ความทุกข์ของลูกคนรวย

Blythe Grossberg เป็นผู้เขียนหนังสือ I Left My Homework in the Hamptons: What I Learned Teaching the Children of the One Percent

The One Percent ในที่นี้หมายถึงคนที่รวยระดับ Top 1% ของโลก

Grossberg เล่าถึงชีวิตการเป็นติวเตอร์ให้กับกลุ่มอีลีท (elite) ในย่านแมนฮัตตัน ที่แสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยแบบสุดโต่งนั้นมีผลต่อเด็กๆ อย่างไรบ้าง

“เบน” พักอยู่ในโรงแรมห้าดาวและสั่งอาหาร room service ทุกมื้อ

“โอลิเวีย” สะสมรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูที่เคยถูกสวมใส่โดยเหล่าดารา

“ดาโกต้า” ขึ้นเครื่องบินไปกรุงโรมเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับดราม่าที่โรงเรียน

นี่คือความเป็นไปของครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดในนิวยอร์ค ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการต้องมาก่อน ความร่ำรวยไม่ได้ช่วยให้ลดความกังวล และพ่อแม่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย Ivy League อย่าง Harvard, Yale, และ Princeton

หลังจากได้ติวลูกหลานในครอบครัวเหล่านี้ สิ่งที่ Grossberg ได้ค้นพบมีดังนี้ครับ

  • เด็กๆ มีตารางเวลาที่แน่นราวกับ CEO ที่แต่ละวันเริ่มต้นด้วยการซ้อมตีสควอชตอนตี 5 และจบลงด้วยการติวหนังสือตอนดึกดื่น เพราะการทำกิจกรรมเยอะๆ นั้นจะเป็นแต้มต่อสำหรับการได้รับการพิจารณาเข้ามหาลัยระดับท็อป
  • เด็กหลายคนมีความเครียดและอาการซึมเศร้าจนบางทีต้องหันไปพึ่งยาหรือของมึนเมา
  • พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะไม่คิดว่าจะสามารถ contribute อะไรได้อีก เพราะพ่อแม่เองก็ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว
  • พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ “ความสำเร็จ” มาก มากเสียยิ่งกว่าความผูกพันทางใจ (emotional connection) แต่สิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่คือ emotional connection ที่พวกเขาแทบไม่เคยได้รับจากพ่อแม่
  • พ่อแม่ของเด็กกลัวว่าชีวิตในวันข้างหน้ามันจะเป็น zero-sum game คือถ้ามีคนได้ประโยชน์ก็จะต้องมีคนเสียประโยชน์ ดังนั้นพ่อแม่จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้อยู่ในฝั่งที่จะได้ประโยชน์

แล้วเราจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร?

สิ่งที่ Grossberg ลองแล้วได้ผล คือให้เด็กกลุ่มนี้ได้ไปพบเจอกับคนที่ “อยู่นอกแวดวง” ให้รู้จักกับชีวิตของคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าพวกเขา

เด็กๆ เคยไปอาสาช่วยงานที่ศูนย์เปลี่ยนสัญชาติ (citizenship center) เพื่อช่วยให้คำแนะนำกับคนร้อยพ่อพันแม่ว่าหากอยากจะเปลี่ยนมาใช้สัญชาติอเมริกันจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากจบงานนั้น เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เด็กคนหนึ่งที่ได้ที่โหล่ของห้องพบว่าตัวเองเป็นคนที่อธิบายได้ดีและน่าจะเป็นครูได้ ส่วนเด็กอีกคนที่ตอนแรกจะเลิกเรียนภาษาสเปนก็ค้นพบว่าตัวเองพูดสเปนได้คล่อง และช่วยเหลือชาวต่างชาติที่พูดภาษาสเปนได้เป็นอย่างดี


บทความนี้อาจจะดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยหรือผู้อ่าน Anontawong’s Musings เท่าไหร่นัก เพราะพวกเราเองคงไม่ใช่ Top 1%

แต่มีอย่างน้อยสามแง่คิดที่ผมได้จากเรื่องราวนี้

หนึ่ง แม้จะไม่ใช่ Top 1% แต่เราเองก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับ “ความสำเร็จ” โดยเฉพาะความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไม่ค่อยเหลือแรงและเวลามาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เรารักมากที่สุด

สอง ลูกของเรานี่ถือว่ามีบุญ ยิ่งปิดเทอมก็มีเวลาว่าง นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องรับแรงกดดันเพื่อบรรลุความฝันของพ่อแม่

และสาม ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดีครับ

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส NBA

เชื่อว่าเราทุกคนเคยผ่านวันทำงานที่สุดแสนจะ unproductive

เช่นเจองานแทรกแต่เช้า หรือเจอเหตุการณ์วุ่นวายที่บ้าน เจอข่าวดราม่าที่เราตามไปเสพต่อในโลกโซเชียล อุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน พอคิดแล้วก็ท้อ ได้แต่บอกว่า พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่แล้วกัน กลายเป็นว่าวันนั้นกลายเป็นวันที่แทบจะสูญเปล่าไปเลย

ใครที่ดูบาสเกตบอล NBA จะรู้ว่าเขาจะแบ่งเกมออกเป็น 4 quarter แต่ละควอเตอร์มีเวลา 12 นาที และคั่นด้วยพักเบรค 130 วินาที (ตอนจบควอเตอร์ที่สองจะมีพักครึ่ง 15 นาที)

เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้งว่าทีมที่ควอเตอร์แรกๆ เล่นแย่จนคะแนนตามอยู่นั้น ก็อาจจะไปแก้เกมและกลับมา come back เอาชนะในช่วงท้ายได้

เราจึงควรมองวันทำงานเป็น 4 ควอเตอร์เช่นกัน ถ้าเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ความยาวแต่ละควอเตอร์ก็ประมาณ 2 ชั่วโมงพอดี

ถ้าเราผ่าน 4 ชั่วโมงแรกของวันไปแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน แทนที่จะตีอกชกตัวว่า “เราแพ้” เสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ให้คิดเสียว่าเราเพิ่งจบครึ่งแรกไปเอง ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกตั้งสองควอเตอร์

ดังนั้น จงออกไปพัก และหาโอกาสแก้เกมเสียใหม่ แล้วกลับมาตีตื้นในควอเตอร์ที่สามหรือควอเตอร์ที่สี่ก็ยังไม่สาย

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส แล้วเราจะมีโอกาส come back ได้ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Gretchen Rubin หนังสือ Better Than Before: Mastering the Habits of Our Everyday Lives

ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

6 สิ่งที่ต้องปรับสำหรับการ WFH (ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป)

Gwen Moran เป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ด้าน Leadership ให้กับนิตยสารชั้นนำอย่าง Fast Company

เธอทำงานที่บ้านมานานแล้ว แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจทำให้คุณ Moran รู้สึกไม่มั่นคง เธอจึงรับงานเยอะกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น

แต่ผลของการทำงานอยู่กับโต๊ะนานเกินไป ทำให้วันหนึ่งเธอมีอาการหายใจลำบากและต้องเข้าไอซียูเพราะโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism – มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานเช่นผู้ป่วยติดเตียง)

แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หมอก็เตือนว่าถ้าเธอไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ครราวหน้าเธออาจจะไม่ได้โชคดีอย่างนี้

Moran จึงขอแนะนำ 6 เรื่องที่เราควรทำเพื่อให้ยังมีสุขภาพที่ดีช่วงที่เรา WFH ครับ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้เราลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียม ช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวอีกด้วย

แต่เราไม่จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันมา เพราะปริมาณน้ำที่จำเป็นนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราทำกิจกรรมอะไรและกินอาหารประเภทไหนบ้าง (ผลไม้อย่างแตงโมหรือสตรอเบอรี่นั้นมีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 90%)

สิ่งที่ควรทำคือหาน้ำไว้ใกล้ๆ มือ และจิบน้ำเมื่อรู้สึกว่าปากเริ่มแห้ง

2. พักเบรค

บริษัทด้านสุขอนามัยในที่ทำงานอย่าง Tork เคยทำการสำรวจและพบว่า 91% ของคนทำงานในสหรัฐทำงานหนักขึ้นในช่วง WFH และ 40% ไม่ได้พักเบรคตอนเที่ยง แถมมีถึง 1 ใน 5 ที่รู้สึกว่าจะโดนคนอื่นมองไม่ดีถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตลอดเวลา

แต่การพักเบรคนั้นช่วยเพิ่ม productivity ให้เราได้ ถ้ารู้สึกว่าเราใช้เวลาติดอยู่กับโต๊ะมากเกินไป เราควรบล็อคเวลาพักไว้ทุกๆ 60 หรือ 90 นาที

3. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

การออกกำลังกายคือยาวิเศษทั้งในเชิงป้องกันและการรักษา เราจึงควรให้เวลากับการออกกำลังกายวันละ 30 ถึง 60 นาที

สิ่งที่ควรระวังคืออย่าออกกำลังกายโดยใช้ร่างกายเพียงส่วนเดียวทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราควรออกกำลังกายหลากหลายประเภทสลับกันไป เช่นวันนี้ทำ bodyweight training ส่วนพรุ่งนี้ก็ไปจ็อกกิ้ง และวันถัดมาก็เล่นโยคะเป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราควรจะเปลี่ยนท่านั่งทุก 30 นาที เพราะการนั่งนานเกินไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเพิ่มโอกาสการเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) และระหว่างที่เปลี่ยนอิริยาบถก็ควรใช้โอกาสนี้ยืดเส้นด้วย

สำหรับคนที่พอมีสตางค์และมีพื้นที่ในบ้าน อาจจะหา standing desk หรือโต๊ะที่ใช้ยืนทำงานมาติดตั้งเอาไว้ แต่ถ้าใครปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ก็หาโอกาสที่จะยื่นคุยโทรศัพท์หรือยืนคุยตอนประชุมก็ยังดี

4. หาความสงบให้จิตใจ (finding calm)

จากการสำรวจของ Gallup ในปี 2021 พบว่าคนทำงานในสหรัฐถึง 45% บอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้มีผลกระทบต่อชีวิต “เป็นอย่างมาก” และ 57% บอกว่าประสบภาวะเครียดทุกวัน

ดังนั้นเราจึงควรมี “ท่าลดความเครียด” ติดตัวเอาไว้ เช่นสูดลมหายใจลึกๆ โทรหาเพื่อน หางานอดิเรกทำ หรือหาสิ่งที่ทำแล้วได้เป็นตัวของตัวเอง

การตกอยู่ใต้ภาวะเครียดนานๆ คือทางด่วนสำหรับการ burnout ดังนั้นเราจึงต้องสังเกตร่างกายของเราให้ดี เช่นถ้ารู้สึกตึงๆ ที่หัวไหล่ หรือหัวใจเต้นแรงขึ้น เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลาย

5. ขีดเส้นเวลางานและเวลาส่วนตัว

ช่วง WFH จำนวนชั่วโมงการทำงานของหลายคนสูงขึ้นมาก บางทีค่ำแล้วเราก็ยังกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อเตรียมงานสำหรับโปรเจ็คถัดไป

เราจึงควรเซ็ตเวลาว่าจะเริ่มงานและเลิกงานเมื่อไหร่ แล้วหาทางที่จะใช้เวลาให้สอดคล้องกับตารางนั้น

วิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คือการ “กลับบ้านเทียม” (fake commute) ตอนหมดวัน ด้วยการเปลี่ยนชุดและออกไปเดินเล่นหรือทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับตัวเองว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำงานแล้วนะ

6. ใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ

สมาคมการแพทย์อเมริกันพบว่า ช่วง WFH ที่ผ่านมา มีคนถึง 40% ที่ “โดด” การตรวจสุขภาพ

หากเราไม่ได้ตรวจสุขภาพมานานเกินหนึ่งปี ก็ควรหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เผื่อเจออะไรที่ผิดปกติจะได้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

เราไม่จำเป็นต้องพยายามปรับเปลี่ยนทั้ง 6 ข้อโดยทันที เพราะถ้าเราพยายามเปลี่ยนอะไรมากเกินไปเราก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดี แค่เลือกขึ้นมาทำสัก 1 หรือ 2 ข้อจนกลายเป็นนิสัยแล้วค่อยทำข้ออื่นๆ ต่อน่าจะได้ผลมากกว่า

เราน่าจะยังต้อง WFH หรือ Hybrid Work ไปอีกนาน – เผลอๆ จะตลอดไปด้วย

เราจึงควรจะมีอุปนิสัยที่เหมาะสม เพื่อจะได้ WFH ได้อย่างยั่งยืนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Fast Company: After a health scare, here’s how I’m changing up my remote work habits by Gwen Moran

นิทานวัยเกรียนกับหมาป่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กวัยแสบคนหนึ่งถูกคนเลี้ยงสัตว์ทิ้งไว้บนหลังคาโรงเลี้ยงแกะเพื่อจะได้ปลอดภัยจากภยันตราย

เมื่อเด็กกวาดตามองสิ่งต่างๆ ด้านล่างก็เจอหมาป่า เขาจึงเริ่มเยาะเย้ยถากถาง ทำหน้าล้อเลียน

“ข้าได้ยินเจ้านะ แต่ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก” หมาป่าเอ่ย “เพราะตราบใดที่เจ้ายังอยู่บนนั้น สิ่งที่พูดกับข้าคือหลังคา หาใช่ตัวเจ้าเลยสักนิด”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานสอนใจ ลูกแพะกับหมาป่า