ทำไมคนไม่หล่อถึงมีแฟนสวย

20170907_beautyandthebeast

ผมเป็นคนที่น้ำหนักคงเส้นคงวามาก

ช่วงปี 2541-2559 ผมน้ำหนัก 60 กิโล บวกหรือลบ 2 กิโล มาตลอด เคยพยายามจะเพิ่มน้ำหนักด้วยการกินเยอะๆ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จซักที

จนเมื่อปลายปีที่แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย บวกกับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักเลยขึ้นมาประมาณ 62 กิโลนิดๆ เมื่อตอนต้นปีเลยตั้งเป้าว่าอยากจะหนักซัก 65 กิโลกรัมด้วยการเล่นเวท ทานเวย์โปรตีน และกินไข่วันละ 2 ฟองไปด้วย

แต่เล่นไปได้ซักประมาณ 2 เดือนก็ตัดสินใจหยุดเล่นเวทไป เพราะเกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ ที่ยาวนานเป็นชั่วโมง (คนละอาการกับที่ผมเล่าถึงเมื่อวานนี้) พอหยุดเล่นเวทอาการปวดหัวนี้ก็หายไป

แต่สงสัยเวย์โปรตีนยังทำงานได้ดี แถมที่ออฟฟิศก็มีขนมให้กินเยอะมาก น้ำหนักก็เลยขึ้นเอาๆ จนปลายเดือนกรกฎาคมผมน้ำหนัก 69 หรือขึ้นมา 7 กิโลภายในเวลา 7 เดือน กางเกงสแล็คทุกตัวคับจนต้องแขม่วท้องเวลาใส่สูทไปงานแต่งงานต้องลุ้นตลอดว่าซิปจะแตกรึเปล่า

แต่แม้จะน้ำหนักมากที่สุดในชีวิต แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวเลยซักนิดว่าจะกลายเป็นคนอ้วน

ผมก็เลยยังกินขนมขบเคี้ยวเหมือนเดิม เพียงแต่อาจลดปริมาณลงบ้าง ส่วนตอนเย็นถ้าไม่หิวก็จะไม่กินอะไรหนักๆ บางทีแค่โยเกิร์ตและผลไม้ก็พอแล้ว

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา น้ำหนักเลยลดจาก 69 มาอยู่ที่ 67 กิโลกรัม

แล้วผมก็ได้ตระหนักว่า ไอ้ความมั่นใจที่มันฝังรากลึกว่า “ยังไงเราก็ไม่ใช่คนอ้วน” นี่แหละ ที่ทำให้ผมลดน้ำหนักได้โดยที่แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย

—–

เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องของเศรษฐีที่เคยล้มละลาย แต่ก็กลับมาตั้งต้นได้ใหม่และบางทีก็รวยยิ่งกว่าเดิม

หรือเราอาจจะมีเพื่อนบางคนที่หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาอะไรเลย แต่ควงสาวสวยตลอด

และอาจจะมีเพื่อนสาวบางคนที่ต่อให้กินให้ตายยังไงก็ไม่อ้วน

ผมมีสมมติฐานว่าสามคนนี้อาจมีอะไรเหมือนกัน นั่นคือ self-image หรือ “ภาพของตัวเองที่อยู่ในหัว” ที่มันชัดมากเสียจนเขามั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังสามารถทำสิ่งที่อยู่ในหัวให้กลายเป็นความจริงได้

เศรษฐีก็มี self-image ของเศรษฐี ต่อให้เจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน เขาก็ยังกลับมารวยใหม่ได้

เพื่อนที่หน้าตาไม่ดีคนนั้น ก็คงมี self-image ว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์ และการที่เขามีแฟนสวยๆ มาหลายคนมันก็ทำให้เขายิ่งเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าเขามีดีพอที่จะหาแฟนสวยๆ ได้ตลอด

ส่วนเพื่อนที่กินอะไรก็ไม่อ้วน ก็เพราะเขามี self-image ของคนที่กินอะไรก็ไม่อ้วนอยู่นั่นเอง

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงสมมติฐาน เป็นการเดาของผมล้วนๆ ไม่มีวิทยาศาสตร์อะไรมารองรับนะครับ

เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจอยู่สองประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง ถ้า self-image เราชัดมาก ความมั่นใจที่ฝังรากลึกมันจะเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของเราเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับ self-image นั้นเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ

คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ จึงหาแฟนไม่ได้ร่ำไป

คนที่คิดว่าตัวเองหัวไม่ดี ก็จะยอมจำนนและไม่ขวนขวาย จนเขาไม่ก้าวหน้าซักที

คนที่คิดว่าตัวเองมีเงินไม่เคยพอใช้ ก็จะไม่เคยมีเงินพอใช้จริงๆ ต่อให้หามาได้เท่าไหร่ก็ตาม

ประเด็นที่สอง คือเราสามารถ transfer ความมั่นใจในด้านหนึ่งของชีวิตมาสู่อีกด้านหนึ่งของชีวิตได้รึเปล่า?

ผมเชื่อว่าทุกคนจะมี “ความมั่นใจลึกๆ” อย่างน้อย 3 เรื่อง และจะมีความ “ไม่มั่นใจเอาซะเลย” อีกอย่างน้อย 3 เรื่อง

สมมติว่านายเอเป็นคนพูดหน้าชั้น (public speaking) ไม่เก่งเลย ถึงเวลาต้องพรีเซนต์ทีไรก็จะตัวสั่นมือเย็น ขึ้นไปพูดก็ตะกุกตะกักลืมโน่นลืมนี่ แก้อย่างไรก็ไม่หายซักที

ขณะเดียวกันนายเอกลับเป็นคนที่เตะบอลเก่งมาก เวลาอยู่ในสนามนายเอจะมีเพลย์เมกเกอร์ที่ทุกคนคอยแต่จะส่งบอลให้ และเป็นคนส่งบอลทะลุช่องให้เพื่อนได้ยิงเสมอๆ

คำถามคือถ้านายเอกำลังจะออกไปพรีเซนต์ แต่คิดเสียว่าตัวเองกำลังจะก้าวลงสนามบอลในฐานะเพลย์เมกเกอร์ เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้นมั้ย? จะประหม่าน้อยลงรึเปล่า? จะพูดได้ดีขึ้นรึเปล่า?

ผมว่ามันต้องช่วยบ้างแหละ

อีกครั้ง นี่เป็นสมมติฐานล้วนๆ อาจจะผิดก็ได้ อาจจะถูกก็ได้ แต่ผมจะลองนำไปทดลองใช้ดู เลยอยากชวนคุณผู้อ่านมาร่วมพิสูจน์นะครับ

เพราะถ้าทำได้จริง มันอาจเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ทุกคนต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

20170906_replenish

สมัยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (แก่จัง) ผมมีโอกาสได้ไปเทรนงาน 2 เดือนที่เมือง Oak Brook ซึ่งอยู่ติดกับ Chicago

ทำงานไปได้สองสัปดาห์กว่าๆ ผมก็มีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ซีกเดียวโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการเกือบทุกวัน

ผมพยายามทบทวนตัวเองว่าเครียดเกินไปหรือนอนน้อยเกินไปรึเปล่า (ไปเทรนคราวนั้นต้องรับโปรดักท์กลับมาดูแลต่อที่เมืองไทย เลยต้องใช้พลังพอสมควร) แต่แม้กระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงาน อาการปวดหัวจี๊ดๆ ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่ดี

อยู่ไปประมาณหนึ่งเดือน ผมไปเจอร้านกีตาร์ร้านหนึ่ง และเห็นกีต้าร์โอเวชั่นหลังเต่ากำลังลดราคา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 บาท ผมเลยตัดสินใจซื้อทันทีเพราะใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะมีกีตาร์หลังเต่ากับเขาบ้าง

จากวันนั้น ผมก็ได้เล่นกีตาร์เกือบทุกวัน บางทีก็เล่นคนเดียว บางทีก็เล่นให้เพื่อนฟัง

จากวันนั้นจนถึงวันที่เดินทางกลับเมืองไทย ผมก็ไม่เคยมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ อีกเลย

—–

เมื่อซักประมาณ 5 ปีที่แล้ว ทางทอมสันรอยเตอร์ได้เชิญ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์มาเป็นวิทยากร

ก่อนจะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว พี๋เอ๋เคยทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา

ตอนกลางวันเขาก็จะทำงานของเขาเต็มที่ ส่วนตอนกลางคืนเขาจะใช้เวลาว่างที่พอมีเหลือมานั่งลงเขียนหนังสือ

พี่เอ๋บอกว่า การที่เขาได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน ทำให้เขามีพลังในการไปทำงานในวันถัดมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการทำงานตอนกลางวัน ก็เป็นหัวเชื้อสำหรับการเขียนตอนกลางคืนด้วย

—–

มีคนเคยถามผมว่า ตอนนี้ผมมีลูกแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปเขียนบล็อก

ผมเลยตอบไปว่า เวลาของผมมีอยู่สามช่วงใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว และเวลาอยู่กับตัวเอง

ผมเข้างานที่วงในตอน 10 โมงเช้า และทำงานจนถึงสองทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณเกือบๆ 3 ทุ่มแล้วผมก็จะเอามือถือไปวางไว้ที่อื่น รีบอาบน้ำ และใช้เวลาอยู่กับลูกจนกว่าลูกจะเข้านอนตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ

(ถ้าลูกไม่งอแงกลางดึก) ตอนเช้าผมจะตื่นนอนตี 5 ครึ่ง นี่คือเวลาของผมที่จะใช้ไปกับการออกกำลังกาย เขียนบล็อก อ่านหนังสือ หรือบางทีก็เล่นกีตาร์ จนถึง 8 โมงที่จะเป็นเวลากินข้าวเช้ากับแฟนกับลูกก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวมาทำงาน

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า คนเราควรมีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

การที่ผมได้เขียนบล็อก ได้อ่านหนังสือ ได้ออกกำลังกาย มันทำให้ผมมีแรงทำงานได้เต็มที่ ตอนค่ำกลับมาจึงอยู่กับครอบครัวได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในตอน Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็กว่า การทำงานหนักไม่ได้ทำให้เรา burnout หรอก

Burnout คือความขุ่นข้องหมองใจที่เรารู้สึกลึกๆ กับบริษัทที่เอาเวลาเราไปจนเราไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมายกับเราต่างหาก

แต่เราไม่อาจเรียกร้องให้ใครเปลี่ยนได้นอกจากตัวเราเอง

ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตเราแห้งผาก ขาดแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งปวดหัวจี๊ดๆ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่าเราอาจกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่

ลองจัดเวลาอย่างน้อยวันละ 15 นาทีให้เป็น “เวลาของตัวเอง” มาทำสิ่งที่เราเคยชอบเคยหลงใหลในสมัยวัยรุ่น

แล้วเราอาจจะพบว่าชีวิตมันโอเคขึ้นเยอะเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อก

20170905_kpi

ไม่ใช่ยอดไลค์

ไม่ใช่ยอดวิว

ไม่ใช่ยอดคอมเม้นท์

และไม่ใช่ยอดแชร์

KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อกคือคำถามที่ว่า “ถ้าเราหยุดเขียน จะมีคนคิดถึงเรารึเปล่า?” – “Would they miss me if I was gone?”*

เพราะถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่างานเขียนของเรามีประโยชน์และมีคนรออ่าน แถมมันยังมีเอกลักษณ์ในแบบที่บล็อกเกอร์คนอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนกันได้ด้วย

อาจจะมีคนแย้งว่า KPI ที่ดีมันควรจะเป็นตัวเลขไม่ใช่เหรอ เพราะมันวัดผลได้ ตรงไปตรงมา ไม่มีความลำเอียง

แต่นั่นแหละคือกับดัก

เพราะพอเรายึดติดกับตัวเลขมากเกินไป เราก็จะหลงลืม “เป้าหมายที่แท้จริง”

KPI นั้นเป็นเพียง “ตัวสะท้อน” แต่เป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

ผมลงมือเขียนบล็อก ไม่ใช่เพื่อจะได้มียอดฟอโลเวอร์หนึ่งแสนคน (แต่ถ้าได้ก็ดี!) แต่เพราะว่าอยากจะแชร์มุมมองใหม่ๆ ให้ใครก็ตามที่อาจเอามันไปใช้ประโยชน์ได้

จริงอยู่ KPI อย่างยอดไลค์ยอดแชร์ หรือยอดรายได้มันก็วัดง่ายดี

แต่เพียงเพราะว่าตัวเลขตัวนึงมันวัดง่าย ไม่ได้แปลว่ามันเป็นตัววัดที่ดีที่สุดซะหน่อย

“Would they miss me if I was gone?”

ถ้าเราไม่อยู่แล้วเขาจะคิดถึงเรารึเปล่า?

KPI นี้ใช้ได้มากกว่าการเขียนบล็อกนะครับ

อาจจะใช้วัดก็ได้ว่าเราเป็นวงดนตรีที่ดีหรือไม่

เราเป็นบริษัที่ดีรึเปล่า

เราเป็นหัวหน้าที่ดีหรือไม่

เราเป็นคนที่ใช้ได้หรือเปล่า

—–

* ขอบคุณ KPI จาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม (แกเขียนบล็อกวันละตอนมาสิบกว่าปีแล้ว) http://sethgodin.typepad.com/

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

เด็กไม่เชื่อฟัง

20170904_children

เพราะเด็กนั้นเชื่อดู

“Your children don’t grow up to be what you teach team.
They grow up to be who you are.”
-Anonymous

สมัยผมเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ แม่บ้านที่ผมไปอยู่ด้วยเป็นคนสูบบุหรี่จัดมาก น่าจะวันละ 20 มวนเป็นอย่างต่ำ

แม่บ้านอยู่ตัวคนเดียว เพราะหย่ากับสามี ส่วนลูกชายทั้งสามก็แต่งงานกันไปหมดแล้ว แต่แม่บ้านก็ยังไปเยี่ยมลูกเยี่ยมหลานอยู่บ่อยๆ และเกือบทุกครั้งจะพาผมไปด้วย

ที่น่าสนใจก็คือลูกชายของแม่บ้านสูบบุหรี่ทุกคนเลย

—–

สมัยเด็กๆ ฐานะบ้านผมไม่ได้ดีนัก เราอยู่กันร่วมสิบคนในบ้านทาวน์โฮมซอยสุดท้ายของหมู่บ้านนักกีฬา เด็กในบ้านทุกคนเรียนโรงเรียนรัฐบาล ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 3 บาท (พอขึ้นป.5 เพิ่มเป็นวันละ 10 บาท) สิ้นเดือนถ้าเก็บเงินได้เท่าไหร่ พ่อกับแม่จะสมทบให้เท่านั้น

พ่อกับแม่เป็นคนประหยัด ผมไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ใช้ของฟุ่มเฟือยเลย แม้กระทั่งเพชรทองที่สาวๆ เค้าชอบกันแม่ก็ไม่เห็นจะสนใจซักนิด

แต่แม้จะประหยัดขนาดไหน สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ผมไม่เคยประหยัดเลยคือการซื้อหนังสือ

เด็กที่ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 3 บาทอย่างผม จึงได้อ่านหนังสือดีๆ มากมาย ที่ผมชอบที่สุดน่าจะเป็น “รู้รอบตัวแสนสนุก” ของซีเอ็ดที่มี 9 เล่ม แต่ละเล่มผมน่าจะได้อ่านไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบ

s4

นิสัยรักการอ่านจึงไม่เคยเกิดจากการเคี่ยวเข็ญของพ่อแม่เลย แต่เกิดจากการที่ผมเห็นว่าพ่อกับแม่ก็ชอบซื้อหนังสือ แถมเวลาผมอยากซื้อบ้างพ่อกับแม่ก็สนับสนุนเสมอ

—–

ปรายฝน” ลูกสาวของผมอายุเกือบสองขวบแล้ว และเด็กวัยนี้นั้นเป็นนักเลียนแบบชั้นยอด บางทีเราพูดอะไรไปครั้งเดียว เขาก็จำแล้วเอาไปพูดต่อได้แล้ว

นับจากนี้ไปอีกอย่างน้อย 15 ปี ปรายฝนจะโตไปเป็นคนอย่างไร ส่วนหนึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับสิ่งผมกับภรรยาสอนเขา

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะทำอะไรให้เขาเห็นมากกว่า

Your children don’t grow up to be what you teach team. They grow up to be who you are.

เพราะลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น

เราจึงควรพร่ำสอนให้น้อย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เยอะๆ ครับ


ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนติด Bestseller หมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ) หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งซื้อโดยตรงกับผมได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ขอบคุณภาพจาก http://oleoldbooks.blogspot.com/

ถ้ารู้สึกว่างานมันถึก

20170903_gritty

ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้

เพราะปัญหาที่เราเจออยู่ตอนนี้ มีโอกาสสูงมากที่คนอื่นก็ต้องเคยเจอ และแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหานี้ไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งสำคัญคือเราต้องหยุดทำตามความเคยชิน เพราะไอ้ที่เราทำจนเคยชินนั้นเราไม่รู้ซักหน่อยว่ามันคือวิธีที่ดีที่สุดรึยัง

ตัวอย่างที่ 1
เคยทำ Powerpoint ที่ต้องเอารูปมาใส่สไลด์ละ 1 รูปมั้ยครับ? ใครที่เคยทำจะรู้ว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลืองเวลามาก เพราะรูปแต่ละรูปก็เล็กใหญ่ไม่เท่ากัน insert picture มาแล้วต้องมานั่งปรับขนาดทีละรูป ยิ่งถ้ามีรูปเยอะเป็นร้อยรูปนี่อาจจะเสียเวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว

แต่ถ้าลองหยุดถามซักหน่อยว่ามันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้รึเปล่า (เช่นถามเพื่อนที่เก่ง Powerpoint) เราก็อาจจะพบว่าถัดจากปุ่ม insert picture ไปไม่กี่ปุ่ม มันมีปุ่ม Insert Photo Album ด้วย แค่กด 3 คลิ้ก เราก็จะสามารถเอารูปนับร้อยรูปลงสู่สไลด์ภายในเวลาไม่กี่วินาที ใช้เวลาน้อยกว่ากันเป็นร้อยเท่าเลย

ตัวอย่างที่ 2
สัปดาห์ที่แล้วมี HR จากอีกบริษัทหนึ่งมาเยี่ยมเยียนและถามว่าทาง Wongnai มีวิธีไหนที่จะคัดคนให้รวดเร็วขึ้นบ้าง ผมเลยยกตัวอย่างการลงประกาศหาคนผ่านทาง Job Top Gun ที่เราจะได้คืออีเมลสมัครงานมาหลายร้อยฉบับ ถ้าต้องมานั่งคลิ้กดูเมลทีละฉบับจะเสียเวลามหาศาล ผมเลยลองกูเกิ้ลจนไปเจอโปรแกรมชื่อ Mail Attachment Downloader  ที่สามารถดาวน์โหลดเมลทุกฉบับ (รวมถึง attachments) มาไว้ในคอมของเราได้ จากนั้นผมก็ใช้โปรแกรมอย่าง HTML-merge เพื่อรวมไฟล์ html ทั้งหมดไว้เป็นไฟล์เดียว  ทำให้เราอ่านโปรไฟล์ของผู้สมัครนับสิบนับร้อยคนได้โดยไม่ต้องมานั่งเปิดทีละเมลอีกต่อไป

ต้องขออภัยหากตัวอย่างที่ยกมานั้นเฉพาะทางไปหน่อย แต่หลักการนี้ใช้ได้หมดไม่ว่ากับงานใดๆ คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เจองานถึก งานที่ทำซ้ำๆ งานที่ไม่ต้องใช้สมอง ให้หยุด แล้วลองมองหาเครื่องมือทุ่นแรงครับ ถ้าคิดไม่ออก แนะนำให้ลองคุยกับเพื่อนที่ทำงานสายโปรแกรมเมอร์ก็ได้ คนพวกนี้จะไม่ยอมทำงานถึกโดยเด็ดขาดยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะหาตัวช่วยไม่ได้แล้วจริงๆ

ทำงานสมัยนี้ขยันอย่างเดียวไม่พอแล้วครับ ต้องขยันอย่างมีสติด้วย

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนติด Bestseller หมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ) หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งซื้อโดยตรงกับผมได้ครับ bit.ly/tgimannounce