้นมาเพื่อจะทำให้เราไม่กล้าเข้าไปคุยกับคนคนนั้น

คุณรอบบิ้นส์เลยแนะนำให้เราใช้กฎ 5 วินาทีครับ

โดยเธอบอกว่า เมื่อเราคิดอะไรได้ก็ตามแต่ เราต้อง “ลงมือทำ” อะไรซักอย่างภายใน 5 วินาที ก่อนที่เบรคฉุกเฉินจะทำงาน

โดยวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0 แล้วลงมือทำเลย

อันนี้เป็นทริคที่น่าสนใจ คือให้นับถอยหลังจากห้ากลับมาที่ศูนย์ ไม่ใช่นับจากหนึ่งไปถึังห้า เพราะมันเหมือนเป็นการ countdown ไปสู่ “เหตุการณ์” อะไรบางอย่างเช่นการปล่อยจรวดหรือขึ้นปีใหม่

การนับถอยหลังสู่เลขศูนย์จึงมี “แรงผลัก” ให้เรา “ลงมือทำ” มากกว่าการนับหนึ่งสองสามสี่…

อีกสมมติฐานนึงที่ผมเดาเอาเอง คือถ้าเรา “นับขึ้น” 1 2 3 4 5 6 7 …. เราจะนับไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรา “นับลง” 5 4 3 2 1 0 พอถึง 0 เราก็ไม่มีเลขให้ไปต่อแล้ว จะให้นับ “-1” “-2” ก็ดูจะยากเกินไปหน่อย สู้ลงมือทำเลยง่ายกว่า

ยกตัวอย่างการใช้กฎ 5 วินาที

ตอนเช้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรานอนหลับตาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อครบ 5 วิจะลุกจากเตียง เรานับในใจ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

เราเคยตั้งเป้าว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นด้วยการวิดพื้น แต่วันนี้ยังไม่ได้วิดพื้น นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลงไปวิดพื้นเลย

มีงานชิ้นนึงที่ยาก แต่ก็รู้ว่าต้องทำ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเลย

เจอคนที่น่าสนใจ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเดินเข้าไปคุยเลย

ดึกแล้ว ยังนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ บอกตัวเองว่าอีก 5 วินาทีจะเลิกแล้ว นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเอามือถือไปเก็บเลย

ถ้าใครรู้สึกว่า 5 วินาทีมันสั้นไป ทำใจไม่ทัน ลองเพิ่มมาเป็นเป็นซัก 10 วินาทีก็ได้นะครับ สำคัญคือต้องนับถอยหลังไปหาศูนย์เท่านั้นเอง

ลองใช้กฎ 5 วินาที เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “ความคิด” กับ “การกระทำ” และพาตัวเองออกจากโหมด autopilot เสียบ้าง

แล้วอาจจะได้พบว่า เราทำอะไรเพิ่มได้ตั้งหลายอย่างเลยครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TEDx Talks: How to stop screwing yourself over | Mel Robbins | TEDxSF

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ถ้าคุณเป็นเจ้าของม้าราคา 1 ล้านบาท

20170827_horse

คุณจะดูแลมันยังไง?

จะปล่อยให้มันกินอาหารขยะรึเปล่า?

จะให้มันกินเหล้าจนเมาแฮงค์รึเปล่า?

จะให้มันสูบบุหรี่รึเปล่า?

จะขังมันไว้ในห้องแอร์แล้วเปิดทีวีให้มันดูทั้งคืนรึเปล่า?

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะประคบประหงมมันมากกว่านี้

แต่กับ “ร่างกายของเรา” ที่ประเมินค่าไม่ได้ เรากลับใช้มันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ

มนุษย์ไม่ใช่รถยนต์ ที่หากชิ้นส่วนไหนพังแล้วจะหาอะไหล่มาเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ

ดูแลร่างกายเราเหมือนกับที่เราดูแลม้าเงินล้านเถอะนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Zig Ziglar: The Million-Dollar Racehorse

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

 

เขียนมาเป็นร้อยเรื่อง อยากรู้แค่เรื่องเดียว

20170826_game

ว่าอ่านหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” (bit.ly/tgimannounce) แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ

บอกให้ผมรู้ ด้วยสามขั้นตอนง่ายๆ

1.ถ่ายรูปหนังสือ Thank God It’s Monday

2.อัพรูปหนังสือขึ้นหน้าโปรไฟล์ของตัวเองใน Facebook พร้อมเขียนความรู้สึกสั้นๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

3.แท็ก Anontawong’s Musings (ถ้าจะแท็กชื่อเพื่อนอีกหนึ่งคนที่อยากให้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ด้วยก็ยิ่งดีครับ)

ภายในวันจันทร์ที่ 4 กันยายนครับ

ดูตัวอย่างได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/m23xWH

จากนั้นผมจะสุ่มชื่อผู้โชคดี 5 ท่านรับสิทธิ์เข้าร่วมหนึ่งใน workshop ด้านล่างนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

– Time Management หรือ
– Writing Workshop หรือ
– Email Inbox Zero for Outlook

ขอบคุณครับ
รุตม์

ป.ล. หากแท็ก Anontawong’s Musings ไม่ได้ อาจต้องเข้ามากดไลค์เพจก่อนนะครับ ถ้ายังแท็กไม่ได้อีกก็แคปหน้าจอแล้ว inbox มาทางเพจได้เลยครับ


ตัวอย่างการร่วมสนุก

2017-09-01 08_51_00-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_50_21-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_50_05-(1) Anontawong's Musings2017-09-01 08_49_49-(1) Anontawong's Musings

 

นิทานขึ้นเสียง

20170825_shout

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องเรียนห้องหนึ่ง อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า

“ทำไมเวลาคนโกรธกันแล้วต้องตะคอกใส่กันด้วย?”

ห้องเรียนเงียบไปหลายวินาที ก่อนนักเรียนคนหนึ่งจะตอบว่า

“เพราะเราโมโห เราก็เลยเสียงดังครับ”

“แต่ทำไมต้องเสียงดังด้วยล่ะ ในเมื่ออีกคนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ คุยธรรมดาก็ได้ยินแล้วนี่ ทำไมคนเราถึงต้องขึ้นเสียงกันด้วย?”

นักเรียนผลัดกันตอบคำถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่อาจารย์พอใจ อาจารย์จึงเฉลยว่า

“เวลาคนสองคนโกรธกัน หัวใจสองดวงก็จะห่างกันมากขึ้น เขาเลยต้องตะโกนเพื่อไปให้ถึงหัวใจของอีกฝ่าย”

ห้องเรียนเงียบสงัด ก่อนที่อาจารย์จะเสริมว่า

“เวลาคนสองคนรักกัน สังเกตสิว่าเขาจะไม่ตะโกน แต่จะคุยกันด้วยเสียงอ่อนโยน เพราะอะไร? ก็เพราะว่าหัวใจของทั้งสองคนอยู่ใกล้กันไง”

“แล้วพอคนสองคนรักกันยิ่งกว่าเดิม เสียงพูดนั้นก็จะแผ่วเบาจนกลายเป็นเสียงกระซิบ และสุดท้ายเขาก็ไม่จำเป็นต้องกระซิบด้วยซ้ำ แค่มองตาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว”

“ดังนั้น คราวหน้าถ้าเธอตะคอกใส่คนที่เธอรัก จงจำไว้ว่าเธอได้สร้างระยะห่างให้หัวใจของเธอกับเขาแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tariq’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger? 

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise