มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ

20180301_couldbeworse

Sheryl Sandberg มีชีวิตที่หลายคนอิจฉา

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือ Lean In ที่เชียร์ให้ผู้หญิง “กล้าทีี่จะสำเร็จ” ซึ่งกลายเป็นหนังสือ bestseller ขายดีไปทั่วโลก

เธอเคยเป็น VP ของ online sales ที่ Google ก่อนจะโดนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กเทียวไล้เทียวขื่อให้มาเป็น COO ที่ Facebook

เธอมีลูกวัยกำลังน่ารักสองคน และมีสามีชื่อ Dave Goldberg ซึ่งเป็น CEO ของ Survey Monkey ระบบ online survey ที่ดังที่สุดในโลก

ชีวิตของเชอริลดูเพียบพร้อมไปทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2015 ขณะที่เธอและเดฟไปพักผ่อนด้วยกันที่รีสอร์ท เดฟที่ลงมาออกกำลังกายในฟิตเนสก็ตกลู่วิ่งไฟฟ้าหัวฟาดพื้น เสียเลือดมาก ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

(ผลการชันสูตรในภายหลังพบว่าเดฟไม่ได้เสียชีวิตจากการเสียเลือด แต่เดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นปกติฉับพลันระหว่างที่วิ่งอยู่จึงทำให้หมดสติ)

ในห้วงเวลาแห่งความหดหู่ อดัม กรานท์ (Adam Grant) ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียนชื่อดัง และเป็นเพื่อนกับทั้งเชอริลและเดฟก็พยายามจะคอยให้กำลังใจเธออยู่เรื่อยๆ

วันหนึ่งอดัมได้บอกกับเชอริลว่า “ลองคิดดูสิว่าเรื่องมันอาจจะเลวร้ายกว่านี้ได้อีกนะ” (You should think about how things could be worse)

เชอริลคิดในใจว่าจะให้เรื่องมันเลวร้ายกว่านี้ได้ยังไง เธอเพิ่งจะสูญเสียสามีไปหยกๆ นะ

อดัมบอกต่อว่า “ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะระหว่างที่เขาขับรถไปส่งลูกๆ”

เพียงได้ยินคำพูดประโยคนี้ ก็ทำให้เชอริลรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะแม้เธอจะเสียใจกับการสูญเสียสามีสักแค่ไหน ก็คงเทียบไม่ได้กับการต้องสูญเสียทั้งสามีและลูกไปพร้อมๆ กัน อย่างน้อยที่สุดลูกสองคนของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่

คนเรามักนึกว่าเวลาพยายามจะลุกขึ้นมายืนใหม่ เราต้องพยายามคิดถึงแต่เรื่องดีๆ แต่จริงๆ แล้วขอแค่เรามองเห็นคุณค่า (find gratitude) ของสิ่งที่เรามีเหลืออยู่ก็ช่วยได้มากแล้ว

เวลาที่ต้องเจอกับเรื่องราวร้ายๆ ขอแค่เพียงคิดให้ได้ว่า “มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ” ก็น่าจะพอฉุดเราออกจากห้วงอารมณ์แห่งความหดหู่ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Shery Sandberg and Adam Grant – Resilience After Unimaginable Loss

เก๊กแก่

20180228_oldpretense

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมกับแฟนพา “ปรายฝน” ลูกสาววัย 2 ขวบ 4 เดือนไปเข้า Playgroup แถวบ้านมาครับ

Playgroup ที่นี่จัดเป็นสไตล์ Montessori ที่เน้นให้เด็กได้เลือกของเล่นด้วยตัวเอง ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเราปล่อยให้เค้าค้นหาและลองผิดลองถูก เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และไม่กลัวที่จะออกจากกรอบ

รอบๆ บริเวณมีสนามเด็กเล่น มีสไลเดอร์ มีสะพานเชือกให้ป่ายปีน

แถมยังมีแทรมโปลีนขนาดใหญ่ที่เราเคยเห็นแต่ในหนังฝรั่งอีกด้วย

ปรายฝนเป็นเด็กชอบกระโดดอยู่แล้ว พอได้ไปกระโดดบนแทรมโปลีนเลยสนุกขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

ผมเองก็ไม่เคยได้กระโดดบนแทรมโปลีนใหญ่ขนาดนี้ ก็เลยสนุกไปกับเขาด้วย แฟนแซวว่าผมดูสนุกกว่าลูกเสียอีก

จริงด้วย ผมไม่ได้รู้สึกสนุกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ

—–

คุณผู้อ่านที่อายุอยู่ในวัย 30 หรือ 40 กว่าๆ เคยรู้สึกมั้ยครับว่า จิตใจเราเองก็ยังไม่ต่างจากสมัยวัยรุ่นเท่าไหร่

แม้ตีนกาจะขึ้น ผมจะเริ่มบาง พุงจะเริ่มมา แต่เวลาเจอเพื่อนสมัยม.ปลายก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอายุ 16 อีกครั้ง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ลึกๆ ข้างในเรายังเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ

แต่พอมีงานมีการ มีตำแหน่ง มีหน้ามีตา เราต้องเริ่มแต่งตัวให้ดูดี ต้องเริ่มวางมาด ต้องไม่ทำอะไรติ๊งต๊องๆ

15-20 ปีของการเป็นผู้ใหญ่ คือกระบวนการแห่งการชุบตัวและฉาบเคลือบด้วยความคาดหวังที่(เราคิดว่า)สังคมมีต่อเรา

เวลาขำอะไรจึงไม่หัวเราะดังๆ

เวลาฟังเพลงมันๆ เราจึงไม่ลุกขึ้นมาเต้น

เวลาเจอกิจกรรมที่ดูน่าสนุก เราจึงเลือกที่จะนั่งเล่นมือถือ

ความเป็นผู้ใหญ่เลยทำให้เราสูญเสียความกล้า

กล้าที่จะทำในสิ่งที่ทำให้หัวใจพองโต กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ยอมทิ้งตัวตน เพื่อแลกกับอะไรก็ไม่รู้

อาจไม่ถึงกับเป็นโศกนาฎกรรม แต่ก็ใกล้เคียงนะครับ

อยากได้ปลาช่อนก็จงไปจับปลาช่อน

2018022_salmon

อย่าไปจับปลาแซลมอนแล้วพยายามเอามาทำเป็นปลาช่อนเลย

คำพูดนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่าเคยกล่าวไว้ตอนที่มาพูดที่ Wongnai เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว

ผ่านมาครึ่งปีผมก็ได้พบว่าคำนี้มันจริงมากๆ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทำงานอยู่ทีม People (ที่ Wongnai เราจะเรียกแผนก HR ว่า People)

ว่าการหาคนให้เหมาะกับงานตั้งแต่แรกนั้น ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามไปเปลี่ยนแปลงเขา

คนที่ไม่ชอบเขียนรีวิว ต่อให้เราเอาเงินรางวัลมาล่อ เขาก็ไม่เขียนรีวิวอยู่ดี

คนที่ทำงานแนว passive แม้ว่าเราจะบิ๊วแค่ไหน ก็มีโอกาสน้อยที่เขาจะทำงานแบบ proactive

คนที่ไม่มี service mind ต่อให้เราท้วงติงกี่ครั้ง service mind ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

แน่นอน คนเราควรต้องยืดหยุ่นและปรับตัว แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ ก็เป็นความผิดขององค์กรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน หรือเลือกคนที่ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรเข้ามา

นี่อาจหมายรวมไปถึงการเลือกแฟนหรือเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่ต้องคำนึงไว้เสมอว่าสิ่งที่เราคาดหวังควรจะสอดคล้องกับธรรมชาติของเขาด้วย

อยากได้ปลาช่อนก็จงเฟ้นหาปลาช่อน อย่าไปฝืนปลาแซลมอนให้เป็นปลาช่อนเลยนะครับ

เสื้อตัวนั้นคือของเหลือใช้จากตัวเราเมื่อวานนี้

20180226_itemfromyesterdayyou

หนังสือเล่มนั้นที่ซื้อมานานแต่ยังไม่ได้อ่านก็ใช่

คอมเก่าตัวนั้นก็ใช่

สายอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ต่างๆ นั้นก็ใช่เช่นกัน

ไม่สำคัญว่าตัวเราในอดีตจ่ายเงินซื้อมันมาเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ควรคำนึงคือตัวเราในปัจจุบันจะได้ใช้มันอีกหรือเปล่า

หากคำตอบคือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องรับของชิ้นนั้นไว้ เพราะเราในวันนี้เป็นคนละคนกับเราในอดีต

และการเก็บของที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ รังแต่จะทำให้พื้นที่ว่างหายไปโดยไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้เราครับ

—–

ใครรู้สึกว่าห้องเริ่มจะรกเกินไปแล้ว แนะนำให้อ่านวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari ครับ: https://anontawong.com/2015/08/10/konmari/

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin: Totaled

1 พันล้านครั้งที่เหลือ

20180225_1billion

วันนี้แฟนบอกกับผมว่า ช่วงนี้ความคิดที่ผ่านเข้ามาบ่อยๆ คือพวกเราอายุ 38 นี่ก็ถือว่าไม่น้อยแล้วนะ

ผมก็เลยบอกกับแฟนว่าใช่ ดังนั้นมีอะไรที่อยากทำก็ควรจะรีบทำ

ข่าวดีคือเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีแรงอยู่ และแรงที่ว่านี้มีแต่จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะเราจะไม่มีวันเด็กไปกว่านี้แล้ว

“Right now is both the oldest you’ve ever been and the youngest you’ll ever be.”

“นี่คือวันที่เราแก่ที่สุดในชีวิตและคือวันที่เราเด็กที่สุดในชีวิตแล้ว”

-Stan Hayward on Quora

ทราบมั้ยครับว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่จะหัวใจเต้นแค่ 1 พันล้านครั้งตลอดอายุขัยของมัน

มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้สิทธิพิเศษ หัวใจเต้นเกิน 2 พันล้านครั้ง

ถ้าหัวใจเราเต้นเฉลี่ยนาทีละ 60 ครั้ง และเรามีอายุถึง 70 ปี หัวใจเราจะเต้นทั้งหมด 60x60x24x365x70 = 2.2 พันล้านครั้ง

ในวัย 38 นั่นแสดงว่าผมเหลือหัวใจเต้นอีกแค่เพียง 1 พันล้านครั้งเท่านั้น

ก็หวังว่าตัวเองจะใช้ 1 พันล้านครั้งที่เหลืออย่างมีสติ

แล้วคุณล่ะครับ จะใช้การเต้นของหัวใจที่เหลือไปกับเรื่องอะไรบ้าง?