เราเป็นคนใหม่ได้ทุกวัน

เราคนเมื่อวานจบไปตั้งแต่ตอนเข้านอนเมื่อคืนนี้

วันนี้เป็นวันใหม่ และเราก็เลือกที่จะเป็นคนใหม่ได้ นิสัยบางอย่างอาจยังติดตัวมา แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเราเสียทั้งหมด เพราะเจตจำนงเสรีหรือ free will นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมี และเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ใครจะพรากจากเราได้

“You are what you choose to be today, not what you’ve chosen to be before.”
-Wayne Dyer

เมื่อวานนี้เราเลือกอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ระลึกว่าวันนี้เราเลือกอีกแบบนึงได้เสมอ

อย่ายึดติดว่า “ฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันเป็นคนอย่างนี้” แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะแสดงตัวครับ

คนอื่นทำไม่ดีเพราะเขาเป็นคนไม่ดี ส่วนเราทำไม่ดีเพราะมันมีที่มา

นี่คือความสองมาตรฐานที่เราเป็นกันแทบทุกคน

เวลาเราเห็นใครมาประชุมสาย เราจะคิดในใจว่าคนคนนี้น่าจะจัดการเวลาได้ไม่ดี หรือไม่ก็เป็นคนไม่เคารพเวลาของผู้อื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีเหตุผลและเหตุการณ์อีกร้อยแปดพันประการที่ทำให้เขามาสายก็ได้ (เช่นโดนนายใหญ่เรียกคุยด่วน)

ในทางกลับกัน ถ้าเราไปประชุมสาย มันไม่ใช่เพราะเราเป็นคนใช้ไม่ได้ แต่เพราะมีเหตุการณ์ที่จำเป็นหรือควบคุมไม่ได้มาบังคับ เราจะมีเหตุผลที่ดีไว้อธิบายการกระทำของเราเสมอ

เมื่อเราให้เหตุผลของความผิดพลาดไปที่ “ตัวตน” ของคนคนนั้น วิธีคิดแบบนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า Fundamental Attribution Error คือไปโทษที่นิสัยแทนที่จะดูบริบทหรือสถานการณ์ที่เขาเพิ่งประสบมา

ไม่มีใครที่จะอธิบายเหตุผลของการกระทำตัวเองได้ทั้งหมด เราไม่ได้เป็นเขาเราจะรู้อะไร

สิ่งที่เราทำได้ คือมีเมตตาให้มาก ผ่อนปรนกับคนอื่น และดูกันยาวๆ ครับ

คนสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น

แต่เป็นคนที่ลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่น

เมื่อผิดมากกว่าคนอื่น ก็เลยมีโอกาสถูกมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

จำนวนความผิดพลาดที่คนสำเร็จต้องเจอนั้น มากกว่าจำนวนความผิดพลาดที่คนล้มเหลวต้องเจอด้วยซ้ำ

ต่างกันแค่คนหนึ่งล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วย growth mindset

แต่อีกคนล้มแล้วขยาดเพราะเต็มไปด้วย fixed mindset

ชีวิตคือการทดลอง และยุคสมัยนี้การทดลองก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ การอยู่เฉยๆ ต่างหากที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

“Successes are revised mistakes”
-James Clear

ลองให้แยะ ล้มให้เยอะ สิ่งที่จะได้แน่ๆ คือเราจะเก่งขึ้น

และเมื่อโอกาส โชคชะตา และทักษะของเราบรรจบกัน ความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้ครับ

สูตร 1-3-5 สำหรับทำ To Do List

ผมเพิ่งอ่านเจอสูตรนี้มา ยังไม่เคยลอง แต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยขอนำมาถ่ายทอดให้อ่านกันก่อนครับ

ในแต่ละวันให้ทำ To Do List ไม่เกิน 9 ชิ้น

1 Big Thing – งานชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นที่สำคัญที่สุดและต้องออกแรงมากที่สุด

3 Medium Things – งานขนาดกลาง 3 ชิ้นที่สำคัญพอสมควรและใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก

5 Little Things – งานขนาดเล็กอีก 5 ชิ้นที่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าวันไหนเรามีประชุมเยอะๆ เราอาจต้องลดจำนวนงานลง และถ้าเรามักจะเจองานแทรกระหว่างวันอยู่บ่อยๆ ก็อาจต้องเว้นสล็อตว่างไว้สำหรับงานเหล่านี้ด้วย

อาการอย่างหนึ่งของคน(อยาก) productive คือสร้าง To Do List ที่งานเยอะเกินไป พอจบวันเลยทำไม่เคยหมดซักที

นี่คืออีกหนึ่งทางเลือก ตัดสินใจเสียแต่ต้นว่าจะทำแค่ 9 อย่างนี้ prioritize เสียตั้งแต่หัววันจะได้ไม่ต้องรู้สึกเฟลในภายหลัง

เดี๋ยววันนี้ผมว่าจะลองดู ใครได้ลองแล้วมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก A Better To-Do List: The 1-3-5 Rule

3 ไอเดียจากหนังสือ Healthy Always

1.กฎเหล็กเพื่อสุขภาพที่ดี 6 ข้อ ได้แก่ ห้ามสูบบุหรี่ ดื่มไวน์เพียงวันละ 1-2 แก้ว ออกกำลังกายวันละ 30 นาที กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้รอบเอวใหญ่กว่าครึ่งนึงของส่วนสูง และนอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ เลิกสูบบุหรี่และงดมื้อเย็นหรือกินอาหารเย็นให้น้อยที่สุด แล้วใช้เวลานั้นไปออกกำลังกายแทน

2. ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อกินอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่ควรกินเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเป็นหลัก จากการทดลอง หนูที่จำกัดการกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมงจะมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่กินทั้งวันทั้งคืนถึง 28% แม้ว่าหนูทั้งสองกลุ่มจะได้รับปริมาณแคลอรีต่อวันเท่ากัน เมื่อไม่กินพร่ำเพรื่อ ร่างกายจะย่อยและใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงควรจำกัดช่วงเวลาในการกิน และปล่อยให้ตัวเองมีเวลาหิวเล็กน้อยทุกวัน แต่ละมื้ออย่าใช้เวลากินเกิน 40 นาที และถ้ามีเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 20 นาทีจะดีมากเพราะกล้ามเนื้อจะเรียกใช้น้ำตาลในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง

3. แม้ในอนาคตจะมีวัคซีน COVID-19 ออกมาก็อย่าคิดว่าไวรัสจะถูกกำจัดราบคาบ เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด และโคโรนานั้นก็เป็นไวรัสไข้หวัดชนิดหนึ่ง แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผล 100% เรารู้กันดีว่าโอกาสในการเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสก็คืออายุและโรคประจำตัว เราเปลี่ยนอายุเราไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้มีโรคประจำตัวได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Healthy Always สุขภาพดีตลอดไป โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สำนักพิมพ์ openbooks