เมื่องานกลายมาเป็นสรณะหนึ่งเดียวในชีวิต

Danielle Steele คือหนึ่งในนักเขียนนิยายโรแมนติกที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา

สตีลพิมพ์หนังสือมาแล้วถึง 190 เรื่อง ขายไปแล้วว่า 800 ล้านเล่ม และแม้ว่าวันนี้เธอจะอายุ 74 ปีแล้ว ก็ยังสปีดไม่ตกลงเลย

นี่คือรายชื่อนิยายที่เธอตีพิมพ์ในปี 2019-2021

2019
Turning Point
Silent Night
Blessing in Disguise
Lost and Found
The Dark Side
Child’s Play
Spy

2020
Moral Compass
The Numbers Game
The Wedding Dress
Daddy’s Girls
Royal
All That Glitters

2021
Neighbors
The Affair
Finding Ashley
Nine Lives
Complications
The Butler
Flying Angels

ต้องเป็นคนวัยเจ็บสิบกว่าแบบไหนถึงจะเขียนนิยายได้ปีละ 7 เรื่อง!

สตีลเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Glamour ว่าเธอทุ่มเทกับงานเขียนหนังสือมาก แต่ละวันเธอจะไม่เข้านอนจนกว่าจะเหนื่อยระดับที่หลับบนพื้นก็ยังได้ ทั้งปีเธอจะหยุดพักแค่สัปดาห์เดียว บางทีเธอก็เขียนหนังสือ 24 ชั่วโมงติดต่อกัน และถ้าคืนไหนได้นอน 4 ชั่วโมงก็ถือว่าเยอะแล้ว

แม้ว่าจะ productive ขั้นเทพขนาดนี้ แต่สตีลเองก็ยอมรับเธอใช้ความ productive เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับด้านมืดมนของตนเอง เธอเคยสูญเสียลูกชายเพราะเสพยาเกินขนาด และหย่ามาแล้ว 5 ครั้ง

สตีลให้สัมภาษณ์ว่า งานคือที่พึ่งพิงของเธอ ไม่ว่าจะมีเรื่องแย่ๆ อะไรเกิดขึ้นในชีวิต งานก็ยังเป็นสิ่งที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นหลุมหลบภัยให้เธอได้เสมอ


ผมเชื่อว่าเรารู้จักใครบางคนที่ยึดงานเป็นสรณะ คนที่ตอบเมลหลังเที่ยงคืน ตามงานทางไลน์วันเสาร์อาทิตย์ เหมือนชีวิตทั้งชีวิตโคจรอยู่รอบงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจนำมาซึ่งความสำเร็จ เงินทอง และตำแหน่งที่เป็นเชิดหน้าชูตา

แต่ก็อดถามไม่ได้ว่ามันนำมาซึ่งความอิ่มใจและความพอใจหรือเปล่า

ผมเคยอ่านเจอว่า สิ่งที่สร้างความสุขได้อย่างแท้จริงคือความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งกับคนในครอบครัวและกับเพื่อนสนิทมิตรสหาย

ถ้าเราสัมพันธ์กับงานจนไม่เหลือแรงและเวลาเพื่อสานสัมพันธ์กับมนุษย์ ผมว่านั่นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

เราจึงควรสร้างอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมาบ้าง ลองถอดหมวกการเป็น “คนทำงานที่ยอดเยี่ยม” แล้วสวมหมวกของการเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยม เป็นพ่อที่ยอดเยี่ยม เป็นลูกที่ยอดเยี่ยมดูบ้าง

แรกๆ อาจจะยังไม่ชินและอาจทำได้ไม่ดี เพราะเราเอาตัวตนผูกกับงานมานานเกินไป แต่นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่เราควรปรับเปลี่ยน ไม่อย่างนั้นปลายทางจะอ้างว้างมาก

อย่าให้หน้าที่การงานเป็นสรณะหนึ่งเดียวในชีวิตครับ

สิ่งแรกที่ควรทำตอนตื่นนอน คือหาใจตัวเองให้เจอ

อันนี้ไม่ได้พูดในเชิงตามหาความฝันหรือตอบคำถามว่าตัวเองต้องการอะไรนะครับ

แต่เป็นการทำความรู้จักกับความรู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่นาทีแรกที่เรารู้สึกตัวตอนเช้า

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เคยได้แนะนำเอาไว้:

“จิตที่มีสมาธิ ถ้าพวกเราไม่มี เราไปสังเกตตอนที่เราตื่นนอน ตอนที่ตื่นนอนยังไม่ได้ทันคิดเรื่องงาน ตรงนั้นล่ะพอจะมีสมาธิอยู่บ้าง ฉะนั้นเวลาตื่นนอนเป็นเวลาสำคัญ เป็นนาทีทองของชีวิตเรา ตื่นนอนขึ้นมา อย่านอนบิดขี้เกียจ ฟุ้งซ่านอะไรไปเรื่อยๆ ตื่นนอนก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกกายรู้สึกใจไป จิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา”

ใครไม่เคย อยากให้ลอง เมื่อเราตื่นให้ลองสังเกตตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร สุข เศร้า เฉยๆ กังวล ตื่นเต้น พลังงานเป็นบวกหรือเป็นลบ ร่างกายเราแต่ละส่วนเป็นอย่างไรบ้าง

ลองดูว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “ใจ” ของตัวเองนั้นอยู่ตรงไหน มันคือที่ที่ความรู้สึกและศูนย์กลางของเราดำรงอยู่ ลองดูเล่นๆ ไม่มีคำตอบถูกผิด

เมื่อนอนดูความรู้เนื้อรู้ตัวได้สักครู่ จึงค่อยลุกขึ้นมาทำกิจวัตรและภารกิจประจำวันของเรา

หากเราหาใจให้เจอทุกเช้าจนเป็นนิสัย ใจเราจะนิ่งขึ้น ไม่กระเพื่อมไปกับสิ่งเร้าต่างๆ ที่ไหลเข้ามาตลอดทั้งวันครับ

ความสุขไม่ได้รออยู่ข้างหน้า

ความสุขที่รออยู่ตอนที่เราบรรลุเป้าหมายนั้น เป็นความสุขที่เกิดจากการหลั่งของโดพามีน ซึ่งมีอายุสั้นนิดเดียว ผ่านไป 2-3 วันความสุขนั้นก็หมดไปแล้ว

ดังนั้น ใครที่ตั้งความหวังว่าจะยอมทนทุกข์วันนี้เพื่อความสุขในวันข้างหน้า ก็มีความเสี่ยงว่าอาจจะผิดหวัง

หนึ่ง เพราะเราอาจไปไม่ถึงเป้าหมายก็ได้

สอง เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย ความสุขก็เพียงชั่วคราว และเราจะรู้สึกว่างเปล่าเหมือนเดิม

เหมือนที่ Mark Manson เคยบอกเอาไว้ว่า วิธีการทำลายความฝันที่ดีที่สุด คือการทำให้มันเป็นจริง – the best way to destroy a dream is to make it come true.

ดังนั้น เราต้องอย่าหลงไปกับภาพมิราจ อย่าคิดว่าเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเราจะมีความสุขที่ยั่งยืน

สุขที่ยั่งยืน คือสุขที่อยู่ในแต่ละก้าวที่เราเดิน

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต แต่อยู่ในปัจจุบัน

เพราะความสุขคือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์

ความสุขไม่ได้รออยู่ข้างหน้า แต่ความสุขรออยู่ตรงหน้า

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันรึเปล่าเท่านั้นเอง

นิทานเสือโคร่งกับกรงล่องหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียได้มอบลูกเสือโคร่งขาวให้กับรัฐบาลสหรัฐเพื่อเป็นของขวัญในฐานะประเทศเพื่อนมิตร

รัฐบาลสหรัฐได้นำลูกเสือโคร่งไปไว้ในสวนสัตว์ โดยให้อยู่ในกรงขนาด 4 x 4 เมตรเพื่อให้คนได้เข้ามาเยี่ยมชม

ผ่านไปสองปี เสือโคร่งเติบใหญ่ สวนสัตว์ไม่อยากให้เสืออึดอัด จึงสร้างป่าจำลองขนาด 1 ไร่ขึ้นมา

แต่เมื่อเสือโคร่งถูกปล่อยลงไปในพื้นที่แห่งใหม่ มันกลับเดินไปที่มุมมุมหนึ่ง และเดินไปเดินมาในอาณาเขต 4 x 4 เมตรอย่างที่มันคุ้นเคย และไม่เคยเดินออกไปนอก “กรงล่องหน” จวบจนสิ้นอายุขัย

คนเราบางคนก็เป็นเหมือนเสือโคร่งตัวนี้เช่นกัน


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Radical Acceptance by Tara Brach

ความกลัวจะลดลงเมื่อเราขยับตัว

เหมือนที่พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกเคยกล่าวไว้ ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง
 
และเรามักจะสร้างตอนที่เรานั่งอยู่กับที่ พอว่างมากไปก็เลยฟุ้งซ่านเพราะจินตนาการของมนุษย์นั้นมโนได้ไม่สิ้นสุด
 
แต่ถ้าเราลุกขึ้นและลงมือทำ เราจะไม่เหลือช่องว่างให้ความฟุ้งซ่านทำงานได้มากนัก เพราะใจเราจะกลับมาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
 
และการลงมือทำก็เหมือนการเดินขึ้นเขา ตอนแรกที่มองก็เห็นว่าภูเขามันสูงเหลือเกิน ตอนเดินก็เหมือนจะไม่มีอะไร เราก็แค่เดินไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีภูเขาก็อยู่ใต้เท้าเราแล้ว
 
ถ้านั่งเราจะกลัว ถ้าออกเดินเราจะหายกลัวครับ