เราท็อปฟอร์มตอนไหน

20170819_topform

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Simple Way ของ Simon Tyler ซึ่งได้มาจากงานหนังสือ Big Bad Wolf ครับ

หนึ่งในแบบฝึกหัดที่คุณ Tyler ให้ลองทำดูคือเติมคำในช่องว่าง

I am at my best when …

เราท็อปฟอร์มตอนที่ …

ผมเลยลองเขียนดู (ขออนุญาตเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะ “ท็อปฟอร์ม” พิมพ์ยากไปหน่อย)

เอาล่ะ เริ่มได้!

I am at my best when I get enough sleep.

I am at my best when I’m confident.

I am at my best when I listen.

I am at my best when I teach what I know and believe in.

I am at my best when I’m playing football.

I am at my best when I’m with my wife.

I am at my best when I’m not too hungry or too full.

I am at my best when I write.

I am at my best when I plan before I start my day.

I am at my best when I’ve done push-ups.

I am at my best when I answer a question in class.

I am at my best when I sing and play the guitar with friends.

I am at my best when I’m deep into a book.

I am at my best when I get up early.

I am at my best when I stay away from my phone.

I am at my best when I run.

I am at my best when I am sober while everyone is drunk.

I am at my best when I connect concepts in my head.

I am at my best when I work with good colleagues.

I am at my best when I organize an event.

I am at my best when I run a meeting.

I am at my best when I’m not a afraid.

I am at my best when I take action.

พอพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้าใจสองสามอย่าง

หนึ่งคือมีบางอย่างที่เราทำได้ดีแต่เราละทิ้งมันมานาน

สองคือมีบางเรื่องที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้

สามคือเราจะรู้เองโดยปริยายว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราฟอร์มตก (I am at my worst when…)

จากนี้ไปจะได้หมั่นทำสิ่งที่ช่วยให้เราท็อปฟอร์ม และหลีกเลี่ยงเรื่องที่จะทำให้เราฟอร์มตกครับ

—–

 

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

นิทานมิตรภาพของสองชาย

20170818_friendship

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ชายป่วยหนักสองคนได้มาพักอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีเพียงม่านบางๆ กั้นไว้ระหว่างเตียงของทั้งคู่

เพื่อแก้เซ็ง ทั้งสองคนต่างชวนคุยสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องบ้าน เรื่องงาน เรื่องการเดินทาง

ชายที่นอนติดกับหน้าต่างได้รับอนุญาตจากหมอให้ลุกขึ้นนั่งได้วันละหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้ของเหลวระบายออกจากปอด ส่วนชายอีกคนต้องนอนราบอยู่กับเตียงเท่านั้น

ทุกๆ ครั้งที่ชายริมหน้าต่างลุกขึ้นนั่ง เขาก็จะบรรยายสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นให้กับเพื่อนร่วมห้องฟัง

เขาเล่าว่าด้านนอกมีสวนดอกไม้ติดกับบึงยักษ์ที่มีห่านแหวกว่ายเล่นน้ำเป็นฝูงๆ หลายครอบครัวมาถีบเรือเล่น คู่รักหนุ่มสาวเดินจับมือกันกระหนุงกระหนิง ต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียวเรียงรายดูงามตา มองเห็นตึกระฟ้าอยู่ไกลๆ รวมทั้งรถไฟฟ้าที่แล่นวนเวียน ทำให้ตัวเมืองดูสวยงามและมีชีวิตชีวายิ่งนัก

ระหว่างที่ชายริมหน้าต่างพรรณนาถึงทิวทัศน์ภายนอก ชายอีกคนก็จะหลับตาจินตนาการและยิ้มตามไปด้วย

บ่ายวันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง ชายที่อยู่ริมหน้าต่างได้บรรยายขบวนพาเหรดที่เดินผ่านไป แม้ว่าชายอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีและมองไม่เห็นขบวนพาเหรดนั้น เขาก็ยังหลับตานึกภาพตามและได้ยินเสียงอย่างชัดเจนในหัวของเขา

หลายสัปดาห์ผ่านไป วันหนึ่งเมื่อนางพยาบาลเดินเข้ามาในห้องพักก็พบร่างที่ไร้ลมหายใจของชายที่อยู่ริมหน้าต่าง เขาได้จากไปแล้วอย่างสงบ

สัปดาห์ถัดมา ชายที่ยังมีชีวิตอยู่จึงขอย้ายไปนอนริมหน้าต่างบ้าง นางพยาบาลจึงจัดแจงย้ายเตียงให้ด้วยความยินดี

อาการของชายคนนั้นดีขึ้นจนพอจะลุกขึ้นนั่งเองได้แล้ว เขาจึงค่อยๆ ยันกายด้วยข้อศอกของตัวเองขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วมองไปนอกหน้าต่างเพื่อให้เห็นโลกภายนอกด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก

แต่เขากลับไม่พบอะไรเลยนอกจากกำแพงอันว่างเปล่า

เขาจึงหันไปถามพยาบาลว่า

“นอกห้องนี้ไม่มีอะไรเลย ทำไมพี่คนนั้นถึงเล่าเรื่องราวได้เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นครับ?”

“เขาคงอยากให้กำลังใจคุณน่ะค่ะ จริงๆ แล้วเขามองไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาตาบอดตั้งแต่ตอนที่เข้ามาพักฟื้นแล้ว”

—-

ขอบคุณนิทานจากบล็อกของคุณพละชัย ฟูเกียรติพงษ์ ภาพที่อยู่นอกหน้าต่าง

คนที่มีความสุข

20170817_happiness

คือคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

Happiness is merely an exercise in appreciation for the things that we have.
-Sean Kernan

เมื่อวานผมอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora.com ซึ่งตั้งเอาไว้ว่า “ตอนนี้รู้สึกแย่มากเลย ช่วยพูดอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้มั้ย?”

ยูสเซอร์ชื่อ Sean Kernan มาตอบไว้ว่า

—–

คุณลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องขังสีเทา

คุณเพิ่งถูกกล่าวหาในคดีอุกฉกรรจ์ คุณอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็อาจเจอการลงโทษที่เลวร้ายกว่านี้

ห้องที่คุณอยู่กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการอ่านหนังสือ คุณจะได้ออกไปนอกห้องกรงนี้แค่วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ผู้คุมขังจะคอยเดินมาตรวจตราทุกชั่วโมงตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ

ยามค่ำคืน นักโทษคนอื่นๆ จะเสียงดังจนคุณนอนไม่หลับ คุณต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับนักโทษเหล่านี้ และบางทีคุณก็อาจมีเรื่องท้าตีท้าต่อยกับพวกเขาด้วย

คุณจะไม่มีโอกาสทำตามความฝันของคุณอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้กอดคนที่คุณรักอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกของคุณอีกแล้ว

คุณจะไม่ได้ทานอาหารจานโปรดของคุณอีกต่อไป และไม่มีวันได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกอีกแล้วในชีวิตนี้

ทุกวันจะเหมือนเดิมและผ่านไปอย่างช้าๆ ชีวิตที่เหลือของคุณคือการรอวันผุพังและเน่าเปื่อย

เอาล่ะ หยุดแป๊บนึง

เอาตัวเองออกมาจากคุกนั้นก่อน

มองไปรอบๆ ตัวคุณ สีสันของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ประตูที่ไม่มีลูกกรง ความส่วนตัวที่คุณมี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมองข้ามมันมาโดยตลอด

คราวนี้ลองนึกถึงสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้น – สุขภาพ ครอบครัว อิสระที่จะไปไหนหรือจะทำอะไรก็ได้ คุณมีมันครบทุกอย่างเลย

คราวนี้ลองพาตัวเองกลับไปอยู่ในห้องขังนั้นอีกครั้ง…

ถ้ามันยังไม่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ก็ลองคิดถึงสภาพที่เลวร้ายกว่านี้ก็ได้

ความสุขไม่มีอะไรมากไปกว่าการหมั่นเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

—–

ผมขอเสริมนิดนึงว่าถ้าความสุขคือการมองเห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ความทุกข์ก็คือการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือสิ่งที่ “เราควรจะได้รับ”

สมการความสุขคือ happiness = reality-expectations

ยิ่งความคาดหวังสูง ความสุขยิ่งลด

ยิ่งค่า reality หรือความเป็นจริวสูง ความสุขยิ่งเพ่ิ่ม

แต่บางทีเราก็ให้ค่า reality น้อยกว่าที่เป็นจริง เพราะเรามักมองข้ามสิ่งดีๆ มากมายตามความเคยชิน

ดังนั้นหากเราหันกลับมามองเห็นคุณค่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ (ที่คนนับแสนนับล้านคนไม่ได้มีโอกาสเหมือนเรา) เราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Sean Kernan’s answer to I am feeling very low. Can you say something which can instantly uplift me?

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise

วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)

20170816_future

ความท้าทายอย่างหนึ่งที่คนทำเพจเฟซบุ๊คมักเจอกัน คือยอด reach ที่ต่ำลงเรื่อยๆ

สมมติว่าคุณมีคนไลค์เพจประมาณ 10,000 คน สมัยก่อนเวลาคุณโพสต์บทความหนึ่งทีอาจจะมีคนเห็นโพสต์ของคุณซัก 30% หรือ 3,000 คน (เราเรียกสิ่งนี้ว่ายอด reach) แต่เดี๋ยวนี้เวลาโพสต์ทีนึงอาจมีคนเห็นแค่ 10% หรือ 1,000 คนเท่านั้น ถ้าอยากให้มีคนเห็นโพสต์ของเรามากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายตังค์ให้เฟซบุ๊คเพื่อ boost post (เวลามันโชว์ในฟีดของเราจะมีคำว่า Sponsored ใต้ชื่อเพจ)

อนาคตเฟซบุ๊คอาจจะปรับ reach ให้ต่ำลงไปอีก จนเพจที่มีคนไลค์เป็นแสนอาจมีคนเห็นโพสต์แค่ไม่กี่พันคนก็ได้

ในทางกลับกัน ปีที่ผ่านมาเฟซบุ๊คโปรโมตวีดีโอมาก (คงอยากเอาชนะ Youtube) จนคนทำเพจหันมาทำ Facebook Live กันใหญ่ อนาคตถ้าเฟซบุ๊คเปลี่ยนโฟกัสจากวีดีโอไปเป็นสื่ออื่นอีก คนทำเพจก็คงต้องปรับตัวกันอีกยก

เมื่อชะตากรรมของคนทำเพจอยู่ในมือของเฟซบุ๊คที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เราจะรับมือมันอย่างไรดี?

ผมว่า Jeff Bezos (เจฟ เบโซส) ผู้ก่อตั้ง Amazon มีมุมมองที่น่าสนใจครับ

“I very frequently get the question: ‘What’s going to change in the next 10 years?’ And that is a very interesting question; it’s a very common one. I almost never get the question: ‘What’s not going to change in the next 10 years?’ And I submit to you that that second question is actually the more important of the two — because you can build a business strategy around the things that are stable in time. … [I]n our retail business, we know that customers want low prices, and I know that’s going to be true 10 years from now. They want fast delivery; they want vast selection. It’s impossible to imagine a future 10 years from now where a customer comes up and says, ‘Jeff I love Amazon; I just wish the prices were a little higher,’ [or] ‘I love Amazon; I just wish you’d deliver a little more slowly.’ Impossible. And so the effort we put into those things, spinning those things up, we know the energy we put into it today will still be paying off dividends for our customers 10 years from now. When you have something that you know is true, even over the long term, you can afford to put a lot of energy into it.”

“มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’ แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’ เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้”

หรือถ้าจะให้ผมสรุปเป็นประโยคเดียวง่ายๆ ก็คือ:

เราควรจะใส่ใจกับสิ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง – focus on the things that won’t change.

คนทำเพจก็คือคนทำสื่อ ยังไงเสียลูกเพจก็อยากเสพสิ่งดีๆ อ่านแล้วได้อะไรกลับไป ไม่ว่าจะเป็นความสนุก สาระ หรือมุมมองใหม่ๆ และความจริงข้อนี้ก็จะคงเป็นจริงอยู่เสมอไม่ว่าเฟซบุ๊คจะเปลี่ยนกฎไปยังไง

หน้าที่ของคนทำสื่อ คือทำผลงานของตัวเองออกมาให้ดี ให้มีประโยชน์ ให้คนที่เข้ามาอ่านรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเวลาที่เขาเสียไป

ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่ง ผมจึงก้มหน้าก้มตาเขียนบทความของผมต่อไป เพราะผมเชื่อว่าบทความดีๆ ย่อมมีคนอ่าน ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาหลายร้อยปีแล้ว และจะยังคงเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

การใส่ใจกับสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนนี่มันเป็นข้อแนะนำที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตด้วยนะครับ

เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปเร็วแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนเลยคือ “หลักการ” หรือกฎธรรมชาติ

หลักการง่ายๆ ที่ทุกคนก็รู้กันดี เช่น

ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็ต้องกินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (EMS – Eat Move Sleep)

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องมีฉันทะ (passion) มีความขยัน ไม่ว่อกแว่ก และหมั่นทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันดีแล้วรึยัง

ถ้าอยากเป็นที่รัก ก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ และรู้จักให้

เทคโนโลยีหรือเครื่องมือสมัยใหม่จะล้ำเลิศแค่ไหนก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานเหล่านี้

ดังนั้น ถ้าเบสิคเราแน่นซะอย่าง ต่อให้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็พร้อมที่จะรับมือกับมันแน่นอน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Above the Crowd by Bill Gurley Uber’s New BHAG: UberPool

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Esther Vargas The Washington Post

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise

อยากเป็นแต่ไม่อยากทำ

20170815_nounwithoutverb

“Lots of people want to be the noun without doing the verb.”
– Austin Kleon

อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

อยากมีแฟน แต่ไม่อยากถูกปฏิเสธ

อยากเก่งเหมือนเมสซี่ แต่ไม่อยากซ้อม

อยากผอม แต่ไม่อยากหยุดกินอาหารขยะ

อยากฉลาด แต่ไม่อยากอ่านหนังสือ

อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่อยากเขียน

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากรวย แต่ไม่อยากทำงานหนัก

อยากเป็นที่รัก แต่ไม่อยากทำเพื่อคนอื่น

“Lots of people want to be the noun without doing the verb.”

ระหว่าง “อยากเป็น” กับ “อยากทำ” เลือกอยากทำดีกว่า

ทำเยอะๆ เดี๋ยวก็ได้เป็นเอง


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือที่จะทำให้คุณรักวันจันทร์มากขึ้น วางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมครับ bit.ly/tgimannounce

20170812_122723