กฎที่ไม่มีกฎของ Netflix

สำหรับคนที่ติดตามบล็อกนี้เป็นประจำ อาจสังเกตว่าผมจะพูดถึงหนังสือ No Rules Rules ที่เขียนโดย Reed Hastings, CEO ของ Netflix อยู่บ่อยๆ*

ด้วยความที่เนื้องานของผมเป็น HR อยู่แล้ว จึงอินกับหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ และยกให้เป็นหนังสือ Top 3 ที่ผมได้อ่านในปีนี้

หนึ่งในประเด็นที่ผมชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ Lead with Context, Not Control – จงนำองค์กรด้วยบริบท ไม่ใช่ด้วยการบังคับควบคุม

องค์กรส่วนใหญ่จะใช้ Control ในการกำกับกิจกรรมในองค์กร ทุกสิ่งที่พนักงานทำต้องผ่านการอนุมัติจากหัวหน้า มีกระบวนการมากมายเต็มไปหมดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด ในขณะที่ Netflix นั้น พนักงานมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจอะไรได้เองโดยไม่ต้องให้หัวหน้าอนุมัติเลย แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ที่ต้องใช้เงินเป็นหลักล้านก็ตาม

สมมติว่าเรามีลูกชายที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและอยากจะไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนคืนวันเสาร์ เราเป็นห่วงว่าลูกจะเมาแล้วขับมั้ย หรือจะนั่งรถเพื่อนที่เมาแล้วขับรึเปล่า เรามีวิธีป้องกันปัญหาได้สองแบบ

1.เรามีสิทธิ์ตัดสินใจได้ว่าปาร์ตี้ไหนบ้างที่ลูกของเราจะไปได้หรือไปไม่ได้ ถ้าเขาอยากจะไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน เขาต้องมาอธิบายให้เราฟังก่อนว่าทำไมถึงอยากไปงานนี้ และต้องให้เราได้คุยกับพ่อแม่เจ้าของบ้านด้วย โดยเราต้องการความมั่นใจว่าจะมีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านคอยดูแลพวกเด็กๆ เวลาปาร์ตี้ เมื่อเราอนุญาตให้ไปแล้ว เราก็ให้ลูกลงแอปที่เอาไว้แทร็คโลเคชั่นของลูกเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไปแค่ที่นี่ที่เดียว นี่คือวิธีการ Lead with Control

2.อีกวิธีคือนั่งคุยกับลูก อธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมวัยรุ่นถึงดื่มเหล้า และอันตรายที่มาพร้อมกับการเมาแล้วขับนั้นมีอะไรบ้าง เราเอาเหล้าแต่ละชนิดมารินใส่แก้วแล้วให้ลูกลองดื่มดูเพื่อเขาจะได้รู้ว่ากินแค่ไหนถึงจะมึน แค่ไหนถึงจะเมา และแค่ไหนถึงจะเมาเละเทะจนจำอะไรไม่ได้ เราเปิด Youtube ให้เขาดูว่าพอเมาแล้วขับนั้นมันมีผลลัพธ์อะไรตามมาบ้าง เมื่อเรามั่นใจว่าลูกเข้าใจผลกระทบของการเมาแล้วขับ เราก็ปล่อยให้ลูกเลือกได้เองว่าจะไปปาร์ตี้ที่ไหนบ้าง นี่คือการ Lead with Context

แน่นอนว่าเราจะเลือกทางไหนขึ้นอยู่กับว่าลูกชายของเราเป็นเด็กแบบไหน ถ้าที่ผ่านมาเขาเป็นเด็กเกเรและไม่ค่อยมีวิจารณญาณ เราก็อาจจะจำเป็นต้องใช้วิธีแรก แต่ถ้าลูกของเราเฉลียวฉลาดและมีความเป็นผู้ใหญ่พอ เราก็สามารถเลือกใช้วิธีที่สองได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาตัดสินใจได้ดีเรื่องการไปปาร์ตี้แล้ว ยังทำให้เขาเป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์อื่นๆ อีกด้วย

กับที่ทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามีพนักงานที่ฉลาดและมีวิจารณญาณที่ดี การ Lead with Context ก็น่าจะถูกจริตเขามากกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขาและเราให้เขาได้มีอิสรภาพและความรับผิดชอบ (freedom and responsibility) กับทุกงานที่เขาได้รับมอบหมายครับ


* หนังสือ No Rules Rules มีผู้เขียนร่วมคือ Erin Myer ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ INSEAD ซึ่งโด่งดังด้านหลักสูตร MBA

3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract

ทำบุญแล้วรวยจริงหรือ

ก่อนอื่นต้องนิยามก่อนว่า “รวย” คืออะไร

ถ้าความรวยไม่ได้ผูกกับตัวเงินในบัญชีเท่ากับความรู้สึกที่มีในใจ

คนที่มีเงินแสนที่รู้จักพอ อาจรวยกว่าคนที่มีเงินล้านที่ยังไม่พอก็ได้

เพราะเมื่อยังยังหิวอยู่ ก็ต้องดิ้นรนให้ได้มา จนไม่มีพื้นที่ว่างที่จะแบ่งปันให้ใคร

แต่ถ้าเราไม่ได้หิวโหย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตักตวง เราพร้อมจะชวนคนอื่นมาร่วมโต๊ะอาหารกับเราด้วย

การทำบุญจึงเป็นการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักพอ ฝึกให้กระเพาะกิเลสมีขนาดกะทัดรัด ฝึกให้เราพอใจกับปัจจุบันและไม่หวั่นเกรงอนาคต

การทำบุญที่ถูกต้อง จึงคือการทำบุญเพื่อมุ่งไปสู่การลดความข้นเหนียวในจิตใจ ไม่ใช่เพื่อหวังผลตอบแทนอะไร

เมื่อเรารู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปัน ใครก็อยากร่วมงานและทำธุรกิจด้วย แม้จะยังไม่มี passive income แต่เราจะมี passive reputation คือชื่อเสียงที่ขจรขจายโดยที่เราไม่ต้องออกแรง ซึ่งย่อมจะทำให้มีโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต เป็นวงจรกุศลที่ทำให้ชีวิตไหลขึ้นที่สูง

เมื่อวางใจได้เช่นนี้ การทำบุญก็น่าจะทำให้รวยขึ้นได้จริงๆ ครับ

หน้าหนาวใครเขาพูดเรื่องโลกร้อน

กรุงเทพอากาศเย็นสบายมาสองวันแล้ว เป็นเหตุการณ์พิเศษที่เราต้องรีบซึมซับเอาไว้เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน

ช่วงอากาศหนาวๆ นี่ยอดขายแอร์และไอติมน่าจะตก และคงไม่มีใครออกมารณรงค์เรื่องโลกร้อน เพราะถึงพูดไปคนก็ไม่อิน

แล้วถ้าคนไทยไม่อินเรื่องโลกร้อนในช่วงอากาศเย็น ฝรั่งจะอินเรื่องโลกร้อนกันหรือ ในเมื่อบ้านเขาอากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไม่น้อยเชื่อว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิด เป็นเรื่องหลอกหลวง ทั้งๆ ที่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์มากมาย

แต่ข้อมูลและตัวเลขนั้นเข้าได้ถึงแค่สมอง ไม่อาจเข้าถึงจิตถึงใจจนเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมได้

ดังนั้น การจะสื่อสารหรือโน้มน้าวอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหา คือจังหวะเวลาและบริบท

เพราะแม้สิ่งที่เราพูดจะถูก แต่ถ้ามันมาในเวลาที่ผิด ความพยายามของเราก็อาจจะสูญเปล่าครับ

นิทานวาดรูป

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลังจากปู่กับหลานกลับมาจากโบสถ์ หลานก็วิ่งไปห้องนั่งเล่นแล้วหยิบกระดาษกับดินสอสีขึ้นมาวาดรูป

“หนูวาดอะไรคะ” ปู่ถาม

“หนูกำลังวาดพระเจ้าค่ะคุณปู่!”

“แต่ไม่มีใครเคยเห็นนะว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง”

“เดี๋ยวพอหนูวาดเสร็จเค้าก็จะได้เห็นกันแล้วค่ะ!”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul