กุ้งแป๊บเดียว

20170814_instantshrimp

วันนี้ที่บ้านผมทำสุกี้กินกันครับ

มีพ่อ ผม แฟน พี่ชายแฟน น้องชาย แฟนน้องชาย รวมเป็น 6 คนพอดี (แม่ไปต่างจังหวัด)

แฟนผมไปซื้อวัตถุดิบจากแมคโครฟู้ดตั้งแต่เช้า ทั้งไก่ กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เห็ด วุ้นเส้น หมี่หยก รวมถึงผักอีกสารพัน แล้วให้ “ป้าเยา” พี่เลี้ยงของปรายฝน (ลูกสาววัยหนึ่งขวบเก้าเดือน) ช่วยเตรียมอาหาร

การทำสุกี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เอาน้ำซุปใส่หม้อ วางบนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เร่งความร้อนให้สูงสุด จากนั้นก็โยนผักต่างๆ เห็ดต่าง และเนื้อต่างๆ ลงไปให้เพียงพอกับปริมาณคน ซักพักก็เอากระชอนมาตักกินกันได้ตามอัธยาศัย

ผ่านไปร่วมชั่วโมง เพื่อนร่วมโต๊ะ ค่อยๆ อิ่มกันไปทีละคนสองคน สุดท้ายก็เหลือเพียงชายฉกรรจ์ที่ยังกินไหวอยู่ คือผม น้องชาย และพี่ชายแฟน แต่อาหารที่ยังไม่ได้ลวกยังมีอยู่ไม่น้อย แฟนผมก็เลยอาสาเป็นมือลวกให้

ความแตกต่างในรอบนี้ก็คือ แทนที่จะโกยอาหารลงหม้อ เธอหยิบกุ้ง 3-4 ตัวขึ้นมาใส่กระชอน จุ่มน้ำร้อนแค่ประมาณหนึ่งนาที แล้วก็เอามาใส่ในถ้วยของผม

พอกุ้งเข้าปาก ผมพบว่ากุ้งทั้งนุ่ม ทั้งหวาน อร่อยกว่ากุ้งทุกๆ ตัวที่ผมได้กินในหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ จนผมอดไม่ได้ที่จะคีบให้แฟนกินตัวนึงเพื่อให้เค้ารู้ว่ากุ้งที่เค้าทำนั้นอร่อยจริงจัง

เราตกลงปลงใจที่จะเรียกชื่อกุ้งนี้ว่า “กุ้งแป๊บเดียว” เพราะลวกน้ำแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็กินเลย ต่างจากกุ้งชุดก่อนหน้านี้ที่โดนโกยลงหม้อต้มไว้เสียนาน กว่าจะมีใครมาตักเข้าปากเนื้อมันก็แข็งและเสียรสชาติไปเกือบหมดแล้ว

กุ้งแป๊บเดียวทำให้ผมนึกถึงตอนไปเที่ยวโตเกียวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ ผมเดินเข้าไปในร้านยากิโทริ (ขายเนื้อไก่เสียบไม้ย่าง) ซึ่งเล็กนิดเดียวแต่ก็มีคนนั่งกันแน่นขนัด คนดูแลร้านเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งรับออเดอร์ ปิ้งไก่ เสิร์ฟเบียร์ พูดคุยกับลูกค้า และเก็บเงิน

ผมใช้เวลานั่งรออยู่นานพอสมควรกว่าจะได้ไก่ย่างเสียบไม้มาทานกับเขาบ้าง ซึ่งพอชะเง้อมองไปหลังเคาท์เตอร์ก็เห็นว่าเขามีเตาถ่านแค่เตาเดียว น่าจะปิ้งไก่ได้ไม่เกินทีละ 5 ไม้ แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อร้านขายดีขนาดนี้ ทำไมเขาไม่ซื้อเตาให้ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า จะได้ปิ้งไก่ได้เร็วขึ้น ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน

—–

เราอาจได้ยินคำว่า “มีประสิทธิภาพ” (efficient) และ “มีประสิทธิผล” (effective) มานาน แต่เราเคยหยุดคิดมั้ยครับว่า สองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร?

Efficient คือการทำอะไรก็ตามให้เกิดการสิ้นเปลืองน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร พลังงาน หรือเวลา (achieving maximum productivity with minimum wasted effort or expense).

ส่วน Effective คือการสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็น (successful in producing a desired or intended result.)

ถ้าเปิด Google Ngram viewer เราจะเห็นว่า คำว่า efficiency นี่เพิ่งจะมาบูมช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนี่เอง https://goo.gl/jzF93L ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการผลิตในโรงงานนั้น ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ยิ่งต้นทุนต่ำ ยิ่งกำไรสูง ยิ่งตอบโจทย์ทุนนิยม

แต่กรอบความคิดของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้ทำให้พวกเราติดนิสัย “ประสิทธิภาพนิยม” นอกเวลางานด้วย

เราเลยมองหา “ประสิทธิภาพ” ในทุกภาคส่วนของชีวิต ทำอะไรต้องเร็วที่สุด เปลืองแรงน้อยที่สุด ได้ผลตอบแทนดีที่สุด

การโยนกุ้งลงหม้อสุกี้ทีละเยอะๆ นั่นก็เพื่อประสิทธิภาพ (ทำทีเดียว กินกันได้หลายคน ไม่เปลืองแรง)

หรือความคิดที่ว่าร้านยากิโทริควรจะซื้อเตาปิ้งที่ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า ก็เป็นความคิดเชิงประสิทธิภาพนิยมเช่นกัน

แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

เพราะแม้จะ efficient แต่ก็อาจไม่ effective ก็ได้

เหมือนกุ้งหลายสิบตัวที่ถูกโยนลงหม้อต้ม รสชาติไม่อาจสู้ “กุ๊งแป๊บเดียว” ที่ลวกทีละกระชอน

หรือยากิโทริที่ย่างบนเตายักษ์ อาจจะอร่อยสู้ยากิโทริบนเตาเล็กๆ ไม่ได้

เราจึงต้องแยกแยะให้ออก ว่าเวลาไหนควร efficient เวลาไหนควร effective

โดยเฉพาะตอนที่ใช้เวลาส่วนตัวกับคนที่เรารัก บางทีอาจต้องละทิ้งคำว่า “ประสิทธิภาพ” ไปเสียบ้าง

เมื่อเรากลับมาเน้นที่ประสิทธิผล เราจะมีชีวิตที่ “ช้าลง” แต่ “ลึกขึ้น”

แถมอาจได้กินกุ้งที่อร่อยกว่าเดิมด้วยครับ

—-

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือที่จะทำให้คุณรักวันจันทร์มากขึ้นวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อ่านหนังสือยังไงไม่ให้ลืม

20170813_readretain

วันนี้ผมเพิ่งไปเดินงานหนังสือ Big Bad Wolf ที่อิมแพคเมืองทองธานีมาครับ

ใครที่ยังไม่รู้จักงานนี้ บอกเลยว่าถ้าคุณเป็นคอหนังสือฝรั่ง คุณห้ามพลาดงานนี้ เพราะมันคืองานที่มีหนังสือดีๆ ลดราคา 60%-80% โดยงานนี้จะจัดถึงวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม

งานเปิด 24 ชั่วโมง ผมไปถึงกับแฟนไปถึงตอนแปดโมงเช้า ได้หนังสือมาเต็มรถเข็น แต่ก็ยังอยากดูเพิ่ม จะลากรถเข็นไปด้วยก็เกะกะ เลยจอดเอาไว้ มีแชะรูปเอาไว้ด้วย (รูปที่เห็นในคัฟเวอร์นี่แหละครับ) ก่อนจะเดินไปดูหนังสือในละแวกที่ไม่ไกลกันนัก พอเลือกได้ซัก 2-3 เล่มก็จะเดินกลับมาใส่รถเข็นคันนั้น

จนถึงเวลา 11 โมงครึ่ง ก็คิดว่าพอได้แล้ว จึงเดินไปเอารถเข็นเพื่อจะไปจ่ายเงิน ปรากฎว่ารถเข็นหายครับ สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกให้ไปติดต่อแผนก sorting แผนกนี้จะส่งคนไปคอยเก็บ “รถเข็นที่ไม่มีเจ้าของ” ในงาน แล้วเอาหนังสือในรถคันนั้นมาแยกแยะและจัดหมวดหมู่เพื่อขึ้นเชลฟ์อีกครั้ง

หนังสือที่ผมกับแฟนใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเลือกสรรมาจึงอันตรธานไปหมดเลย ผมเลยติงเขาไปว่า ถ้าเขาจะมีคนมาคอยเก็บรถเข็นอย่างนี้ อย่างน้อยก็ควรจะเอาจอดไว้ตรงพื้นที่ “รถเข็นต้องสงสัย” ซัก 1 ชั่วโมงก็ยังดี ถ้าไม่มีใครมาเอาค่อยทลายหนังสือในรถเข็นก็ไม่ว่ากัน

ใจหนึ่งก็อยากเดินออกจากงานเป็นการประท้วง แต่ก็คิดได้ว่าอุตส่าห์ขับรถข้ามเมืองมาขนาดนี้ จะกลับบ้านมือเปล่าก็น่าเสียดาย ผมกับแฟนเลยตัดสินใจไปเดินหาหนังสืออีกรอบ แต่คราวนี้ไม่ปล่อยให้รถเข็นห่างมืออีกต่อไปแล้ว

เราได้หนังสือมาให้ตัวเองประมาณยี่สิบกว่าเล่ม และหนังสือให้ลูกอีกหลายสิบเล่มเช่นกัน (รอบแรกเลือกไว้เยอะกว่านี้อีก ดันเก็บไปเสียนี่)

คราวนี้โจทย์ของผมก็มีอยู่สองข้อ

1.จะได้อ่านมั้ย?
2.อ่านแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงรึเปล่า?

สำหรับโจทย์ข้อแรก ผมตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้วันละ 5 หน้า (ผมชอบตั้งเป้าง่ายๆ ก่อน ถ้าบรรลุเป้าอย่างสม่ำเสมอแล้วค่อยปรับเป้าให้สูงขึ้น)

สำหรับโจทย์ข้อสอง ผมเพิ่งไปอ่านเจอบทความ How To Retain More From The Books You Read In 5 Simple Steps ของ Darius Foroux (ชื่อของเขาน่าจะอ่านว่า ดาริอุส โฟรู) เลยคิดว่าจะลองนำไปปรับใช้ดู และขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ด้วยครับ

วิธีอ่านให้ไม่ลืมใน 5 ขั้นตอน (ตัวอย่างบางส่วนผมคิดขึ้นเองนะครับ)

1.มีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Have a purpose)
เราอ่านนิยายเพื่อความบันเทิง แต่หนังสือ non-fiction นั้นเราอ่านเพื่อจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เราจึงควรตั้งคำถามว่าตอนนี้ชีวิตของเรากำลังต้องการอะไร อยากทำงานให้ดีกว่าเดิมรึเปล่า? หรือกำลังจีบสาว? หรือกำลังพยายามสร้างธุรกิจ? คุณ Foroux บอกว่าหนังสือที่เราเลือกอ่านควรจะตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตเราในตอนนี้

2.บอกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ที่ต้องเอาความรู้นี้ไปสอนคนอื่น (See yourself as a teacher)
ถ้าเราคิดเสียว่าเราจะนำสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังด้วย เราก็จะอ่านอย่างใส่ใจมากขึ้น และไม่ปล่อยให้อะไรที่เราไม่เข้าใจผ่านตาไปเฉยๆ ตอนที่ผมตั้งใจจะสรุป Sapiens ลงบล็อก บางย่อหน้าต้องอ่านซ้ำหลายหนกว่าจะเข้าใจมันเพียงพอจนนำมาถ่ายทอดในบทความได้

3.ไฮไลท์และเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ (Highlight & make mental connections)
อย่าไปหวงว่าหนังสือจะรก เราควรจะใช้ปากกาไฮไลท์ให้เต็มที่ ไฮไลท์เสร็จแล้วเราควรจะเขียนกำกับด้วยว่าทำไมเราถึงเน้นตรงคำนี้หรือประโยคนี้ ไม่อย่างนั้นตอนที่เรากลับมาอ่านอาจจะจำเหตุผลไม่ได้แล้วก็ได้

อีกคำแนะนำหนึ่งก็คือ เราจะจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีขึ้นหากเรานำมันไปผูกกับกับข้อมูลเก่าที่เรามีในหัวอยู่แล้ว เช่นช่วงนี้ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence กำลังเป็นที่ถกเถียงว่ามันอันตรายต่อมนุษยชาติหรือไม่ ถ้าเราเชื่อว่าน่าจะอันตราย เราก็อาจจะเชื่อมโยง AI กับภาพของ Skynet จากหนัง Terminator 2  “คนเหล็ก 2029” (ใครเกิดไม่ทันก็ขออภัยด้วยนะครับ)

4.วาดภาพในหัวและใช้จินตนาการ (Visualize & Imagine)
หากอ่านหนังสือเรื่องการจูงใจคน ก็ลองนึกภาพตัวเองกำลังใช้ประโยคเด็ดในการจูงใจคนๆ หนึ่งดู การวาดภาพในหัวนี้จะทำให้ความรูู้ใหม่นั้นฝั่งแน่นอยู่ในสมองเรามากขึ้น

5.นำความรู้ใหม่ไปใช้ทันที (Immediately apply one piece of new knowledge)
เพราะความรู้ที่ไม่ได้นำไปถูกใช้งานนั้นไม่มีประโยชน์อันใด
ยกตัวอย่างเช่นพอผมอ่านบทความนี้ของคุณ Foroux จบแล้ว ผมก็นำมาเขียนเล่าในบล็อกทันที และเดี๋ยวจะลองใช้ขั้นตอนตั้งแต่ 1-4 ในการเลือกหนังสือและกำกับพฤติกรรมของตัวเองช่วงที่อ่านหนังสือเล่มนั้นครับ

มีเป้าหมายที่ชัดเจน อ่านอย่างอาจารย์ สร้างความเชื่อมโยง คิดตามจนเห็นภาพ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ทันที นี่คือบันได 5 ขั้นสู่การเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

20170812_122723

เราไม่เคยใช้ปากกาจนหมดด้าม

20170812_pen

เช้าวันนี้ผมไม่ได้เขียนบล็อกเพราะต้องนั่งเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ให้คนที่สั่งออนไลน์มากับผมโดยตรง*

ปากกาที่ผมใช้เป็นปากการหมึกซึมสีดำ ด้ามสีขาวมีลายหัวใจหลายร้อยดวง ขัดกับบุคลิก Anontawong’s Musings สุดๆ

พอเซ็นหนังสือเสร็จ ผมก็นึกขอบคุณปากกาด้ามนี้เบาๆ พร้อมกับขอให้มันอยู่กับผมไปนานๆ จนกว่าจะหมึกจะหมดด้ามนั่นแหละ

—-

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนผม ที่แทบไม่เคยใช้ปากกาจนหมึกหมดเลย

ผมเริ่มใช้ปากกาตั้งแต่ป.5 (อนุบาลถึงป.4 เขาให้ใช้ดินสอ)

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีปากกาผ่านมือผมไม่ต่ำกว่า 500 ด้าม แต่ผมน่าจะใช้ปากกาจนหมึกหมดไม่เกิน 5 ด้าม ไม่รู้เหมือนกันว่าอีก 495 ด้ามมีชะตากรรมอย่างไร หลายเล่มคงถูกคนอื่นใช้ หลายเล่มอาจถูกทำหัก และอีกหลายเล่มอาจจะถูกวางไว้เฉยๆ จนหมึกแห้งไปเองและรอวันถูกทิ้ง

ปากกาหลายด้ามจึงถูกส่งไปสุสานทั้งๆ ที่หมึกยังไม่หมด จะนับว่าเป็นโศกนาฎกรรมอย่างหนึ่งก็ได้

แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับปากการึเปล่า?

กว่า 14,000 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีวันที่ผม “ใช้ชีวิตจนหมดด้าม” กี่วันกัน?

เคยทำงานแบบทุ่มสุดตัวก่ี่ครั้ง?

มีความสามารถบางอย่างที่ไม่เคยเอาออกมาใช้หรือเปล่า?

เคยรักคนๆ หนึ่งสุดหัวใจบางมั้ย?

เคยใส่ใจคนที่อยู่ต่อหน้าเราอย่างเต็มที่หน?

เคยเตะบอลแล้ววิ่งจนไม่เหลือแรงแม้แต่จะเดินบ้างรึเปล่า?

ปากกาชีวิตนั้นเป็นปากการีฟิล (refill) เราจึงไม่มีเหตุผลต้องไปกลัวที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันให้หมดด้าม

สิ่งที่น่ากลัว (และน่าเสียดาย) ก็คือการที่ปากกาของเราถูกส่งเข้าสุสานทั้งๆ ที่ยังมีหมึกค้างอยู่เต็มด้ามต่างหาก

—–

* ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimannounce – ถ้าซื้อหน้าร้านได้อยากให้ไปซื้อหน้าร้านมากกว่าครับ จะได้พลิกดูก่อนตัดสินใจ และจะเป็นการช่วยดันให้หนังสือติดอันดับด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ค่อยสั่งออนไลน์กับซีเอ็ดหรือสั่งกับผมครับ (สั่งกับผมจะช้าหน่อย แต่จะได้ลายเซ็น)

นิทานเรือชน

20170811_boat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระเซ็นรูปหนึ่งตัดสินใจปลีกวิเวกด้วยการพายเรือออกไปกลางทะเลสาบ นั่งลงหลับตา แล้วเริ่มต้นการทำสมาธิ

หลังจากนั่งภาวนาอย่างสงบราวสองชั่วโมง ท่านก็รู้สึกถึงเรือลำหนึ่งที่แล่นมากระทบเรือที่ท่านนั่ง ท่านเริ่มมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังนั่งหลับตาต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวเรือลำนั้นก็คงจากไป

ผ่านไปหลายนาที เรือลำนั้นก็ยังมากระทบเรือที่ท่านนั่งอยู่เรื่อยๆ พระเซ็นจึงหมดความอดทนและลืมตาขึ้นมาเพื่อจะตำหนิคนที่ช่างกล้าดีมารบกวนท่านถึงเพียงนี้

แต่เมื่อท่านลืมตา ท่านก็เห็นเพียงเรือเปล่าๆ ลำหนึ่ง ไม่มีใครนั่งอยู่ในเรือ เรือของท่านกับเรือเปล่าลำนั้นคงโดนลมเบาๆ พัดมาให้ชนกันเอง แล้วความโกรธของท่านก็หายไปในพริบตา

จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพระเซ็นได้พบกับใครที่ทำให้ท่านโกรธหรือหงุดหงิด ท่านจะบอกตัวเองเสมอว่า “คนๆ นั้นเป็นเพียงเรือเปล่า แต่ความโกรธนั้นล้วนผุดออกมาจากใจเราทั้งสิ้น”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Raja Sharma’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger?

ถ้าคุณอยากต่อเรือซักลำ

20170810_buildaship

วิธีแรก คือตีฆ้องร้องป่าวให้คนไปหาท่อนซุง แบ่งหน้าที่ และคอยสั่งการ

วิธีที่สอง คือเล่าเรื่องราวแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพวกเขาถวิลหาการออกผจญภัย

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”
― Antoine de Saint-Exupéry

ว่ากันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

บางทีเรื่องราวสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้

ใครที่อ่านบทความ Sapiens ที่ผมเคยสรุปเอาไว้ อาจจะพอจำได้สิ่งมีชีวิตแรกโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens อย่างเราก็อยู่บนโลกใบนี้มาอย่างน้อยๆ 200,000 ปี

ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องทะเลหรือปีนป่ายภูเขา แต่เราก็ยังไม่เคยไปได้ไกลกว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกดวงนี้

ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้กล่าวปราศรัยในสภาคองเกรสว่า

“I believe that this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon and returning him safely to the earth.”

“ผมเชื่อว่าอเมริกาควรตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และพาเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อนหมดทศวรรษนี้”

อีกเพียง 8 ปีต่อมา มนุษย์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในรอบ 3,800 ล้านปีที่ออกจากอาณาเขตของโลก และได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ

ลองนึกภาพถึงคนที่เราชื่นชม ก็อาจพบว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทั้งนั้น

Steve Jobs เล่าเรื่องของการ “คิดต่าง” (think different) จนสร้างอุปกรณ์ที่ดีที่สุด งดงามที่สุดแห่งยุคสมัยได้

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX เล่าเรื่องของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ด้วยการสร้างยานอวกาศที่จะพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้

หรือแม้กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม ก็เป็นนักเล่าเรื่่องราวแห่งการไม่ละทิ้งความฝันและความเชื่อ

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”

กลับมามองที่ตัวเอง

การมีทักษะการจัดการที่ดี (ตีฆ้องร้องป่าว แบ่งหน้าที่ และออกคำสั่ง) อาจทำให้เราทำงานสำเร็จ แต่ไม่อาจซื้อใจลูกน้องเราได้

แต่ถ้าเราสามารถเล่าได้ว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ทำแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์แบบไหน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำที่ทำงานสำเร็จแถมยังเป็นที่รักด้วยนะครับ

—–

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies