นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”

อดนอนมาทำงานก็เหมือนคนเมาแล้วขับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงสำหรับคนทำงานสมัยนี้มากคืออาการอดนอน

แค่ทำงานบวกเดินทางเวลาก็เหลือน้อยแล้ว

พอบวก Netflix และ Clubhouse เข้าไป เวลานอนยิ่งน้อยไปใหญ่

แถมบางคนยังคิดว่าการนอนน้อยเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ทุ่มเทกับการทำงานด้วย

“เมื่อคืนทำงานถึงตี 2 ได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง”

อาจเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินจากใครบางคนที่กำลัง humblebrag คือพูดเหมือนบ่นแต่จริงๆ แล้วก็ภูมิใจและอยากอวด

เราควรหยุดพฤติกรรมแบบนี้ถ้าอยากจะเป็นคนทำงานที่ดี มีสุขภาพดี และมีอายุที่ยืนยาวเพื่ออยู่เห็นคนที่เรารักเติบโต

Charles Czeisler ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้าน Sleep Medicine จาก Havard เคยกล่าวไว้ว่า

“We now know that a week of sleeping four or five hours a night induces an impairment equivalent to a blood alcohol level of 0.1 percent”

การนอนน้อยติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์นั้นลดสมรรถภาพของสมองและร่างกายไม่ต่างอะไรกับคนที่กินเหล้าจนเมา

เราไม่เคยชมใครว่า “คนนี้ทำงานดีมากเลย เพราะเค้าเมาทั้งวันเลย!” (‘This person is a great worker! He’s drunk all the time!’)

แต่เรากลับชื่นชมและยอมรับคนที่อดนอน

เราอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่อดนอนแล้วไม่เป็นอะไร แค่กินกาแฟแล้วไปนอนชดเชยช่วงสุดสัปดาห์ก็ได้ แต่ขอให้คิดใหม่ เพราะคนที่อดนอนแล้วไม่กระทบการทำงานนั้นมีน้อยสุดๆ ดังคำกล่าวของ Matthew Walker ผู้เขียนหนังสือ Why We Sleep ว่า

“The number of people who can survive on five hours of sleep or less without impairment, and rounded to a whole number, is zero.”

จำนวนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการนอนห้าชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นโดยที่ไม่มีผลกระทบอะไรเลย เมื่อปัดเศษแล้ว จะมีทั้งหมด 0 คน

คนอดนอนมักจะอารมณ์ไม่ดี ฟาดงวงฟาดงา ตัดสินใจผิดพลาด หลุดในเรื่องที่ไม่ควรหลุด สุดท้ายแล้วอาจสร้างความเสียหายได้มากมายไม่ต่างจากคนเมาแล้วขับ

ถ้าเรามองว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบ สิ่งแรกๆ ที่ควรทำคือหาทางนอนให้พอครับ

ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A

Aim – วันนี้เรามีจุดมุ่งหมายอะไร สิ่งใดบ้างที่เราต้องทำ ใครบ้างที่เราต้องคุย อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องทำให้สำเร็จในวันนี้

Attention – สิ่งใดที่เราต้องทำให้มาก สิ่งใดที่เราควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่เราจะได้มีพลังและสมาธิในการทำเรื่องที่สำคัญสำหรับวันนี้

Attitude – เมื่อคิดถึงเรื่องที่เราต้องทำแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เรามีความกังวลใจรึเปล่า และความกังวลเหล่านั้นจะช่วยให้งานสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่ช่วย เราก็อาจจะต้องปรับทัศนคติเสียใหม่เพื่อให้มี energy ที่เหมาะสม

ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A – Aim, Attention และ Attitude

ขอให้สนุกกับการทำงานวันนี้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

ยังไงก็ต้องมีคนผิดหวังในตัวเรา

เราคงเคยเจอคนที่พยายามจะ please ทุกคน พยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่สุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถทำให้ใครพอใจได้เลย

นี่คือบทเรียนที่คนทำงานทุกคนจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ ว่าสิ่งที่เราคิด เราตัดสินใจ และลงมือทำนั้น สุดท้ายแล้วจะมีคนที่ได้ประโยชน์ และคนที่เสียประโยชน์เสมอ

คนที่ได้ประโยชน์ก็จะชื่นชม คนที่เสียประโยชน์ (หรือคิดว่าเขาเสียประโยชน์) ก็จะต่อว่าต่อขาน

เราไม่สามารถทำให้ทุกคนแฮปปี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือมีหลักการที่เรายึดมั่นเอาไว้เสมอ

“Do not think you can be brave with your life and your work and never disappoint anyone. It doesn’t work that way.”
-Oprah

อยู่ในที่แจ้งก็ย่อมต้องโดนแดดโดนฝน ไม่ว่าจะทำเต็มที่แค่ไหน ยังไงก็ต้องมีคนผิดหวังในตัวเรา

ยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ แล้วเดินหน้าต่อไปนะครับ

คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้า

James Clear ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits จะเขียนหนึ่งคำถามลงกระดาษเปล่าทุกเช้า คำถามนั้นก็คือ:

What do I actually want? ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่มีประโยชน์อย่างมาก และเมื่อถามตัวเองทุกวัน คำตอบก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคำตอบชัดเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนมันเป็น action steps ที่นำไปลงมือทำต่อได้

ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองทุกเช้าติดต่อกันซัก 1 เดือน

แล้วชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ