ความน่ารักของคนไทย (ในสายตาฝรั่งคนหนึ่ง)

เมื่อเช้านี้ผมโพสต์บทความเก่าที่ชื่อว่า “ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา” ที่นำเนื้อหามาจากคุณ Charissa Enget ที่เขียนไว้บน Quora

คุณ Charissa เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันที่มาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วงปี 2018-2020 (วิทยาเขตไหนผมไม่แน่ใจ แต่ไม่ใช่กรุงเทพ) เลยทำให้รู้จักคนไทยและเมืองไทยในหลายด้าน

ตอนเช็คแหล่งที่มา เผอิญไปเจออีกโพสต์นึงของคุณ Charissa อ่านแล้วใจฟู เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ


คุณชอบอะไรเกี่ยวกับคนไทยที่สุด? อะไรที่ทำให้คนไทยแตกต่างจากชาติอื่น?

ตอนที่ฉันอยู่เมืองจีน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ หลายคนจะเข้ามาหาเพื่อลองจับผมและลูบผิวของฉัน หลายคนมาถ่ายเซลฟี่กับฉัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนฉันรู้สึกเหมือนมีปาปารัสซี่ตามติดอยู่ตลอดเวลา

ที่เมืองไทย ไม่เคยมีใครเข้ามายุ่มย่าม อาจจะมีมาขอเซลฟี่บ้างแต่ทุกคนจะขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ฉันสามารถไปเดินเล่นในเมืองโดยไม่มีคนมากวนใจเพราะทุกคนปฏิบัติกับฉันเหมือนคนทั่วไป

ตอนฉันอยู่เวเนซูเอล่า ผู้คนจะล้อเลียนฉันเวลาฉันพยายามพูดภาษาสเปน จริงๆ แล้วเขาเข้าใจนะว่าฉันพูดอะไร แต่เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจเพียงเพื่อจะยั่วโมโห พวกเขาจะหัวเราะเยาะสำเนียงของฉันซึ่งมันก็ทำใหัฉันท้อใจทุกครั้งที่ต้องพูดภาษาสเปน

คนไทยจะชอบมากถ้าคุณพูดภาษาไทย พวกเขาคิดว่ามันดูน่ารักดี อันนี้เป็นสิ่งที่ดีงามที่สุดอย่างหนึ่งของคนไทยเลยนะ ตั้งแต่วันที่ฉันพูดคำว่า “สวัสดีค่ะ” กับ “ขอบคุณค่ะ” ได้ ก็มีคนไทยคอยชมฉันตลอดว่าฉันเก่งและพูดไทยได้ดี พวกเขาใจดีกับฉันมากและฉันก็อยากจะสนิทกับพวกเขา มันเลยเป็นแรงกระตุ้นให้ฉันเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วกว่าทุกภาษาที่ฉันเคยฝึกมา

เวลาฉันไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ผู้คนมักจะหาทางเอาเงินจากฉันให้ได้มากที่สุด เพราะในสายตาพวกเขา ฉันคือ “ชาวอเมริกันกระเป๋าตุง” และคาดหวังให้ฉันออกเงินให้ทุกคนในทุกสถานการณ์ คนที่ชวนฉันไปกินข้าวต่างคาดหวังให้ฉันเป็นเจ้ามือ บนท้องถนนหลายคนเดินเข้ามาหาฉันและขอตังค์เพียงเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนผิวขาว ฉันบอกเขาว่าฉันไม่ได้มีเงินขนาดนั้นแต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ มันแย่เหมือนกันนะที่ทุกคนมองฉันเป็นตู้เอทีเอ็ม

ที่เมืองไทย เวลาได้เจอเพื่อนใหม่ แม้จะรู้ว่าฉันอาจจะมีตังค์มากกว่าแต่พวกเขาก็เลี้ยงข้าวฉันเพื่อแสดงมิตรไมตรีอยู่ดี ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาขอเงินกับฉัน ในแหล่งท่องเที่ยวอาจจะมีพ่อค้าที่พยายามจะหลอกขายของราคาแพงๆ บ้าง แต่ในเมืองที่ฉันอยู่ฉันไม่เคยต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่นเลย คนไทยส่วนใหญ่ปฏิบัติกับฉันเหมือนกับทุกคนโดยไม่สนใจว่าผิวของฉันสีอะไร

เวลาฉันไปเที่ยวยุโรป มักจะมีคนมาต่อว่าฉันเรื่องการเมือง เขาจะถามฉันว่าทำไมปล่อยให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในอเมริกา พูดราวกับว่าฉันสามารถควบคุมรัฐบาลของตัวเองได้อย่างนั้นแหละ ฉันว่ามันน่ารำคาญและดูดพลังเอามากๆ คนอเมริกันนั้นมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องการเมืองและฉันก็อยากให้คนคิดแบบนั้นกับฉันเช่นกัน

คนไทยไม่เคยโทษฉันเรื่องการเมืองของอเมริกาเลย ไม่เคยถามว่าฉันเชียร์พรรคไหน เขาไม่พูดเรื่องการเมืองเลยด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ฉันโล่งใจมากเลยนะที่ไม่ต้องมาคอยระวังคำพูดกับเรื่องพวกนี้

ที่อเมริกาทุกอย่างดูเป็นทางการไปหมด ฉันไม่เคยสนิทกับอาจารย์คนไหนเพราะว่าการที่อาจารย์กับลูกศิษย์สนิทกันมันดูแปลกๆ ผู้ชายจะระวังที่จะพูดอะไรก็ตามที่อาจจะทำให้คนมองไม่ดี คนที่มีอายุหน่อยก็มักจะไม่คุยกับคนที่เด็กกว่า ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเป็นเพื่อนกับใครซักคนได้เพราะต่างคนต่างระวังตัว แม้ว่าฉันจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเรามีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศและข้อจำกัดของเพศหญิงในโลกการทำงาน แต่มันก็ทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างเพศชายและหญิงเหมือนกัน

ในเมืองไทยฉันไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านี้ อาทิตย์ที่แล้วฉันเพิ่งไปกินข้าวกับอาจารย์ของฉันโดยไม่มีคนอื่นไปด้วย แล้วเขาก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบว่าชีวิตฉันเป็นอย่างไรบ้าง เวลาฉันไปซื้อของคนขายก็มักจะชวนให้ฉันนั่งคุยด้วย คนที่ดูแลเรื่องที่พักให้ฉันก็มีมาชวนไปออกก๊วนตีกอล์ฟ ทุกคนคุยกับกับฉันราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ฉันชอบวิธีคิดแบบนี้มากๆ เลย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Charissa Enget’s answer to What do you most like about Thai people? What makes them different and unique individuals from other countries?

คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มักไม่ใช่คนดี

คนที่ชอบบ่นว่าตัวเองยุ่งมาก มักไม่ค่อยมีผลงาน

คนที่อวดชาวโลกว่าตัวเองมีความสุข มักแบกความทุกข์ไว้มากกว่าคนปกติ

ของจริงไม่ต้องบอก ของจริงไม่ต้องประกาศ ของจริงไม่ต้องพิสูจน์

เพราะตัวตนและผลลัพธ์นั้นหนักแน่นกว่าคำพูดเสมอ


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Almanack of Naval Ravikant

เรา work hard พอในทุกด้านแล้วหรือยัง

หลายคนมองว่าตัวเองเป็นคน work hard

แต่คำว่า work hard นี้มักจะถูกใช้แค่ในบริบทของการทำงาน

คน work hard บางคน จึงโคตรขี้เกียจในมิติอื่นๆ ของชีวิต

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องความสัมพันธ์

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลสุขภาพ

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลจิตใจให้มีความสมดุล

ในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะให้น้ำหนักกับงานและหน้าที่จนแทบไม่เหลือแรงและเวลาให้สิ่งอื่น

แต่คงไม่มีใครอยากสำเร็จอย่างโดดเดี่ยว สำเร็จในร่างกายที่ผุพัง สำเร็จด้วยใจที่ไร้สันติ

work hard กับงานจนได้เกรด 4 นั้นดีแล้ว

แต่กับมิติอื่นๆ ก็ควรจะเอาเกรด 2 ให้ได้เป็นอย่างน้อย

ไม่อย่างนั้นเราจะสอบตกวิชาชีวิตครับ

แรงบันดาลใจนั้นอายุสั้นนิดเดียว

ซึ่งนั่นย่อมมีนัยอย่างน้อยสองประการ

หนึ่ง เมื่อเกิดแรงบันดาลใจ เราควรลงมือทำอะไรสักอย่างทันที เพราะนี่คือนาทีทองที่เราจะเริ่มต้น และเมื่อได้เริ่มจนเกิดเป็น momentum แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น เหมือนการเข็นรถที่จอดซ้อนคันที่จะยากที่สุดตอนแรกเสมอ

เหตุผลที่ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากหนังสือสองเล่มคือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ที่ได้อ่านช่วงหยุดปีใหม่ที่กาญจนบุรี พอกลับถึงกรุงเทพปุ๊ปก็ทำเลย ถ้าตอนนั้นผมทอดเวลาไปอีก 2-3 วัน ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings ที่ดำเนินมาถึงหกปีอย่างทุกวันนี้

สอง – inspiration หรือแรงบันดาลใจนั้นมักจะผูกกับ willpower หรือพลังใจ นั่นก็คือ เมื่อเรามีแรงบันดาลใจ เราก็จะมีพลังใจสูงตามไปด้วย แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็อายุสั้นพอๆ กัน นี่คือเหตุผลที่ New Year’s Resolutions มักจะไม่เวิร์ค เพราะเมื่อ inspiration และ willpower มาเต็ม เราก็คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ จึงตั้งเป้าหมายไว้แสนเร้าใจแต่ไม่ยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านไป แรงบันดาลใจหมด willpower ก็ลดตาม อุปสรรคเล็กหรือใหญ่ก็กลายเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่เรารู้ดีว่าควรทำ

เมื่อเกิดรแรงบันดาลใจเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่ยากนัก เราควรตั้งเป้าหมายให้ง่ายๆ แล้วใช้เวลาไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและ routine ที่ดีเพื่อที่เราจะได้ทำเป้าหมายนั้นโดยอาศัย willpower ให้น้อยที่สุด

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก ผมตั้งเป้าหมายไว้แค่ว่าจะเขียนบล็อกวันละตอนติดกันสามวัน พอครบสามวันก็เพิ่มเป็นหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยๆ เขยิบเป้าหมายนั้นออกไปเรื่อยๆ จนวันนี้การเขียนบล็อกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้าเหมือนการแปรงฟันไปแล้ว

แรงบันดาลใจนั้นมีอายุสั้น เราจึงควรลงมือทำทันทีและตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้

เราจะได้ทำสิ่งที่ควรทำโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงบันดาลใจครับ

ทำไมเดินเข้าครัวแล้วจำไม่ได้ว่าจะมาเอาอะไร

ไม่ใช่เฉพาะแค่ในครัวเท่านั้น บางทีก็เดินไปห้องนอน ห้องนั่งเล่น เดินไปโต๊ะทำงานเพื่อน แล้วเราก็ยืนงงอยู่แป๊บนึงพร้อมฮัมเพลงพี่เบิร์ด “ฉันมาทำอะไรที่นี่”

แล้วเราก็มักจะโทษตัวเองว่าไม่ค่อยมีสติหรือจิตหลุด

ขอให้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนเดียว จริงๆ แล้วเป็นการหลายคนจนนักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า The Doorway Effect

หมายถึงว่า เมื่อเราเดินผ่านประตูจากห้องหนึ่งไปสู่ห้องหนึ่ง ความทรงจำของเราบางส่วนอาจเลือนหายไปชั่วคราว

เพราะเมื่อเปลี่ยนห้อง บริบทก็เปลี่ยน สมองจะทำการ “กันพื้นที่” หรือ mental blockage เพื่อให้พร้อมสำหรับการรับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่

และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราจำไม่ได้ว่าเราเดินมาห้องนี้ทำไมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Art of Making Memories by Meik Wiking